ขอเวลาตัดสินใจ
รุ่งเช้าวันใหม่ได้มาถึง วันนี้หวังเฉินออกจากบ้านพร้อมกับแม่ของเขาตั้งแต่เช้า จุดหมายคือเจียงซี บ้านเกิดแม่ของเขา
หวังเฉินวันนี้มีอารมณ์ที่ดียิ่ง เนื่องจากเมื่อคืน เขาปรุงเม็ดยาหลอมรวมสำเร็จสองเม็ด หลังปรุงเสร็จ เขาแน่นอนว่ากินมันในทันที
เมื่อกิน หวังเฉินก็เริ่มการซึมซับผลจากเม็ดยาหลอมรวม ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง เขาก็เข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นปลายและขั้นสมบูรณ์ จากนั้นอีกหลายชั่วโมงต่อมา เขาก็ทะลวงเข้าสู่ระดับก่อตั้งขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นปลายตามลำดับ
เวลาทั้งหมดที่หวังเฉินใช้ในการดูดซับผลจากเม็ดยาหลอมรวมทั้งสองเม็ดคือห้าชั่วโมงเต็มๆ เรียกได้ว่าเขาใช้เวลาเกือบจะถึงเช้าในการดูดซับและทะลวงระดับพื้นฐานฝึกตน
“ไปกันเถอะแม่ ผมจองตั๋วไว้แล้ว เครื่องจะออกตอนเก้าโมงเช้า” หวังเฉินพาแม่ของเขาขึ้นรถแท็กซี่ เพื่อเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติปักกิ่ง
สาเหตุที่เขาไม่ใช้รถของเขาเอง เป็นเพราะว่ารถของเขาไม่สามารถขนกระเป๋าเดินทางได้ นอกจากนี้เขายังติดต่อไปหาบริษัทขนส่งรถเรียบร้อย คาดว่าทางบริษัทคงจะส่งคนมารับแล้วขนส่งไปที่เจียงซีให้เขาในทันที
ในขณะที่หวังเฉินกับแม่ของเขาหยางชีหยูนั่งแท็กซี่ไปยังสนามบินนานาชาติปักกิ่ง อีกด้านหนึ่ง ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นกับแก๊งสิงโตแดง
ข่าวของเติ้งเฟิงถูกฆ่าตายพร้อมกับมือซ้ายและมือขวาอย่างหูผานกับเหลียงเหิง รวมถึงลูกน้องอีกสองคนได้แพร่กระจายออกไป ทำให้แก๊งสิงโตแดงเกิดการชิงอำนาจภายในขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแก๊งใหญ่อีกสองสามแก๊งในปักกิ่งเข้ามาผสมโรงด้วย หวังฮุบกลืนแก๊งสิงโตแดงเข้าไป และก็มีบางแก๊งใหญ่ที่ต้องการจะทำลายแก๊งสิงโตแดงให้สิ้นซาก
ทางตำรวจกำลังตามรอยหาฆาตกรที่ลงมือฆ่าพวกเติ้งเฟิง ถึงแม้ว่าพวกเติ้งเฟิงจะเป็นคนของโลกใต้ดิน แต่ในเมื่อถูกฆ่าในที่สาธารณะ ทางตำรวจก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการหาตัวฆาตกร
................................................
ภายในคฤหาสน์ของตระกูลเมิ่ง ในห้องทำงานของเมิ่งฝางหลง เมิ่งฝางหลงนั่งอยู่ที่โซฟาชั้นดี แค่มองดูก็รู้แล้วว่ามีราคาแพง ด้านหลังของเขามีอ้าวกั่วผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลายยืนอยู่
คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเมิ่งฝางหลงคือหลานสาวเพียงคนเดียวของเขาเมิ่งฉิงซี ด้านหลังของเธอมีฉงสิงยืนอยู่
“ปู่เรียกหนูมาหามีอะไรรึเปล่าคะ?” เมิ่งฉิงซีพลันถามขึ้น บอกตามตรงว่าเธอรู้สึกสงสัยที่ปู่ของเธอเรียกให้เข้าพบตั้งแต่เช้า
เมิ่งฝางหลงลังเลเล็กน้อย ก่อนพูด “หลานยังจำหวังเฉินได้ไหม?”
“หวังเฉิน?” เมิ่งฉิงซีเลิกคิ้วคู่สวยขึ้นในทันที เธอแน่นอนว่าจำหวังเฉินได้ดี อดีตคู่หมั้นของเธอที่เธอขอยกเลิกการหมั้นด้วยตัวเองไป ทำไมจะจำไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อวันก่อนเธอบังเอิญได้พบเขาที่หน้าร้านสมุนไพรเฉาเหยา นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่ฉงสิงบอดี้การ์ดของเธอ บอกว่าเป็นคนอันตราย ไม่ควรไปยุ่งด้วย
แต่ในเรื่องนี้ เธอก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนเสเพลอย่างหวังเฉิน จะเป็นคนอันตรายที่ผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งขั้นกลางอย่างฉงสิงหวาดกลัวได้อย่างไร?
“ถ้าหวังเฉินอดีตคู่หมั้นของหนู หนูจำได้ค่ะปู่” เมิ่งฉิงซีตอบ ขณะเดียวกันก็ถามออกมา “แล้วปู่ถามถึงเขาทำไมคะ?”
“ปู่อยากให้หลานกลับไปขอโทษเขาเรื่องการขอถอนหมั้น จากนั้นก็ขอหมั้นกลับเขาอีกครั้ง” เมิ่งฝางหลงพูด น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับรู้สึกลำบากใจไม่น้อยที่พูดเรื่องนี้ออกมา
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะลำบากใจ เพราะเมื่อสี่ปีก่อน เป็นเขาเองที่ผลักดันเต็มที่ในการที่หลานสาวของเขาอยากที่จะถอนหมั้นกับหวังเฉิน พอมาในตอนนี้สี่ปีพ้นผ่าน เขากลับอยากให้หลานสาวของตัวเองไปขอโทษเรื่องการขอถอนหมั้นและขอหมั้นอีกครั้ง
“อะไรนะคะ?” เมิ่งฉิงซีรู้สึกราวกับว่าตัวเองฟังผิดไป จะให้เธอไปขอโทษหวังเฉินและขอหมั้นอีกครั้ง?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
บอกตามตรงว่าเธอไม่มีวันยอมอย่างแน่นอน!
เห็นสีหน้าของเมิ่งฉิงซีย่ำแย่ลง เมิ่งฝางหลงถอนหายใจออกมา “หลานต้องทำ ในตอนนี้ตระกูลของเราอยู่ในสถานะที่สุ่มเสี่ยงจะถูกลบให้หายไปอย่างมาก”
“อย่างที่หลานรู้ ว่าตั้งแต่ปู่ทวดของหลาน ผู้ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลางกับผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาของตระกูลเราทั้งหมดเข้าไปสำรวจซากอารยธรรมโบราณแถวเหอหนาน พวกเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย นี่เป็นเหตุให้ตระกูลของเราหลุดออกจากตระกูลใหญ่และตกต่ำลง”
เมิ่งฝางหลงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง พูดต่อ “ตระกูลใหญ่อีกสี่ตระกูลหวังลบให้ตระกูลเมิ่งของเราหายไป เพราะจะได้ฮุบกลืนธุรกิจหลายแสนล้านของตระกูลเรา ความจริง ตระกูลของเราไม่มีความหวังอยู่แล้ว ได้แต่รอวันถูกลบให้หายไป”
“แต่เมื่อวาน ปู่บังเอิญเจอกับหวังเฉิน เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เขาในตอนนี้เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเทียบนภา!”
ทันทีที่ได้รับฟังเรื่องนี้ ดวงตาคู่สวยของเมิ่งฉิงซีเบิกกว้าง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เธอเปิดริมฝีปากอวบอิ่ม พูดออกมาเสียงสั่น “เป็น...เป็นไปไม่ได้!”
เธอแน่นอนว่าไม่อยากที่จะเชื่อว่าหวังเฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภา ทันใดนั้น เธอก็นึกถึงเรื่องเมื่อวันก่อนขึ้นมาอีกครั้ง ที่ฉงสิงบอกว่าหวังเฉินอันตราย หรือว่ามันจะเป็นความจริง เธออดไม่ได้ที่จะคิดด้วยหัวใจที่เต้นแรง
“มันเป็นความจริง ผมสามารถยืนยันได้” อ้าวกั่วที่เงียบมาตลอดพลันเปิดปาก คำพูดของเขาที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลาย ย่อมมีค่าพอให้เชื่อถือ จากนั้น เขาก็เล่าเรื่องเมื่อวานออกมาให้ฟัง
ฉงสิงที่ได้ฟังตกใจ เขาเองเริ่มระบุได้แล้วว่าคนที่เมิ่งฝางหลงและอ้าวกั่วพูดถึงเป็นคนๆ เดียวกันกับที่เขาพบเมื่อวันก่อน ร่างกายอดไม่ได้ที่จะสั่นด้วยความหวาดกลัว ดีที่อีกฝ่ายไม่ฆ่าเขาทิ้ง หลังจากที่เขาแสดงท่าทีคุกคามเสียมารยาทออกไป
‘ผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาอายุยี่สิบกว่าปี!’ ฉงสิงได้แต่พึมพำอย่างตกใจอยู่ในใจ
เมิ่งฉิงซีร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด ใบหน้าของเธอถึงกับซีดขาวลงไป ในตอนนี้ เธอทำอะไรไม่ถูกเลยสักนิด เมื่อทั้งเมิ่งฝางหลงปู่ของเธอและอ้าวกั่วผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลเมิ่งตอนนี้พูดออกมาขนาดนี้ เธอจะไม่เชื่อไม่ได้
เธอล้วนทำใจให้เชื่อได้แล้วว่าหวังเฉินกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาไปแล้วจริงๆ
“หลานไม่จำเป็นที่จะต้องรีบตัดสินใจ แต่ปู่อยากให้หลานนึกถึงตระกูลของเราเข้าไว้ โอกาสเช่นนี้มีครั้งเดียว นอกจากนี้ปู่ยังได้ให้คนไปสืบมาแล้วว่าหวังเฉินในตอนนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับตระกูลหวังอีก ในทางกลับกันเขาอาจจะมีความแค้นต่อตระกูลหวังด้วยซ้ำ ถ้าได้เข้ามาแต่งงานกับหลาน เขาก็จะกลายเป็นคนของตระกูลเมิ่ง!”
“แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ แต่ถ้ามีเขาอยู่ ตระกูลของเราคงยื้อเวลาถูกลบให้หายไปได้มากขึ้น” เมิ่งฝางหลงพูด แม้ปากบอกให้เมิ่งฉิงซีไม่ต้องรีบตัดสินใจ แต่คำพูดต่อมาไปในทิศทางเกลี้ยกล่อมโดยสิ้นเชิง
แต่จะโทษชายชราคนนี้ก็ไม่ได้ เพราะเขาต้องทำให้ตระกูลของตัวเองอยู่รอด ไม่ต้องการให้ตระกูลเมิ่งจบลงในยุคที่เขาเป็นหัวหน้าตระกูล
เมิ่งฉิงซีเงียบไปนานมาก สุดท้ายเธอก็ส่ายหน้าไปมา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงอยู่บ้าง “ขอเวลาหนูตัดสินใจสักพัก”
“ไม่มีปัญหา” เมิ่งฝางหลงตอบ
จบบทที่ 16