ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 46 เนตรสะกดฌาน

    บทที่ 46

    เนตรสะกดฌาน

     

           โรงเรียนมหรรรณพาลัยในวันนี้ผู้คนคึกคักเสียยิ่งกว่ามหกรรมพิธีคัดเลือกนักฌานยุทธ์เสียอีกเพราะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปีที่ภายหลังการคัดเลือกมีการจัดงานประลองยุทธ

     

            โดยเฉพาะเป็นการประลองยุทธระหว่างนักเรียนชั้นปีที่1 อายุเพียง 6 ขวบ กับนักเรียนชั้นปีที่สอง อายุ 16 ปี

             

           แค่วันเดียวข่าวการประลองยุทธในครั้งนี้ก็แพร่สะพัดทั่วทั้งอาณาจักรอโยดานักฌานยุทธ์ที่รู้ข่าว จึงรีบมารวมตัวกันที่นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวันรวบรวมนักฌานยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเลยก็ว่าได้

     

           “มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว!!! เด็กอายุ 6 ขวบท้าประลองกับเด็กอายุ 16!”

     

           “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เด็กอายุ 16 ท้าเด็ก 6 ขวบประลองต่างหากล่ะ?...ไปได้ข่าวผิดๆ แบบนั้นมาจากไหนกัน?”

     

           “ว่ากันว่าไอ้เจ้าเด็กปีหนึ่งนั่นเป็นถึงลูกของปรมาจารย์บุญเชียวนะส่วนเด็กรุ่นพี่ก็คือคุณหนูพิมพ์ลภัส แห่งสำนักเมฆมรกต ที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในหมู่นักเรียนของโรงเรียนมหรรณพาลัยทีเดียว...ข้าว่านะงานนี้สงสัยเจ้าเด็ก 6 ขวบนั่นคงไม่รอดแน่ๆ”

     

           ผู้คนที่เดินเข้ามาในงานนี้ต่างถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเด็กทั้งสองตามที่ฝ่ายตัวเองได้ยินมา

     

           บ้างก็ว่าปราณเป็นฝ่ายขอท้าประลองบ้างก็บอกว่าพิมพ์ลภัสต่างหากที่เป็นฝ่ายท้าประลอง

     

            ซ้ำยังมีคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการที่ปราณมีพลังฌานยุทธ์ระดับ12 เป็นเรื่องเหลวไหล ต้องเป็นการแสดงมายากล

             

            บางส่วนจึงพากันเตรียมสะใจและซ้ำเติมปราณเพราะเชื่อแน่ว่าปราณแพ้

             

            ในขณะที่อีกหลายความเห็นล้วนตำหนิการกระทำของพิมพ์ลภัสที่ท้าประลองกับปราณ

             

            ทั้งๆที่เห็นว่าเป็นเด็กอายุเพียง 6ขวบและยังเป็นรุ่นน้องที่ยังไม่ได้เข้าเรียนเลยด้วยซ้ำ

             

           นักฌานยุทธ์แม้จะอายุน้อยถ้าสามารถปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ออกมาได้แล้ว จะไม่สนใจเรื่องของอายุอีกแต่จะมองที่ความสามารถและประสบการณ์ของการควบคุมบังคับใช้ฌานยุทธ์ได้มากกว่า

     

            นักฌานยุทธ์จึงสามารถยกระดับพลังฌานของตัวเองให้แซงหน้านักฌานยุทธ์รุ่นพี่ได้เสมอนักฌานยุทธ์อายุน้อยสามารถสอนผู้อาวุโสกว่าได้ถ้าประสบการณ์หรือความสามารถในด้านนั้นเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

             

           ดังกรณีของปราณที่กลายเป็นผู้คิดค้นกระบวนท่า“อินทรีทะยานแปดทิศ” แม้กระทั่งปรมาจารย์บุญผู้เป็นพ่อยังต้องมีเรียนรู้วิธีการของลูก โดยมิได้มีความเขินอายแต่อย่างใด

     

            ปรมาจารย์ยุทธ์เศกเมฆมรกต ท่านลุงของพิมพ์ลภัส ยังมีพลังฌานอยู่เพียงระดับ 45ในขณะที่ท่านพ่อของพิมพ์ลภัสผู้เป็นน้อง ก้าวสู่ขั้นอัครยุทธ์ ระดับ 62 แซงหน้าพี่ชายไปถึงสองขั้น

             

            ส่วนหนึ่งก็เพราะเศกไม่สามารถควบคุมจิตมารในตัวได้นี่จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว ในการที่จะบรรลุขั้นที่สูงขึ้นไป

           นักฌานยุทธ์ที่จิตไม่กล้าแกร่งมากพอจึงพึงใจที่จะหยุดระดับของตนเองไว้เพียงเท่านี้เพื่อมิให้จิตมารเข้าครอบครองได้นั่นเอง

     

           โลกของฌานยุทธ์วัดที่ความสามารถของการผนึกและพัฒนาฌานมากกว่าคำนึงถึงอายุซึ่งวงแหวนฌานยุทธ์เป็นเพียงแค่การบ่งบอกว่ามีความสามารถในขั้นไหนบำเพ็ญเพียรสะสมพลังได้ถึงระดับใด

     

            จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคนใดคนหนึ่งจะบรรลุสู่ขั้นพรหมยุทธ์เพราะนั่นหมายความว่าต้องสามารถถอดจิต ใช้งานกายทิพย์ได้ประหนึ่งกายหยาบเลยทีเดียวจึงยังไม่มีใครสักคนในมหาพิภพอาเชียที่บรรลุสู่ขั้นพรหมยุทธ์แค่ขั้นเทพยุทธ์ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น!

             

            สกุลโอฬารปฐพีรวมถึงครุยุทธ์แฝดและสกุลฤชากร-มัจฉาชาติมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งสองครอบครัวเดินผ่านผู้คนมากมายที่ให้การเคารพและทักทาย โดยเฉพาะกับปราณและเธียรธวัช ที่กลายเป็นคนดังไปเสียแล้ว

             

            “ฮ่าๆๆๆ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กทั้งสองจะกลายเป็นคนดังเพียงข้ามคืนเท่านั้นทำเอาข้าเองยังทำตัวไม่ถูกเลย...ตกลงว่าตอนนี้คนรู้จักปราณกับเธียรมากกว่าพวกเราสี่คนอีกนะฮ่าๆๆๆ”

            ท่านเสนาภาคย์หัวเราะชอบใจส่วนปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณก็หัวเราะแห้งๆ ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเหมือนกัน

             

            “ว๊ายยยยย....กรี๊ดๆๆๆๆ คุณหนูเธียรกับยุวาจารย์ปราณ”

             

            เสียงตะโกนดังมาแต่ไกลจากสาวกหน้าใหม่สาวกเหล่านั้นมีคนชื่นชอบเพิ่มขึ้นอีก 2 คนคนหนึ่งเป็นเด็กน้อยสุดหล่อหน้าสวยกับอีกคนเป็นเด็กน้อยสุดหล่อจอมอัจฉริยะ

             

            กองเชียร์สาวๆจำนวนกว่า 20 คน พร้อมป้ายไฟ มีข้อความ “เรารักเธียรธวัช” และ “ยุวาจารย์ปราณสุดหล่อ”ขนาดใหญ่ถือเอาไว้

             

            ทั้งกลุ่มวิ่งกรูเข้ามาหาเด็กทั้งสองอย่างรวดเร็วจนบรรดาผู้ใหญ่ต้องรีบขยับหนี เพราะพวกเธอพุ่งตรงเข้ามาไวเหลือเกิน

             

            “ฮ่าๆๆๆ แค่ไม่ทันไรก็มีกองเชียร์ แถมยังทำป้ายไฟมาเชียร์ด้วยอีกแบบนี้ไม่ดังก็ให้มันรู้ไปสินะ ฮ่าๆๆๆ” ปรมาจารย์บุญเห็นภาพแบบนี้ก็ดีใจและอดขำไม่ได้

             

            “ว่าแต่เจ้าเธียร!! ไหงมีป้ายไฟแบบนั้นด้วยล่ะนี่วันนี้ไม่ได้มีอะไรมิใช่หรือ?” เสนาภาคย์งงกับป้ายไฟที่มีชื่อเธียรธวัช

            “ฮ่าๆๆๆ ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่รู้อะไร เธียรนี่แหละที่เป็นขวัญใจของสาวๆเมื่อวานแค่ปรากฏตัว ยังไม่ทันทำอะไร ก็กรี๊ดกันลั่นสนั่นอาคารจนข้าสองคนต้องนั่งอุดหูล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”

             

            ดวงเดือนเล่าให้เสนาภาคย์และแม่นายอัมพุชาฟังทั้งสองมองเธียรที่ถูกห้อมล้อมจนแทบมองไม่เห็นตัว แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้

             

            “ท่าทางจะจริงแบบที่ลูกเดือนเล่า ฮ่าๆๆๆๆ” เสนาภาคย์หัวเราะดีใจ“ทำไมตอนที่ข้าเป็นเด็กแบบเธียร ไม่มีสาวๆ มารายล้อมข้าบ้าง!!!”

             

            “ท่านพี่!!!”

             

            แม่นายอัมพุชามองท่านเสนาภาคย์ แล้วหยิกเบาๆ ที่เอว ทำเอาท่านเสนาร้องโอ้ยลั่น ทุกคนต่างหัวเราะในความน่ารักของคนทั้งสอง

             

            แม้จะผ่านมาเนิ่นนานแต่ทั้งคู่ยังคงแสดงความรักอย่างเปิดเผย มิได้อายใครๆ เพราะต่างรู้ว่าการแสดงความรักอย่างเปิดเผย ทำให้ความรักที่มีอยู่งอกเงยงดงามขึ้นทุกวัน

             

            เพราะการแต่งงานก็เป็นการประกาศให้ผู้คนทั่วไปรู้อยู่แล้วว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยาและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย ที่แม้อายุอานามของทั้งคู่จะล่วงเลยวัยเจริญพันธุ์มาแล้วแต่ยังคงแสดงความรักต่อกันไม่ผิดจากเมื่อตอนหนุ่มสาว

             

           ทำเอาปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณมองหน้ากันจากนั้นอาจารย์วรรณก็เอื้อมมือสอดประสานฝ่ามือของสามี แล้วอิงซบไหล่เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

     

           ในขณะที่แฝดชายหญิงต่างสบตากันและกันเมื่อเห็นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายแสดงความรักโดยมิอายใครเดือน-ดาวหลบตาครุยุทธ์หนุ่มแล้วเขินอายหน้าแดง

     

            เด็กน้อยทั้งสองยืนนิ่งท่ามกลางวงล้อมของสาวๆที่ล้วนอายุมากกว่าพวกเขาทั้งนั้น บางคนก็เข้ามากอด บางคนก็ขอหอมแก้มบางคนก็ขอถ่ายรูป จนเด็กทั้งสองทำหน้าไม่ถูก

             

            แฝดสาวเดือน-ดาวที่กำลังหน้าแดง พอเริ่มเห็นท่าว่าขืนอยู่ตรงนี้นาน จะไม่ได้ขยับไปไหนจึงพาทั้งคู่ออกมาจากวงล้อมของสาวๆ เหล่านั้น

    แล้วทั้งหมดก็เดินไปยังอาคารประลองยุทธท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดดีใจของสาวๆ เหล่านั้น

     

            “เฮ้อ...อะไรกันเนี่ย? ข้างงไปหมดแล้ว”

            ปราณถอนหายใจตอนนี้ผมเผ้ายุ่งไปหมด เพราะพิษรักของกองเชียร์ที่เอ็นดูความหล่อน่ารัก

             

            ส่วนเธียรธวัชรู้สึกว่าจะหนักกว่าเพราะที่แก้มทั้งสองข้าง มีรอยลิปสติกบางๆ ปรากฏขึ้นสอง-สามรอย ใบหน้าแดงก่ำก้มหน้าอายๆ จนทำให้ทุกคนพากันหัวเราะ

             

            “ฮ่าๆๆๆๆ ดูหลานป้าสิ ไปไม่เป็นเลย ไม่เคยเจอแบบนี้ล่ะสิ ทำยังไงได้ก็ชื่อเสียงของเจ้ามีแต่คนลือกันทั่ว ว่าเป็นเด็กน้อยสุดหล่อหน้าสวยตอนแรกป้าก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครมาหลงใหลหลานของป้าได้ขนาดนั้นแต่วันนี้ป้าเชื่อแล้ว ฮ่าๆๆๆ”

             

            ทุกคนพากันหัวเราะปราณเห็นแก้มเธียรธวัชมีรอยลิปสติก จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมายืนเช็ดแก้มเธียรธวัช จนคนที่เดินผ่านแถวนั้นพากันกรี๊ดกร๊าดหนักกว่าเดิม

             

            “อู้ยยยย....น่ารักอ่ะ...มีเช็ดแก้มให้กันด้วย”

             

            “ใช่ๆๆๆ คนหนึ่งหล่อ อีกคนหนึ่งก็ทั้งหล่อและสวย โอ้ยยยย ใจจะขาดแล้ว”

            “นี่ขนาดอายุน้อยๆ นะ ถ้าทั้งคู่โตเป็นหนุ่มจะเนื้อหอมกันขนาดไหนเนี่ย???โอ้ยๆๆๆๆ อิจฉา!!!!”

             

            เมื่อแก้มของเธียรธวัชไม่มีรอยหลงเหลือทั้งหมดจึงเดินขึ้นอาคาร

             

            “อ้าวววว....ท่านปรมาจารย์บุญ อาจารย์วรรณ ท่านเสนาภาคย์และแม่นายอัมพุชาสวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีนะครับ!”

             

            ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำเข้ารูปพร้อมผ้าคลุมครึ่งหลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันนิดๆร่างสาวน้อยพิมพ์ลภัสยืนขนาบข้าง มองปราณด้วยสายตาเหยียดหยาม

             

            ผู้อาวุโสแห่งเมืองอโยดาทั้งสี่โค้งศีรษะทักทายกลับ

             

            “สบายดีครับท่านอัครยุทธ์ดุสิต นานๆ ทีท่านถึงจะออกมาจากสำนักสินะครับ!”ปรมาจารย์บุญกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

             

            “หึหึหึ ก็ต้องแน่นอนสิครับ วันนี้ลูกสาวสุดที่รักของข้า จะต้องประลองกับบุตรชายของท่านจะให้ข้าพลาดได้อย่างไร?” ดุสิตก้มมองเด็กน้อยปราณ

            “อ้อ!!! เจ้าเองหรือที่ชื่อปราณ ดูหน่วยก้านก็แข็งแรงดีนะไม่น่าเชื่อว่าเด็ก 6 ขวบ จะสามารถบรรลุระดับ 12 ได้จริง ยังไงก็พยายามให้เต็มที่นะเจ้าหนู อย่าให้การแสดงที่เจ้าเตรียมมาทำให้คนดูต้องผิดหวัง!”

             

            วาจาที่พรั่งพรูออกมาอัครยุทธ์ดุสิต มิได้เกรงใจต่อผู้อาวุโสทั้งสี่กลับจ้องเขม็งที่ปราณด้วยแววตาดุดันปานจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ปราณหาได้หวาดเกรงไม่จ้องตากลับไปด้วยความแข็งกร้าวเช่นกัน 

             

            ฉับพลันเนตรสะกดฌานก็พุ่งเข้าหาอัครยุทธ์ดุสิตอย่างรวดเร็วจนเขาถึงกับเสียหลักหน้ามืด

             

            “ไอ้เจ้าเด็กนี่!!!! แก!!!”

             

            พอความพร่ามัวเลือนหายก็กลับกลายเป็นความโกรธ มือขวากำหมัดแน่นหมายจะพุ่งเข้าหาเด็กน้อยปราณ

             

            “ขั้นอัครยุทธ์ถึงกับจะลงมือกับเด็กน้อยขั้นลุยุทธ์มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ? ท่านอัครยุทธ์ดุสิต!”

             

            มือแกร่งในชุดมรกตประกายทองบีบแขนขวานั้นไว้แน่นจนเจ้าของหมัดขยับไม่ได้

            “เออ....อ้า...ท่านมหิธากับท่านหญิงจงกลนี!!”

             

            เมื่ออัครยุทธ์ดุสิตเห็นคนที่กำข้อมือของตนไว้แน่นก็หน้าตาตื่นคลายพลังฌานแล้วเปลี่ยนสีหน้า อารมณ์ทันที

             

            “ท่านจะไปหาเรื่องเด็กทำไมกัน? เรื่องของเด็กสองคนที่ไม่เชื่อมั่นในพลังฌานแล้วเขาประลองกันอย่างเปิดเผย ก็เป็นการดีแล้วนี่ท่านดุสิต...ท่านจะทำอะไรก็ให้เกียรติท่านผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าท่านด้วย”

             

            จักรพรรดิยุทธ์มหิธาค่อยคลายมือออกจากการบีบ แล้วมองหน้าอัครยุทธ์ดุสิตพร้อมรอยยิ้มทำให้อัครยุทธ์ดุสิตต้องถอนมือกลับ แล้วจูงพิมพ์ลภัสจากไปอย่างรวดเร็วโดยมีลูกศิษย์ของสำนักเมฆมรกตอีก 4 คนตามไปติดๆ

             

            “ต้องขอบคุณท่านมหิธาและท่านหญิงจงกลนีที่มาได้ทันเวลามิเช่นนั้นปราณคงแย่” ปรมาจารย์บุญโค้งคำนับแสดงการขอบคุณ

             

            ท่านมหิธาโบกมือพร้อมยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี

             

            “เรื่องเล็กน้อยน่า  แล้วพวกท่านคิดว่าปราณจะไม่โต้ตอบหรือ?”

            ทุกคนก้มมองปราณออร่าลูกกลมสีขาวในมือขวาของเด็กน้อยค่อยๆ จางหาย พร้อมรอยยิ้มแห้งๆ

             

            “มันเกิดขึ้นเองครับทุกๆ ท่าน”

             

            “ปราณสามารถก้าวมาถึงระดับ 12 ได้ท่านว่าฌานสัมผัสของปราณจะเหมือนคนอื่นไหมล่ะ?”

             

            ท่านมหิธาเอ่ยบอกมือไพล่หลัง พร้อมพากันเดินช้าๆ

             

            “ข้าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัญชาติญาณของการเอาตัวรอดซึ่งปราณเองก็น่าจะไม่รู้ตัว”

             

            ทั้งหมดพยักหน้าแล้วมองท่านมหิธาเดินไปพูดไป

             

            “ที่ข้าพูดอย่างนี้ทุกท่านก็เห็นปราณใช้เนตรสะกดฌานในระยะประชิดได้อย่างรวดเร็วเด็กน้อยกล้าจ้องตาขั้นอัครยุทธ์โดยไม่เกรงกลัว ข้าสังเกตเห็นแต่ไกลแล้วว่าในตอนนั้น มือขวาของเขาเริ่มปรากฎออร่าแล้ว ดังนั้น แม้ท่านดุสิตจะโจมตีได้ก็ทำอะไรปราณไม่ได้แน่นอน”

             

            “ท่านก็ทราบเรื่องเนตรสะกดฌานของข้าหรือครับ?”

            “ฮ่าๆๆๆ ใช่สิ เด็กน้อย เมื่อวานที่เจ้าใช้เนตรสะกดฌานนักฌานยุทธ์ทุกคนเห็นหมดนั่นแหละ แต่คนสามัญทั่วไปจะงงว่าเกิดอะไรขึ้น!”

             

            “เอาล่ะข้าว่าพวกเราเตรียมชมการประลองนี้ดีกว่าดูท่าอัครยุทธ์ดุสิตจะโกรธมากที่ถูกปราณใช้เนตรสะกดฌาน”

             

            ท่านมหิธามองปราณแล้วให้กำลังใจ

             

            “เจ้าไม่ต้องกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอเจ้าทำเพื่อสกุลโอฬารปฐพีให้ดีที่สุดมีสมาธิ แน่วแน่กับการต่อสู้ตรงหน้าเท่านั้น ถ้ามีเรื่องอะไรที่เกินตัวของพวกเจ้าให้เป็นหน้าที่ของพวกผู้ใหญ่อย่างเราจัดการเอง!”

             

            ทุกคนพากันอวยพรปราณแล้วแยกไปนั่งอัฒจันทร์ส่วนปราณเดินเลี่ยงไปอีกทาง ที่มีป้ายเขียนไว้ว่า “ห้องเตรียมตัวสำหรับนักฌานยุทธ์”

     

    **********

     

           “หึ!!!ไอ้เจ้าเด็กนั่นมันใช้เนตรสะกดฌานได้ด้วยหรือเนี่ย?” อัครยุทธ์ดุสิตกัดกรามแน่นในขณะที่เดินออกจากจากตรงนั้น

     

           “หมายความว่ายังไงหรือท่านพ่อ?”

           “เจ้าไม่เห็นที่เจ้าปราณนั่นมันจ้องพ่อรึ? ทำให้พ่อเซ เสียหลักได้...นั่นแหละวิชาเนตรสะกดฌาน!!!”

     

            “หา!!! เจ้าเด็กนั่น ใช้เนตรสะกดฌานได้ด้วย ทั้งๆที่ท่านปรมาจารย์สอนพวกเรา แต่ก็ยังไม่มีใครฝึกได้ แต่เจ้าปราณทำได้ด้วยหรือ?”

             

            พิมพ์ลภัสเสียงสั่นไม่ได้สังเกตเลยว่าปราณได้ทำอะไรกับท่านพ่อของเขาบ้างเพราะใจมัวแต่คิดว่าจะต้องเอาชนะเด็กน้อย จนไม่ได้ให้ความสนใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้า

             

            เธอยิ่งแค้นใจเมื่อรู้ว่าวิชาเนตรสะกดฌาน ที่ปรมาจารย์ปฏิมากรสอน มีขั้นตอนชัดเจนเธอเข้าใจทุกอย่าง แต่ยังไม่สามารถฝีกฝนให้สำเร็จได้โดยง่าย ในขณะที่เด็กอายุ 6 ขวบสามารถใช้เนตรสะกดฌานได้โดยไม่ต้องเรียน

             

           “มันจะมากระโดดข้ามขั้นไปมาได้ยังไงกัน? ไอ้เจ้าเด็กคนนี้เดาทางยากจริงๆ”

     

            เธอกำหมัดแน่นแล้วเอ่ยบอกท่านพ่อชัดถ้อยชัดคำ

             

            “ข้าจะแก้แค้นให้ท่านเอง ไม่ว่ามันจะเก่งแค่ไหน ยังไงซะระดับมันก็แค่ระดับ 12 ไม่มีทางสู้ข้าได้แน่นอน”

             

           “ดีมากพิมพ์ลภัสเจ้าต้องสร้างชื่อให้สำนักเมฆมรกตของเราได้แน่นอน ไปเตรียมตัวซะ”

     

            อัครยุทธ์ดุสิตลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดูแต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่าปราณไม่ใช่แค่เด็ก 6 ขวบธรรมดาแบบที่พิมพ์ลภัสบอกเสียแล้วและมีโอกาสสูงที่ลูกสาวจะพ่ายแพ้

             

           ‘เจ้าเด็กปราณนั่น มีความสามารถระดับ 12 แต่พลังฌานกลับสูงกว่านั้น สามารถควบแน่นจนปลดปล่อยออกมาทางดวงตาได้ขนาดข้ายังทำไม่ได้...ประจันหน้ากับเจ้าเด็กนั่นยังโดนเข้าไปเต็มๆไม่ใช่กลหรือการแสดงแล้ว...พิมพ์ลภัสเอ๋ย!!’

     

            เมื่อลูกสาวเดินจากไปอัครยุทธ์แห่งสำนักเมฆมรกตก็ส่ายหัว ใบหน้าสลดลงทันที พอจะมองออกแล้วว่าพิมพ์ลภัสอาจจะเป็นฝ่ายแพ้

             

            ‘พ่อเลี้ยงเจ้าไม่ดีเอง เอาแต่ชมจนเจ้าคิดว่าเก่งที่สุดในสำนักเก่งที่สุดในกลุ่มเพื่อนๆ จนเจ้าไม่ได้มองคนอื่นรอบตัว...พ่อขอโทษ’

            มาคิดได้เพลานี้ก็สายไปเสียแล้วพิมพ์ลภัสถูกบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหยิ่งผยองเข้าไปเต็มที่จนกลายเป็นลักษณะนิสัยของเธอไปแล้วถึงเวลาที่เธอต้องได้เรียนรู้จริงว่าในโรงเรียนยังมีคนที่เก่งกว่าเธอ!

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน