คำถามที่มาร์ควิสเฟลิกซ์ถามนั้นบ่งบอกถึงข้อยืนยันที่วานเชสโก้คิด
“พวกนั้นอาจทำอะไรเจ้าชายไม่ได้แต่ไม่ได้และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล็งเป้ามาที่ข้าสินะ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พยักหน้าให้สหาย
“ก็ไม่เชิงว่าทำอะไรเจ้าชายไม่ได้หรอกแค่ทำอะไรซึ่งหน้าไม่ได้มากกว่า แต่เจ้าในฐานะที่เป็นคนกำนันของชิ้นนั้นให้เจ้าชาย อาร์ติแฟกต์ที่แค่ขยะชิ้นหนึ่งก็สามารถสังหารคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าได้ เจ้าคงรู้ใช่ไหมว่าสิ่งเหล่านี้มันดึงดูดมากขนาดไหน”
วานเชสโก้รีบแย้งว่า
“เจ้านั่นก็แค่ปืนที่ยิงธาตุเป็นกระสุนเท่านั้นมันไม่ใช่ของที่มีอะไรพิเศษขนาดนั้นซะหน่อย”
“เรื่องนั้นข้าเองก็รู้ถ้ามันเป็นของที่มีค่ามากจริงๆ เจ้าคงไม่มอบให้เจ้าชายจากเมืองเล็กๆ เมืองนี้ฟรีๆ หรอกจริงไหม เพียงแต่ว่าคนที่หมายตามันไม่ได้คิดแบบนั้นแน่ และนั่นคือสาเหตุที่เจ้าควรไปจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่เทศกาลกำแพงจะเริ่มขึ้น”
วานเชสโก้พยักหน้าไม่พูดอะไรเขาเข้าใจความสำคัญที่เพื่อนของเขาคนนี้พูดดี
ตกดึกยามค่ำคืนภายในคฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส เหมือนเช่นทุกทีที่ตัวลอร์ดอาร์เทมิสนั่งอยู่บนเก้าอี้จ้องเปลวไฟในเตาผิง ซึ่งตอนนี้มีกิลเบิร์ตลูกชายของเขายืนอยู่ข้างๆ สองพ่อลูกยืนอยู่อย่างนี้มาพักใหญ่แล้ว โดยไม่มีบทสนทนาใดๆ ทั้งสิ้นมีเพียงแค่ความเงียบที่เกิดขึ้น
“วันนี้เข้าไปพบโทมัสที่บ้านของไวเคานต์โรซาลินด์ ซึ่งก็ไม่ได้พบโทมัสเหมือนเคย” กิลเบิร์ตรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบจากผู้เป็นพ่อ
ในขณะที่ความเงียบกลับมาปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง ลอร์ดอาร์เทมิสก็พูดขึ้นดูน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ว่า
“ช่างน่าทึ่งที่ตาเฒ่าคลั่งการทำนายอย่างไวเคานต์โรซาลินด์ทำให้หนอนตำราอย่างโทมัสก้าวออกมาจากห้องสมุดได้ แต่เจ้าโทมัสนี้ก็ไม่ธรรมดาในขณะที่ลูกหลานขุนนางหรือทายาทเศรษฐีคนอื่นๆ ต่างพากันรังเกียจที่จะก้าวขาเข้าไปในสลัม เจ้าหนูนี่ถึงขนาดลงทุนไปคลุกคลีกับพวกอันธพาลในสลัมเพื่อที่จะได้สนิทกับเจ้าชาย นับว่าเป็นม้านอกสายตาโดยแท้”
กิลเบิร์ตที่ได้ยินพ่อของตนจากเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เพราะเขาจำได้ว่าโทมัสเคยกลับมาพร้อมกับอาการเจ็บที่มือ พอถามถึงสาเหตุก็ได้คำตอบว่าเป็นค่าวิชา ทั้งยังถามคำถามแปลกประหลาดอย่างว่าโลกกลมหรือแบนอีกต่างหาก
“พ่อจะเป็นไปได้ไม่ว่าโทมัสที่ไปคลุกคลีกับผู้นั้นเพราะสนใจความรู้แปลกๆ”
ลอร์ดอาร์เทมิสส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ถ้าคำนึงจากนิสัยของโทมัสมันก็ใช่แต่เมื่อมองจากคนที่เจ้าหนูนี่ไปคลุกคลีด้วยก็บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ เศษขยะในสลัมเหล่านั้นจะมีความรู้อะไรให้เจ้าหนอนตำรานี้สนใจได้กันเล่า”
กิลเบิร์ตเห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อเขาพูดแต่ก็ยังพูดว่า
“แล้วเจ้าชายขยะนั่นล่ะพ่อที่ผ่านมาก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องสมุดในพระราชวังไม่ใช่เหรอ เป็นไปได้ไหมที่สองคนนี้จะทำการแลกเปลี่ยนความรู้กัน”
ลอร์ดอาร์เทมิสยิ้มเย้ยหยันในขณะที่แววตาทั้งสองมองเปลวไฟ
“ขยะต่อให้อ่านหนังสือเป็นร้อยเล่มมันก็คือขยะ เจ้าคิดว่าอย่างเจ้าชายขยะมันจะมีความรู้อะไรให้แลกเปลี่ยนกับโทมัสกันล่ะ”
กิลเบิร์ตพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก็ได้ยินพ่อของตนพูดดีกว่า
“วันนี้พระราชาเรียกพ่อไปคุยพระองค์ตัดสินใจถอดพ่อออกจากผู้ดูแลโรงพยาบาลแล้ว”
กิลเบิร์ตกับทำหน้าเหมือนไม่ใส่ใจนักความจริงเรื่องที่พ่อของเขาร่วมมือกับไวเคานต์โรซาลินด์สร้างโรงพยาบาลให้กับพวกสามัญชนหรือคนชนชั้นล่างต่างๆ ก็ไม่เข้าใจอยู่แล้วว่าพ่อเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้ทำเรื่องไม่มีประโยชน์แบบนั้น ลอร์ดอาร์เทมิสเหมือนจะเข้าใจความคิดของลูกชายจึงหันไปมองแล้วถามว่า
“เจ้ารู้ไหมว่าทำไมพ่อถึงต้องสร้างโรงพยาบาล”
กิลเบิร์ตส่ายหน้า ลอร์ดอาร์เทมิสหันกลับไปมองเปลวไฟเขาใช้เวลาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องที่ถูกเออร์วินข่มขู่แล้วบีบให้สร้างโรงพยาบาลทางอ้อม เรื่องที่เขาคิดว่าเรื่องนี้ลูกชายไม่จำเป็นต้องรู้เพราะต้องการให้เขามุ่งความสนใจไปที่การแต่งงานกับเจ้าหญิง แต่ในวันนี้เขาได้ตัดสินใจเล่าเพราะดูเหมือนจะมีปัญหาบางอย่าง
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
“พ่อบอกว่าเจ้าชายขยะมันมาหาพ่อแล้วก็พูดถึงเรื่องความผิดที่พ่อได้ทำ แล้วก็พูดเรื่องที่พอจะสร้างโรงพยาบาลงั้นสินะ และพ่อก็เดาว่าเรื่องทั้งหมดนี้มีพระราชาอยู่เบื้องหลัง แล้วตอนนี้พระราชาก็ได้ยึดอำนาจผู้ดูแลโรงพยาบาลของพ่อมอบให้คนอื่น”
ลอร์ดอาร์เทมิสไม่ตอบคำเพียงแค่จ้องมองเปลวไฟในเตาผิง กิลเบิร์ตก็ถามด้วยความสงสัยว่า
“แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นพระราชาจะได้อะไรล่ะพระองค์จะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร”
ลอร์ดอาร์เทมิสตอบโดยไม่หันมามองลูกชายว่า
“เรื่องนี้พ่อเองก็ได้แค่เดาพ่อเดาว่าพระองค์ต้องการทดสอบความภักดีของพวกขุนนางมากกว่า เจ้าก็รู้ว่าการสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลนั้นใช้เงินเยอะมาก การสั่งให้พวกขุนนางสร้างสองอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการกรีดเลือดกรีดเนื้อของพวกขุนนางออก และพ่อก็มั่นใจว่าเป็นพระราชานี่แหละที่อยู่เบื้องหลังการฆ่าล้างคฤหาสน์นั้น ทั้งยังโกงทรัพย์สินไปจนหมดบีบให้เคานต์เรห์วาร์ดต้องควักทรัพย์สินของตัวเองมาเยียวยาให้ผู้เสียหาย ทั้งยังต้องควักเงินมาร่วมสร้างโรงเรียนกับมาร์ควิสเฟลิกซ์เห็นได้ชัดว่าต้องการบีบให้คนๆ นี้จนตรอก ถ้าไม่ได้พ่อเป็นคนอาสาออกทรัพย์สินในการสร้างโรงเรียนให้ เคานต์เรห์นวาร์ดคงมีตัวเลือกแค่สองทางไม่อยู่รอความตายก็ต้องลี้ภัยไปที่อื่น”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังอยู่ก็ถามด้วยความไม่เข้าใจว่า
“เรื่องนี้ข้าเองก็ยังสงสัยอยู่พ่อว่าทำไมเคานต์เรห์นวาร์ดถึงต้องเป็นฝ่ายออกเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหายด้วย ผลักภาระทุกอย่างไปทางราชวงศ์ก็ได้นี่”
ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ยินคำถามก็หลับตาลงก่อนจะตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ฟัง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เขาได้รับฟังมาจากเคานต์เรห์นวาร์ด กิลเบิร์ตที่ได้ฟังต้นสายปลายเหตุว่าทั้งหมดมาจากการข่มขู่ของเจ้าชายขยะคนนั้นเขาก็ยิ่งขมวดคิ้ว ก่อนจะได้ยินพ่อของตนเล่าอีกว่า
“แล้วเจ้ารู้ไหมว่าคนที่ได้รับสืบทอดผู้ดูแลโรงพยาบาลคนต่อไปคือใคร”
กิลเบิร์ตส่ายหน้าปฏิเสธเพราะตอนนี้แม่ว่าเขาจะออกจากการเป็นอัศวินฝึกหัดแล้ว แต่เวลาส่วนใหญ่ของเขาง่วนอยู่กับการสังเกตการโทมัสและคอยดูว่าอีกฝ่ายจะทำการเชิญเจ้าชายมาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาตามที่เขาขอได้หรือไม่ เขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าโรงพยาบาลจะเป็นยังไงใครจะเป็นผู้ดูแล เพราะเรื่องเหล่านี้มันไม่เกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“เป็นพวกผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยที่อาศัยอยู่ในสลัม”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็ชงักทันที
“ผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย?พวกที่อาศัยอยู่ในสลัมสกปรกๆ นั่น?”
ลอร์ดอาร์เทมิสพยักหน้ากิลเบิร์ตรู้สึกว่านี่มันเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ คนที่ทำงานโรงพยาบาลส่วนใหญ่เขาเองก็รู้ว่าเป็นพวกมีคดีความที่มาทำงานไถ่โทษ แม้จะเป็นอย่างนั้นคนพวกนี้ก็เป็นผู้ใช้เวทย์รักษาหรือไม่ก็นักปรุงยา ที่ผ่านมาคนสองประเภทนี้มักเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีความเย่อหยิ่งไม่เห็นหัวคนอื่น ดังนั้นการที่เอาคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยมาเป็นหัวหน้าคนพวกนี้ เขาจึงนึกภาพไม่ออกว่าจะปกครองคนพวกนี้ได้ยังไง กิลเบิร์ตก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
“พระราชาต้องการหยามพ่อเหรอถึงเอาคนพวกนี้มาแทนที่พ่อ”
“ที่พ่อพอคิดได้ก็มีแค่เรื่องนี้แหละ ที่ผ่านมาพ่อเองก็สงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดแต่พ่อไม่แน่ใจ ก็เลยจงใจปล่อยปละละเลยพฤติกรรมของคนในโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อวานนี้พ่อก็ได้รับคำเตือนจากไวเคานต์โรซาลินด์แล้วว่าพระราชาตั้งใจจะลงดาบเกี่ยวกับเรื่องนี้”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็แปลกใจก่อนจะพูดติดหัวเราะ
“ลงดาบ? ถ้าแค่นี้ก็นึกว่าลงดาบแล้ว? อยู่ถ้าพระราชาจะยังเกรงใจพ่ออยู่บ้างถึงได้ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง”
ลอร์ดอาร์เทมิสกลับส่ายหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า
“พ่อยังไม่ได้บอกเจ้าเลยว่าในการเสด็จเยี่ยมเยือนและมาร่วมเทศกาลกำแพงของพระราชาจากอาณาจักรเซลเซเรียนั้น พระราชาได้มอบหมายความปลอดภัยของเจ้าชายขยะให้เป็นหน้าที่ของพ่อ”
ได้ยินดังนั้นกิลเบิร์ตก็นิ่งค้างไปทันที เขาเองก็ได้รู้จักพ่อเรื่องที่บารอนคาลีฟต้องการสังหารเจ้าชายขยะด้วยมือของตนเองเพื่อแก้แค้นให้กับลูกชาย และแน่นอนว่าในฐานะสหายพ่อของเขาก็ต้องให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าจะน่าเสียดายอยู่บ้างเพราะเจ้าชายขยะยังมีประโยชน์ในใช้เป็นสะพานเพื่อเข้าหาเจ้าหญิง แต่มิตรภาพระหว่างเขากับบารอนคาลีฟนั้นมีค่ายิ่งกว่า เดิมทีกิลเบิร์ตที่ตั้งใจจะใช้เจ้าชายเป็นสะพานนั้นก็ไม่คิดจะทุ่มสุดตัวเสียทีเดียว เพราะถึงยังไงเจ้าชายขยะนี่ก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอดจนจบงานเทศกาลกำแพงไปได้ และนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่คิดจะลดตัวลงไปสร้างความสนิทสนมกับเจ้าชายถึงสลัม เพียงแต่ฝากโทมัสไปเชิญเจ้าชายมาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาโดยตรง ทว่าการที่พระราชามอบหมายความปลอดภัยของเจ้าชายขยะให้กับพ่อของเขามันก็ไม่ต่างอะไรกับบีบให้เขาเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไหน
เพราะในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบถ้าเจ้าชายเป็นอะไรไปพ่อของเขาก็คงรักษาหัวไว้ไม่ได้ แต่ในฐานะที่เป็นสหายของบารอนคาลีฟการที่ลูกชายของเขาเสียชีวิตขนาดมาเที่ยวเล่นที่เมืองนี้เขาจะไม่ให้ความร่วมมือในการล้างแค้นก็ยังไงอยู่ นั่นก็คือลอร์ดอาร์เทมิสจะต้องเลือกว่าจะอยู่เป็นขุนนางเมืองนี้ต่อไปแต่แลกกับการสูญเสียความสัมพันธ์ที่เพาะสร้างมา หรือให้ความช่วยเหลือสหายแล้วจบชีวิตขุนนางตรงนี้โดยการลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น
กิลเบิร์ตสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บเขาเข้าใจแล้วว่าคำว่าลงดาบนั้นหมายถึงอะไร
“พ่อคิดจะเลือกทางไหน” กิลเบิร์ตถามด้วยความสงสัย
ลอร์ดอาร์เทมิสเงียบไปพักนึงก่อนจะถามลูกชายกลับไปว่า
“เจ้าคิดว่าตอนนี้บารอนคาลีฟยังมีประโยชน์กับเราอยู่ไหม”
กิลเบิร์ตใช้ความคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะส่ายหน้าตอบว่า
“เดิมที่เป้าหมายของพ่อคือให้ข้าคบหาเป็นสหายกับชาลีฟที่ดูแล้วอนาคตไกล แต่ตอนนี้ชาลีฟก็ตายไปแล้วสายสัมพันธ์ที่เรามีกับคาลีฟก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์เท่าไหร่ จะให้พวกเราสละตำแหน่งขุนนางไปช่วยเขาแก้แค้นก็ยังไงอยู่ แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นขุนนางยศบารอนของอาณาจักรหนึ่งจะเมินเฉยก็ไม่ได้”
ลอร์ดอาร์เทมิสพยักหน้าให้ลูกชายก่อนจะพูดว่า
“และด้วยตอนนี้ฐานะของเจ้าชายขยะก็คือคู่หมั้นของเจ้าหญิงลูเซีย ทำให้ไม่สามารถลงมือต่อหน้าได้แต่ใช้วิธีลอบเล่นงาน”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็นิ่งไปทันทีเพราะเขารู้สึกเหมือนได้ยินเรื่องเหลือเชื่อเข้าให้ จึงได้ถามเพื่อความแน่ใจว่าเขาไม่ได้หูฝาด
“พ่อบอกว่าคู่หมั้นของเจ้าชาย… คือเจ้าหญิงลูเซียอย่างงั้นเหรอ?”
ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ยินลูกชายถามก็ยิ้มเล็กน้อย เพราะปฏิกิริยาของลูกชายนั้นแทบจะเป็นแบบเดียวกับตอนที่พวกขุนนางได้รับแจ้งในวันนี้
“เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอกคู่หมั้นของเจ้าชายขยะนั่นคือเจ้าหญิงลูเซียจริงๆ”
ท่านที่ได้ยินคำยืนยันจากผู้เป็นพ่อกิลเบิร์ตก็ทำหน้าเหมือนคนอมบอระเพ็ด เขาพยายามแทบตายเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดเจ้าหญิงลิลิธแต่จนตอนนี้มันก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร แต่กับเจ้าชายขยะคนนั้นที่เป็นแค่คนที่เกิดมาแล้วสืบเชื้อสายจากพระราชา ไม่ต้องทำอะไรก็มีคู่หมั้นเป็นถึงเจ้าหญิงจากอาณาจักรใหญ่ กิลเบิร์ตรู้สึกว่ามันช่างมันยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งและเมื่อเขานึกถึงสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายคนนั้น ผู้หญิงที่เขาไม่อาจลืมเลือนได้เลยตั้งแต่ได้เจอกับเธอในครั้งนั้น ผู้หญิงผมสั้นสีดำตาสีม่วงที่สามารถมุดออกจากเงาคนอื่นได้คนนั้น ในวินาทีนั้นเขารู้สึกอิจฉาอย่างที่สุดและรู้สึกว่าเจ้าชายขยะคนนี้ไม่คู่ควรเลยแม้แต่น้อย ทั้งคู่มันที่เป็นถึงเจ้าหญิงจากอาณาจักรอื่นและสาวใช้ส่วนตัวคนนั้นเป็นแค่เศษขยะที่ไม่คู่ควรกับสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ลอร์ดอาร์เทมิสที่เหมือนจะรู้ว่าลูกชายของตนคิดยังไง ก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะจะว่าไปเขาเองก็คิดแบบเดียวกัน ว่านอกจากการสืบสายเลือดจากพระราชาแล้วเจ้าชายขยะคนนี้ก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง เขาถอนหายใจแล้วพูดกับลูกชายว่า
“พ่อว่าจะสละคาลีฟทิ้ง”
กิลเบิร์ตมองผู้เป็นพ่อ
“คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมเหรอครับผมว่าการเป็นศัตรูกับผู้คนนี้ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดเท่าไหร่”
ทว่าลอร์ดอาร์เทมิสกับส่ายหน้าช้าๆ
“ประเด็นสำคัญก็คือหนึ่งในความช่วยเหลือที่บารอนคาลีฟขอมาในตอนนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องให้พ่อช่วยในการลงมือกับเจ้าชายอย่างลับๆเท่านั้น แต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คืออาร์ติแฟกต์อันนั้นที่เจ้าชายขยะใช้ในการสังหารชาลีฟนั่น ดูเหมือนว่าเคานต์วาคีนก็สนใจมันเป็นอย่างมาก ถ้าช่วยสังหารเจ้าชายขยะพ่อคงช่วยไม่ได้เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการบีบให้ตัวเองต้องเลือกระหว่างที่อยู่รอรับมีดประหารกับลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งอย่างอยู่ดี แต่ถ้าแค่ขโมยอาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้นไปมอบให้เคานต์วาคีนโดยตรงล่ะก็ มันไม่เพียงจะเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์นี้ทั้งยังเป็นการข้ามหัวบารอนคาลีฟที่ตอนนี้ไม่มีประโยชน์แล้วไปผูกมิตรกับเคานต์วาคีนได้อีกด้วยเจ้าคิดว่าไงล่ะ”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็พยักหน้าเข้าใจ มองผิวเผินเหมือนพ่อเขาอาจมีทางเลือก ซึ่งหากเขาเลือกที่จะร่วมมือสังหารเจ้าชายและต้องลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น จริงอยู่ว่าสามารถขอความช่วยเหลือจากบารอนคาลีฟได้ แต่มีใครจะรับปากได้ว่าคนคนนี้จะช่วยเหลือเขาได้ตลอดรับฟัง ดังนั้นสู้รักษาตำแหน่งขุนนางไว้และละทิ้งอีกฝ่ายที่หมดประโยชน์ทำการผูกมิตรกับขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าจะดีกว่าอีก
ลอร์ดอาร์เทมิสหันไปมองลูกชายแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย
“เดี๋ยวพ่อจะหาทางให้แกได้ทำหน้าที่คุ้มกันเจ้าชาย พร้อมกับให้คนของเราคอยช่วยเหลือแกอีกทีหนึ่ง ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะยอมให้เจ้าชายขยะตายไม่ได้งั้นก็ให้แกเล่นบทบาทผู้พิทักษ์เลยแล้วกัน แล้วจงใช้บทบาทนี้ซื้อใจเจ้าชายขยะนั่นให้ได้ ส่วนเรื่องบารอนคาลีฟก็ไม่ต้องกังวลในเมื่ออีกฝ่ายลงมือได้แต่ลับหลังเราก็สามารถฆ่ามันได้แบบลับๆ เพราะสิ่งสำคัญที่เราต้องการในเทศกาลกำแพงก็คือ เจ้าชายขยะมีชีวิตรอด เจ้าสามารถสนิทสนมและซื้อใจเจ้าชายขยะได้ และอย่างที่สามก็คืออาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้นที่เคานต์วาคีนต้องการถ้าชิงมันได้มันจะกลายเป็นตัวช่วยสร้างสัมพันธ์โดยไม่ต้องเห็นหัวบารอนคาลีฟอีกต่อไป”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็ยิ้มทันทีนึกชมเชยที่พ่อของเขารู้จักปรับแผนการ ใช้การลงดาบของเจ้าชายให้เป็นประโยชน์โดยเอื้อกับเป้าหมายของตน แล้วเขาก็นึกถึงอาร์ติแฟกต์ที่เขาได้เห็นในวันนั้น แม้ว่าแล้วเขาก็ยังสงสัยในอานุภาพของมันเพราะไม่เห็นว่าจะมีอะไรพิเศษ แต่ในเมื่อมันเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างสัมพันธ์และผูกมิตรเขาก็ไม่ลังเลที่จะต้องหาทางชิงมา และมีสิ่งหนึ่งที่เขาตั้งใจว่าจะต้องชิงมาให้ได้ในสักวันนั่นก็คือ ผู้หญิงคนนั้นผู้หญิงที่เมื่อเขาได้เห็นหน้าเธอในวันนั้นก็ไม่สามารถลืมใบหน้าของเธอไปจากใจได้เลย
จากนั้นลอร์ดอาร์เทมิสก็บอกให้ลูกชายไปนอน กิลเบิรฺตก็ทำท่าจะเดินออกไปแต่ก็หยุดแล้วหันมาถามพ่อว่า
“แล้วพ่อค้าคนนั้นล่ะพ่อคนที่มอบอาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้นให้เจ้าชายล่ะ”
ลอร์ดอาร์เทมิสสองตาของเขาจ้องมองเปลวไฟในเตาผิงก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ว่า
“ถ้าเจ้านั้นล่ะก็พ่อให้คนไปจับตาดูที่คฤหาสน์ของเจ้าลูกหนังเฟลิกซ์ไว้แล้ว ถ้าพวกมันคิดจะออกจากเมืองเมื่อไหร่ก็จะลงมือจับตัวมาทันที ต้องรู้ให้ได้ว่าอาร์ติแฟกต์แบบนั้นยังมีอยู่อีกหรือเปล่า”