ฤดีนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลของเรือนจำแขนเขาเหลือสายน้ำเกลือเส้นเดียว หลังจากผ่านการทดลองมาได้ 2 สัปดาห์เขาก็มีไข้สูง ปวดศีรษะ และรู้สึกปวดเกร็งคอร้าวไปทั้งหลัง แพทย์เรือนจำบอกว่าเป็เยื่อหุ้มสมองอักเสบ บางทีสายน้ำเกลือที่ต่อตรงไปยังน้ำไขสันหลังอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียโชคดีที่วิทยาการก้าวหน้าจนรักษาง่ายไม่ต่างจากโรคหวัด นอนโรงพยาบาลแค่ 3 คืน ก็จำหน่ายได้่เวลาแห่งพักผ่อนกำลังจะหมดไปสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็เหมือนนรก เขารู้สึกตกต่ำไร้ค่า ถ้ามีอาวุธคงฆ่าตัวตายไปแล้ว
ประตูเปิดพรวดเข้ามา ชายสูงวัยในเครื่องแบบก้าวเข้ามา เขาบอกให้พยาบาล 2 คนที่มาส่งรอข้างนอกก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ฤดีจำเขาได้ พัศดีสัตยาคือผู้ถือแฟ้มโครงการมาเสนอเขา มาได้ถูกเวลาพอดี
"ผมไม่ไหวแล้วผมขอยกเลิกการเป็อาสาสมัคร" ฤดีพูดเสียงอ่อย
“คุณคิดดีแล้วเหรอ ผมไม่ได้ห้ามนะ แค่อยากให้คุณทบทวนสิ่งที่คุณกำลังทำในบรรดาอาสาสมัครทั้งหมด คุณอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 91 ของพัฒนาการเลยนะ"พัศดีตอบพลางโชว์กราฟในมือถือให้ดู เขาเล่าต่อว่าท่านนายกฯให้โอกาสอาสาสมัครจากเรือนจำทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการเพื่อแลกกับการนิรโทษกรรมยิ่งกลุ่มตัวอย่างมากยิ่งมีพาวเวอร์ที่จะตรวจเจอผลข้างเคียงงานวิจัยแต่สองสัปดาห์ที่ผ่านมาฤดีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็บ้า เดี๋ยวสุข เดี๋ยวเศร้าเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าสมองเขาจะรับมือไหว ตอนที่อ่านโครงการก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องทุกข์ทรมานเขาไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของชายสูงวัยตรงหน้าที่บอกว่าไม่มีใครเป็อันตรายจากขั้นตอนนี้มีแต่ได้ฝึกความอดทน
“ผมทนไม่ไหวอีกแล้ว”ฤดียืนยันเช่นเดิม
พัศดีลุกขึ้นยืน"คิดดูให้ดีละกัน ถ้าคุณหยุดตอนนี้ สิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่าคุณต้องติดคุกตลอดชีวิตตามเดิม แทนที่จะพ้นโทษในอีกไม่กี่ปีและกลับสู่สังคมอย่างสง่าผ่าเผย และที่สำคัญ..." เขาก้มลงมากระซิบข้างหู"...คุณก็จะไม่มีวันได้อยู่กับลูกชายอีก"
ชายสูงวัยจากไปแล้ว ฤดีหยิบภาพลูกออกมาจากหน้าหนังสือที่พกติดตัวเด็กชายวัยรุ่นกำลังยิ้มน้อย ตอนเด็ก ๆ หน้าตาเหมือนแม่ แต่ตอนนี้ดูคล้ายพ่อมากกว่าฤดีเผลอยิ้มทั้งน้ำตา ถ้าวันนั้นเขาตัดสินใจวางปืนลง ลูกคงมีชีวิตที่ดีกว่านี้ คงได้เรียนหนังสือในโรงเรียนอินเตอร์คงได้มีสมาร์ตโฟนใช้หาความรู้คงได้ทำตามความฝันเป็หมอ คงไม่ต้องลำบากทำงานพาร์ทไทม์เลี้ยงดูตนเองคงไม่ต้องไปอยู่กับตายายที่ไม่เอาไหนเอาแต่เล่นพนันไปวัน ๆและคงได้ไปเที่ยวด้วยกันสองพ่อลูกบ่อย ๆ
"คุณร้องไห้ เหรอ" พยาบาลที่เพิ่งเข้ามาได้ยินเสียงสะอื้นเธอถือขวดยาปฏิชีวนะเข้ามา คงจะถึงรอบการให้แล้ว ฤดีปาดน้ำตาก่อนพูดเสียงสั่น
"คุณช่วยบอก พัศดีสัตยาให้หน่อยว่าผมตัดสินใจได้แล้ว"
ดร.ศิวะกับพัศดีอยู่ที่ศูนย์บัญชาการเช่นเดิมแต่จัดสถานที่ใหม่ ฤดีนั่งบนเก้าอี้โลหะกลางห้อง ยังคงมีสายระโยงระยางต่อจากตัวทั้งสายน้ำเกลือและสายไฟรอบนี้หมวกจักรกลเว้นพื้นที่ดวงตาไว้ เบื้องหน้าเขามีเก้าอี้แบบเดียวกันคั่นด้วยโต๊ะเล็ก ๆ เหมือนห้องสอบปากคำของตำรวจ พัศดีย้ำให้เ้าหน้าที่ให้เช็กกล้องวงจรปิดและความพร้อมของผู้คุมสองคนที่ประกบซ้ายขวาของนักโทษ ปกติไม่ต้องเข้มงวดขนาดนี้ใช้เฉพาะกรณีอาสาสมัครที่ก้าวร้าวเป็พิเศษแม้ว่าจะฝึกมาสองร้อยไซเคิลก็ควรกันไว้ดีกว่าแก้
ดร.ศิวะเห็นพัศดีส่งสัญญาณให้ผู้คุมเบื้องล่าง ประตูห้องเบื้องหน้าฤดีเปิดขึ้น จ๊อบชายหนุ่มผู้รอดชีวิตจากการตามล่าของหมอฆาตกร ก้าวเข้ามาพร้อมผู้คุมสามคนที่ตามประกบเป็บอดี้การ์ดสถานะตอนนี้ถือว่าเป็ผู้บริสุทธิ์ จ๊อบตอบรับเชิญทันทีที่พัศดีเสนอเงินให้ห้าหมื่นบาทเขาปรับหมวกแก๊ปสีน้ำเงินให้กระชับ เพื่อปกปิดความประหม่าที่ต้องนั่งตรงข้ามคนที่ตามล่าตัวเองฤดียังคงวางมาดเฉย คู่กรณีสองคนจ้องหน้าโดยไม่พูดอะไร อัตราการเต้นหัวใจยังปกติ ไม่แสดงความโกรธนับว่าเริ่มต้นได้ดี ก่อนหน้านี้ ดร.ศิวะ บรีฟขั้นตอน บททดสอบสุดท้าย ให้อาสาสมัครฟังแล้ว
“ขอโทษนะ ที่ทำแบบนั้นกับนาย”ฤดีเปิด อีกฝ่ายยังดูประหม่าไม่สบตา เขาจึงกล่าวต่อ"ฉันเข้าใจมันเป็อุบัติเหตุ นายเองก็มีคนที่นายรักนายเองก็ทำเพื่อครอบครัวเหมือน ๆ เพื่อนของนาย ฉันรู้แล้วว่าฆ่านายก็ไม่ได้อะไร มีแต่ทำผิดกฎหมายไม่ได้สร้างอะไรให้สังคม"
“ทำไมกูต้องยกโทษให้ด้วย ในเมื่อมึงฆ่าเพื่อนของกูทุกคน”แขกรับเชิญพยายามยั่วโมโหฤดีทั้งที่เม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผากเขาก็ได้รับการบรีฟเช่นกัน แต่เป็สิ่งตรงข้าม ทว่าน้ำเสียงยังดูเบาบางพัศดีบอกผ่านหูฟังให้จ๊อบพูดแรงขึ้น
“มึงคิดเหรอว่ามึงจะได้อภัยโทษจริง ๆเขาแค่หลอกใช้มึง น่าจะเห็นแล้วนี่ สิ่งที่รัฐบาลสัญญาจะให้เรามีอะไรเป็จริงบ้าง”สีหน้าจ๊อบเริ่มจริงจัง ดร.ศิวะเห็นท่าทียุกยิกของผู้คุมทั้งห้าคนในห้อง เลยรู้ว่าไม่มีใครพอใจคำพูดกล่าวหารัฐบาลโชคดีที่พัศดีกำชับลูกน้องว่าไม่ต้องสนใจ เป็แค่แผนที่วางไว้
“ถ้ามีเงินเด็กที่เกิดในสลัมอย่างกูคงไม่ต้องไปปล้นใครหรอก แค่หาเงินส่งให้พ่อแม่ส่งให้น้องเรียนหนังสือก็ไม่พอแล้ว" จ๊อบเริ่มเดือดดาลเกินคำสั่ง
"แต่นายก็ไม่มีสิทธิ์ไปปล้นใครโดยใช้ความจนเป็ข้ออ้าง"ฤดีตอบพร้อมกับระดับโดปามีนขึ้นสูง เขาคงนึกถึงการทำตามกฎหมายแล้วเกิดอารมณ์ด้านบวกโดยอัตโนมัติ
"ทำไมจะใช้ไม่ได้ แล้วกูจะมีอนาคตได้ไงขายยาเสพติดเหรอ ขนาดไม่ได้ทำ พวกตำรวจงี่เง่านั่นยังยัดข้อหาให้กูเลย กูไม่ได้เกิดมาเป็คนรวยเหมือนมึงนี่"สีหน้าจ๊อบดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ถึงรวยก็ติดคุกแบบนี้ได้อยู่ดีทุกอย่างขึ้นกับสิ่งที่เราทำต่างหาก” ฤดีเอ่ยเรียบ ๆ
“มึงมันโง่ อยู่ดีไม่ว่าดี หาเื่ใส่ตัว”ประโยคนี้ทำให้ระดับสารคอร์ติซอลของฤดีสูงขึ้นดร.ศิวะจึงสั่งให้กระตุ้นตัวริเริ่มความทรงจำที่บันทึกไว้ การเปลี่ยนความโกรธเป็ความกลัวจะทำให้ได้เรียนรู้เพิ่มอีกไซเคิล เครื่องจักรครอบศีรษะแทงเข็มนาโนทะลุสมองฤดี พริบตาที่สารไปถึงฤดีก็กระตุกสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีจ๊อบยังคงยั่วโมโหต่อไปด้วยการตอกย้ำถึงตอนที่เขาไปชกต่อยคนในเรือนจำจนได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต แขกรับเชิญรู้หน้าที่ดีกว่าที่นัดแนะกันไว้แล้วฤดีก้มหน้าก้มตาเงียบ ทว่าอัตราการเต้นของหัวใจกลับสวนทาง ใบหน้ามีเหงื่ออาบแก้มแม้แอร์ในห้องจะเย็นเฉียบดร.ศิวะ สั่งให้ฉีด EA-1 อีกครั้ง ชายวัยกลางคนจึงสงบ
"รู้มั้ยว่า มึงไม่มีทางออกจากคุกหรอกเดี๋ยวพอเขาใช้งานมึงเสร็จ ก็อาจจะฆ่าทิ้ง แล้วบอกลูกมึงว่า มึงติดเชื้อตายในคุก"จ๊อบหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ทีนี้ลูกมึงก็กำพร้าสมใจ เอาจริงนะถ้าย้อนกลับไปได้ กูน่าจะรัวะุปืนใส่รถหรูไฮโซคันสีขาวนั้นให้จบ ๆ ฆ่ามึงกับลูกซะเพื่อนกูจะได้ไม่ต้องมีใครตาย"
ตอนนั้นเองสีหน้าฤดีเริ่มเปลี่ยนไประดับคลื่นสมองกลายเป็แกมมาระดับคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงจนส่งเสียงเตือนทำหัวหน้านักวิทยาศาสตร์สะดุ้งฤดีลุกขึ้นะโพุ่งตัวไปหาคู่อาฆาตอย่างรวดเร็ว จ๊อบถูกบีบคอด้วยแขนที่ต่อสายน้ำเกลืออยู่ ชั่วพริบตาเดียวผู้คุมทั้งห้าคนก็เข้ามาล็อกแขนและลำตัวของฤดีกดลงบนพื้นพัศดีกำชับผู้คุมไม่ให้ใช้ไฟฟ้าเพราะอุปกรณ์จะเสียหาย ชายหนุ่มเอามือจับคอ ตัวสั่น สีหน้าซีดเซียวเขาเข้าใจความรู้สึกก่อนตายของเพื่อนทั้งสามในทันที
"กูจะฆ่ามึง" ฤดีะโซ้ำ ๆขณะพยายามดิ้นอยู่บนพื้นให้หลุดจากพันธนาการ สารที่ฉีดเข้าไปไม่ได้ผล
"พอแค่นี้ก่อนดีไหมผมจะได้ให้ผู้คุมจับเขาแยกไปอีกห้อง" พัศดีถาม แต่ดอกเตอร์ปฏิเสธ นี่คือโอกาสทองในการทดลองหาความรู้ใหม่ๆ เขาสั่งให้ฉีดสาร SP-12 เข้าทางน้ำไขสันหลังซึ่งจะกระตุ้นกระบวนการขยายหลอดเืของเยื่อหุ้มสมองทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ดร.ศิวะเห็นลูกน้องลังเลจึงกระแทกเสียงสั่งให้ทำตามคำสั่ง สมองอาสาสมัครต้องเรียนรู้ว่าความคิดที่จะทำร้ายคนอื่น มาพร้อมกับความเ็ป
ทันใดนั้นฤดียกมือจับบนเครื่องครอบศีรษะพยายามดึงออกแต่ไม่สำเร็จ เขาหลับตาแน่นก่อนจะล้มพรวดลงไปนอนบนพื้นพลางกรีดร้องอย่างเ็ปจ๊อบหรี่ตาดูร่างที่อยู่ตรงหน้านอนดิ้นทุรนทุรายเหมือนถูกไฟกำลังแผดเผาผู้คุมสองคนกดแขนฤดีไว้แน่น ต้านแรงที่ตั้งใจจะดึงสายน้ำเกลือออก ดร.ศิวะยืนดูอย่างไม่แยแสเป็เื่ปกติที่เกิดขึ้นได้ เขาทำตามขั้นตอนทุกอย่างใบแสดงความยินยอมระบุเื่นี้ไว้แต่แรก
"ฉีดยาแก้พิษเลย"หัวหน้านักวิทยาศาสตร์เอ่ยเมื่อมั่นใจว่าควบคุมอาสาสมัครผู้เกรี้ยวกราดได้แล้ว สารสีใสไหลไปตามสายเข้าสู่ตัวเขาพริบตาเดียวฤดีก็ปล่อยมือออกจากศีรษะนอนแผ่หลา มีน้ำตาหยดเล็ก ๆ บนหางตาทั้งสองข้าง เขารู้สึกผ่อนคลายราวกับว่าแบกก้อนหินอันหนักอึ้งขึ้นมาถึงยอดเขาแล้วทุ่มหินก้อนนั้นลงบนพื้น หลังจากพายุสงบลง ทุกอย่างในห้องก็นิ่งงัน
ดร.ศิวะหันไปบอกชายในเครื่องแบบ"เราคงต้องให้เขาเรียนรู้เฟสสาม เพิ่มอีกอย่างน้อยห้าสิบไซเคิล"