เซี่ยเจิ้งเต๋อพิจารณาท่าทีและความสามารถของหลิวชิงหยูแล้ว เขาคิดว่าคนแบบนี้เขาจะต้องดึงตัวเข้าเป็นพรรคพวกให้ได้ เพราะหลิวชิงหยู่มีความเป็นไปได้สูงที่จะควบคุมกวนซานในอนาคต ต้องรู้ว่าหลิวชิงหยู่มากวนซานเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถสานสัมพันธ์อันดีกับเมิ่งฮวน นี่คือพรสวรรค์ของเขาอย่างแน่นอน ต้องรู้ว่าเมิ่งฮวนอยู่ในกวนซานมานาน แต่ซือเจิ้นเฉียงก็ไม่สามารถดึงเขาเข้าร่วมได้ เสวี่ยเหวินหลงเองก็อาจไม่รู้ตัวตนของเมิ่งฮวน แต่เซี่ยเจิ้งเต๋อได้รู้ความลับนี้โดยบังเอิญ เขาจึงให้ความสำคัญกับเมิ่งฮวน ตัวหมากตัวนี้หากใช้ถูกวิธี อาจเป็นกุญแจที่ทำให้เขาพลิกสถานการณ์ในจิงหลินได้เร็วขึ้น
หลิวชิงหยู่รู้ว่า เซี่ยเจิ้งเต๋อกำลังเอาใจเขา แต่เขาก็ชื่นชมเซี่ยเจิ้งเต๋อที่ยืนหยัดทำสิ่งนี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่คิดจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ บางคนอาจมองว่าเรื่องนี้อาจเกิดผลเสียต่อตัวเอง ต่อให้ทำให้ประชาชนไม่พอใจ มันก็ไม่มีความเสี่ยงหรือข้อกังวลต่อตำแหน่งทางการเมืองมากนัก แม้เซี่ยเจิ้งเต๋อจะเห็นโอกาสที่อยู่เบื้องหน้า แต่มันมีความเสี่ยงที่สูงมาก ถึงกระนั้นเซี่ยเจิ้งเต๋อก็กล้าที่จะเดินหน้าลุย แสดงให้เห็นว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อยังมีประชาชนอยู่ในจิตใจ แน่นอนว่านักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชน หลิวชิงหยู่ไม่รังเกียจที่จะยืนข้างชายคนนี้
หลิวชิงหยู่พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หัวหน้าเซี่ยไม่ต้องกังวล ผมจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการพรรคประจำเทศมณฑล และทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อประโยชน์ของประชาชน”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ เซี่ยเจิ้งเต๋อพอใจมาก เห็นชัดว่าหลิวชิงหยู่ตัดสินใจจะยืนข้างเขา อย่างสมบูรณ์ สิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขมาก เขานั่งคิดต่ออีกเล็กน้อยก็ตัดสินใจทันที ในตอนนี้เหล็กมันกำลังร้อนบวกด้วยความกระตือรือร้นของหลิวชิงหยู่ เขาจึงตัดสินใจตรวจสอบคุณสมบัติและความสามารถเพื่อปูเส้นทางส่งเสริมหลิวชิงหยู่ในอนาคต เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็ยิ้มกว้าง “เสี่ยวหลิว อย่าเพิ่งรีบกลับล่ะ บ่ายนี้ คุณไปที่บ้านพักข้าราชการและพักผ่อนก่อนเถอะ 5 โมงเย็นผมจะเรียกประชุมคณะกรรมาธิการ เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องของ หานกั๋วชิง เมื่อคุณไป คุณจะได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของเทศมณฑล นอกจากนี้คุณยังสามารถพูดถึงสถานการณ์ที่คุณได้รู้มา”
หลิวชิงหยู่เห็นแบบนั้น ใจของเขาก็สั่นไหว เขารู้ดีว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อตั้งใจจะยอมรับเขาจริงๆ ดังนั้นเขาจึงกล่าวออกไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณมาก หัวหน้าเซี่ย ผมจะรอดูสิ่งที่คุณเตรียมการมาในที่ประชุม ตอนนี้ผมขอตัวก่อนครับ”
เซี่ยเจิ้งเต๋อพยักหน้า มองไปยังแผ่นหลังของหลิวชิงหยู่ ใบหน้าของเขาตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้แล้วว่าหลิวชิงหยู่คือดาวนำโชคของเขาอย่างแท้จริง ก่อนที่หลิวชิงหยู่จะมากวนซานเขาทำได้แค่ไต่บันไดไปทีละขั้นอย่างระมัดระวังว่า เพื่อไม่ให้เสวี่ยเหวินหลงจับพิรุธ แต่หลังจากหลิวชิงหยู่เข้ามา เขาก็เป็นเหมือนหมากสำคัญที่ทำลายรูปแบบหมากของอีกฝ่าย โดยใช้กวนซานเป็นตำแหน่งหลักในการตัดเกม และยังทำให้เสวี่ยเหวินหลงขายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้ความกดดันของเขาจะไม่ได้ลดลงมากนัก แต่เขาก็ได้สั่งสมโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็หยิบเอกสารของหลิวชิงหยู่มาอ่านอย่างละเอียด เมื่อครุ่นคิดสักพักเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาโทรเข้าออกนานนับชั่วโมง หลังจากเสร็จสิ้นใบหน้าของเขาก็แสดงความอิ่มเอมใจ เขาเชื่อว่าปืนใหญ่ที่หลิวชิงหยู่นำมาให้ มันรุนแรงพอที่ทำให้เจ้าถิ่นอย่างเสวี่ยเหวินหลงตกใจ
หลังจากหลิวชิงหยู่ออกจากสำนักงาน เขาก็ไม่ได้ไปที่ห้องพักข้าราชการเขากลับขึ้นรถและเอนตัวแนบเบาะหลัง ทำสมาธิ สำหรับหลิวชิงหยู่ทุกนาทีมีค่าไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ในตอนนี้ หลิวชิงหยู่แม้จะกังวลเรื่องหานกั๋วชิง แต่ในใจก็ยังคิดหาวิธีพัฒนาเศรษฐกิจ ของตำบลกวนซาน เขาจะพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร ทำอย่างไรคนในกวนซานจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนกับคนในที่อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเมืองและจังหวัด สนับสนุนให้คนกวนซานได้ที่อยู่ใหม่ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง มันจะทำให้ชีวิตของผู้คนมั่นคงขึ้น จิตใจของผู้คนก็จะเข้มแข็งขึ้นเช่นกัน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาพิจารณาถึงวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจของกวนซาน เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาผู้คนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น กวนซานในปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาการคมนาคมไม่สะดวกมีแค่ถนนแคบๆ อายุการใช้งานนานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นเส้นทางมายังเทศมณฑลจิงหลินเท่านั้น สาเหตุที่สร้างอ่างเก็บน้ำกวนซานส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะภูมิประเทศพิเศษ กวนซานเหมือนเป็นเกาะที่แยกตัวออกมา มันทำให้เขารู้สึกปวดหัวเมื่อคิดจะพัฒนามัน โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมที่คับแคบแบบนั้น การพัฒนาจึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก และหลิวชิงหยู่เองก็ไม่ได้หวาดกลัวต่อความท้าทาย เพราะตอนที่เขาถูกย้ายมา คนที่รับผิดชอบถามเขาว่าเขาอยากไปสถานที่แบบไหน ซึ่งหลิวชิงหยู่ก็ตอบโดยไม่ลังเลว่า “ไปที่ที่มีเงื่อนไขยากลำบากที่สุด” ดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงถูกส่งมากวนซาน หลิวชิงหยู่รู้ดีว่า ยิ่งยากเท่าใดก็จะยิ่งฝึกฝนขัดเกลาได้มากเท่านั้น
สมองของหลิวชิงหยู่กำลังหมุนแล่นและคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว
สองชั่วโมงต่อมา เหลือเวลาราวๆ สิบห้านาที ก่อนถึง 5 โมงเย็น โทรศัพท์ของหลิวชิงหยู่ก็ดังขึ้นเป็นเฉินฟ่านหยู ผู้อำนวยการศูนย์ราชการประจำเทศมณฑลโทรมา “นายกหลิว เลขาธิการเซี่ยบอกว่าให้คุณไปที่สำนักคณะกรรมาธิการให้เร็วที่สุด การประชุมจะเริ่มขึ้นเวลา 5 โมงเย็น”
หลิวชิงหยู่ ตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “โอเค ผู้อำนวยการเฉิน ผมจะรีบไป”
หลังจากวางโทรศัพท์ หลิวชิงหยู่ก็เดินไปยังห้องประชุมทันที เมื่อเขามาถึงห้องประชุม ผู้อำนวยการเฉินฟ่านหยูก็นั่งรอแล้ว เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่มาถึง เขาก็จัดที่นั่งให้หลิวชิงหยู่ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้มีส่วนร่วม แต่ไม่สามารถลงคะแนน จากนั้นเขาก็เรียกเจ้าหน้าที่สำนักคณะกรรมาธิการมาเพื่อชี้แจงกฎระเบียบการประชุม การเตรียมการนั้นง่ายมากแค่ห้านาทีก็เสร็จแล้ว ไม่นานสมาชิกคณะกรรมาธิการก็ค่อยๆ ทยอยมาถึงทีละคน
หลิวชิงหยู่ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมกับเหล่าคณะกรรมาธิการ คนแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องประชุมก็คือ ลู่วซินหยู่ รัฐมนตรีกรมสรรพาวุธ คนต่อมาเป็น หวังยู่ฉิง รองผู้ว่าการเทศมณฑล ตามด้วยจินหยู่เผิงเลขาธิการฝ่ายบริหารจัดการ คนต่อไปก็เป็นหนิ่วเจี้ยนกั๋วคณะกรรมาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัย ตามด้วยโจวหยางจากแผนกโฆษก และคนอื่นๆ พวกเขาเดินเข้ามาทีละคนๆ เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนน ทุกคนก็ประหลาดใจ นี่หมายความว่าหลิวชิงหยู่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย แต่สำหรับหลิวชิงหยู่ ย่อมไม่รู้จักคณะกรรมาธิการหลายคนที่นี่ แต่เหล่าคณะกรรมาธิการรู้จักหลิวชิงหยู่พวกเขาประทับใจในตอนที่หลิวชิงหยู่จัดการเสวี่ยเหวินหลง และเมื่อพวกเขารู้ว่าหลิวชิงหยู่เข้าร่วมครั้งนี้เป็นเพราะเซี่ยเจิ้งเต๋อมีคำสั่ง พวกเขาจึงไม่พูดอะไรมาก
ไม่ถึง 4 นาทีก่อน 5 โมงเย็น เปาเทียนหยาง รองเลขาธิการพรรคประจำเทศมณฑล ก็เดินเข้ามาเมื่อเห็นหลิวชิงหยู่เขาก็ขมวดคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไร
หนึ่งนาทีต่อมาเป็น เสวี่ยเหวินหลง เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่นั่งอยู่ สีหน้าของเขามืดคล้ำทันที เห็นชัดว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อเป็นคนพาหลิวชิงหยู่เข้ามา เมื่อเขาหวนนึกถึงไปตอนที่ ถูกหลิวชิงหยู่ทุบตี เสวี่ยเหวินหลงก็อับอายมาก เขาพูดขึ้นทันทีว่า “หลิวชิงหยู่ คุณมาที่นี่ทำไม? คุณรู้หรือไม่ที่นี่คือสถานที่ประชุมของคณะกรรมาธิการพรรคประจำเทศมณฑล เป็นสถานที่ที่คณะกรรมาธิการทั้งหลายใช้พูดคุยเรื่องในเทศมณฑล ระดับของคุณต่ำเกินไปคุณไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมครั้งนี้”
นี่คือการตบหน้า เสวี่ยเหวินหลงต้องการทำให้หลิวชิงหยู่อับอาย
หลังจากเสวี่ยเหวินหลงพูดจบ สีหน้าของผู้คนก็เริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา พวกเขามองไปยังหลิวชิงหยู่และรอดูว่าหลิวชิงหยู่จะรับมืออย่างไร
หลิวชิงหยู่ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เขาเงยหน้ามองแล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า “คุณเสวี่ย คุณเป็นถึงผู้ว่าการของเทศมณฑล คุณต้องใส่ใจกับหัวข้อการประชุมสิ อย่าตะโกนเอะอะโวยวาย มันจะทำให้คณะกรรมาธิการคนอื่นๆ ดูหมิ่นคุณได้ ก่อนที่คุณจะทำอะไรจะพูดอะไร คุณต้องพิจารณาหาข้อมูล อย่ารีบด่วนสรุปตามอำเภอใจ มิฉะนั้นคุณจะกลายเป็นฝ่ายที่ขายหน้าเอง และที่ผมมาที่นี่ก็เพราะหัวหน้าพรรคเซี่ย ขอให้ผมเข้าร่วมประชุมในฐานะตัวแทนที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียง คุณคิดว่าคำสั่งของเลขาธิการหัวหน้าพรรคเซี่ยสามารถเพิกเฉยเมื่อไหร่ก็ได้หรือ คุณคิดจริงๆ หรือว่าหัวหน้าพรรคเซี่ยจะให้ผมออกจากห้องประชุม คุณคิดว่าคุณมีอำนาจเหนือกว่าหัวหน้าพรรคเซี่ยหรือไง ถ้าเป็นแบบนั้นผมควรจะฟังคุณหรือฟังหัวหน้าพรรคเซี่ยดีล่ะ?”