ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

ตอนที่ 126 ผู้แฝงกายในเงามืด

          ณ ช่องเขาแคบ ๆ บนเส้นถนนนอกตัวเมืองล้อมรอบด้วยทิวเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดยามางาตะ ใกล้กับพรมแดนติดกับจังหวัดอากิตะ ท้องฟ้ายามราตรีทอดเงามืดลงมายังแนวเขาสูงชันทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่เบียดเสียดกันแน่นหนากิ่งก้านของมันยื่นออกมาพาดผ่านถนนราวกับกำลังจับจ้องผู้มาเยือนผืนป่าทึบหนาแน่นมืดสนิทราวกับปิดกั้นแสงจันทร์จากโลกภายนอก


          มีแสงไฟของขบวนรถหุ้มเกราะขนนักโทษที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตารางกำหนดการปกติกำลังแล่นผ่านเขตหุบเขาอย่างเงียบเชียบในยามค่ำคืน แบ่งเป็นรถคุมขังนักโทษคันใหญ่หนึ่งคันอยู่กึ่งกลางตามด้วยรถทรงฮัมวี่ประกบปิดหน้าหลังฝั่งละห้าคัน เจ้าหน้าที่เต็มคันรถ รูปทรงของพวกมันไม่เหมาะเป็นยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์แต่เหมาะไว้ใช้สำหรับปฏิบัติภารกิจทางการทหารรอบด้านมีการป้องกันและทำจากวัสดุที่แข็งแรงและยางที่ทนทานซึ่งถูกติดตั้งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

 


 

          โดรนสิบตัวบินล้อมรอบสองข้างของขบวนรถครึ่งหนึ่งบินวนออกไปไกลเพื่อสำรวจเส้นทาง ส่วนที่เหลือโฉบไปมาระหว่างต้นไม้สูงบันทึกภาพและตรวจจับสัญญาณผิดปกติการเฝ้าระวังแน่นหนาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับภารกิจขนนักโทษแต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป ผู้โดยสารในกรงขังด้านหลังคือบุคคลที่รัฐไม่อาจปล่อยให้เป็นอิสระได้


          "ซีพี นี่เบสแจมเบอร์ เรามาถึงจุดที่สามตามกำหนดการตอนนี้ยังไม่พบรายงานความผิดปกติ"


          เสียงของเจ้าหน้าที่รายงานไปยังศูนย์บัญชาการผ่านช่องสัญญาณที่ปลอดภัยมีเพียงเสียงคลื่นวิทยุแทรกเบา ๆ ก่อนที่คำตอบจะถูกส่งกลับมา


          'เบสแจมเบอร์ นี่ซีพีตรวจสอบยืนยันภารกิจเรียบร้อย เฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไปโปรดแจ้งทันทีเมื่อถึงจุดหมายต่อไปตามกำหนดการ'


          “รับทราบ”


          หลังรายงานกลับไปยังศูนย์ใหญ่เสร็จเรียบร้อยชายผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมคุ้มกันขบวนเอาสองมือท้าวหัวเอนหลังพิงเบาะด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ทว่าในความสงบกลับแฝงไปด้วยความระมัดระวัง


          “เจ้าพวกนั้นทำความผิดอะไรไว้เหรอครับร้อยโททำไมถึงต้องใช้กองกำลังคุ้มกันแน่นหนาขนาดนี้”


          ชายสวมหมวกแก๊ปบุ้ยปากไปทางด้านหลังที่เป็นตู้คุมขังนักโทษเขาถามด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนที่ได้รับภารกิจไม่มีการระบุข้อมูลรายละเอียดของนักโทษที่เขาต้องนำไปส่งในฐานะคนขับรถ และแน่นอนว่าไม่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนักโทษที่พวกเขากำลังขนส่ง


          “เด็กใหม่อย่างนายรู้ไว้แค่ว่าเจ้าสองพี่น้องนั่นเป็นจอมขมังเวทที่เคยก่อพฤติกรรมต่อต้านรัฐอย่างรุนแรงเมื่อสี่ปีก่อนก็พอ”


          “สี่ปีก่อน...เดี๋ยวนะครับ ช่วงเวลานั้น...หรือจะหมายถึงเหตุการณ์กลุ่มร้อยอสูรก่อกบฏที่นางาซากิ?แล้วสองพี่น้องนั่นก็คือฝาแฝด ‘คินจิโร่ กินจิโร่’ ?”


          “โอ้ มีความรู้เหมือนกันนี่นา...นายเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะ”


          “แล้วทำไมถึงเพิ่งมาเคลื่อนย้ายพวกเขาเอาป่านนี้ล่ะครับ”


          ผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยเอามือเกาแก้มแกรกๆ อย่างสงสัย


          “เพราะการเคลื่อนไหวแปลกๆ ของพวกซากทัพร้อยอสูรพักนี้น่ะสิ ทำให้เบื้องบนไม่ไว้วางใจต้องย้ายพวกมันไปคุมขังในที่แน่นหนากว่าเดิม... นายเบื่อกับงานแบบนี้หรือไงเด็กใหม่?อยากถูกส่งไปลุยเหมือนหน่วยอื่น ๆ ที่ชินจุกุล่ะสิท่า”


          “ปะ... เปล่านะครับ ดูจากที่ประธานเซนซาเอม่อนแถลงข่าวเมื่อชั่วโมงก่อนก็รู้สึกได้ว่าที่นั่นคงวิกฤตน่าดู ยังไงงานขนนักโทษแบบนี้ก็ปลอดภัยกว่ากันเยอะ”


          ทหารซึ่งทำหน้าที่ขับรถหัวเราะแห้งแหะๆ


          “ฮ่าฮ่าฉันไม่ว่าอะไรหรอกน่า ก็งานแบบนี้มันน่าเบื่อจริง ๆ หลังจากนี้อีกสักปีฉันคิดว่าจะเกษียณตัวเองแล้วล่ะ”


          “เอ๋!? ออกจากงานแล้วยังไงต่อล่ะครับ”


          “ฉันเจอบ้านสวย ๆ ที่อิซุแถวนั้นปลอดภัยจากรังมอนสเตอร์ ว่าจะพาภรรยาไปอยู่ที่นั่นแล้วใช้ชีวิตสบาย ๆ พอกันทีกับภารกิจเสี่ยงตาย”


          “ชีวิตหลังเกษียณงั้นเหรออืม... สำหรับผมกว่าเวลานั้นจะมาถึงยังอีกยาวไกลด้วยสิครับ”


          เสียงเครื่องยนต์ยังคงดังก้องไปตามเส้นทางคดเคี้ยวของหุบเขาทว่าในจังหวะหนึ่ง เสียงแปลกประหลาดบางอย่างแทรกเข้ามา มันเป็นเสียงขูดขีดเบา ๆราวกับโลหะเสียดสีกับบางสิ่ง บางเบาเกินกว่าคนทั่วไปจะได้ยินทว่าไม่พ้นจากหูของหัวหน้าหน่วยคุ้มกัน เขาขมวดคิ้ว


          ครืด


          “หืมนั่นเสียงอะไรน่ะ นายได้ยินไหม?”


          หัวหน้าทีมคุ้มกันเอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวังจัดการกดปุ่มเครื่องเทอร์มินัลแบบฝังติดกับตัวคอนโซลรถ ปรับภาพจอมินิเตอร์เป็นภาพภายในตู้ห้องขังนักโทษที่อยู่ด้านหลังนักโทษฝาแฝดรูปร่างสูงใหญ่ทั้งสองซึ่งถูกล่ามโซ่ปิดปากปิดตาล็อกติดกับผนังยังคงสงบนิ่ง ไม่พบความผิดปกติใด


          “หือ มีอะไรเหรอครับร้อยโทผมยังไม่เห็นได้ยินอะไรเลย โดรนคุ้มกันก็ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนนะครับ”


          ดูเหมือนคำตอบที่ได้จะยังไม่ทำให้ชายผู้มีหน้าที่รับผิดชอบสูงสุดหายข้องใจแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณก็ร้องบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ


          "เบสแจมเบอร์เรียก แอมเบอร์ ด้านหน้าตรวจพบความผิดปกติหรือเปล่า"


          ทว่ากลับไม่มีสัญญาณตอบกลับจากขบวนคุ้มกันที่ขับนำอยู่ด้านหน้า


          "แอมเบอร์ช่วยรายงานสถานการณ์ด้วย...แอมเบอร์ บ้าเอ๊ย สัญญาณเราถูกแจมมิ่ง"


          “อะ...เอ๋ ตอนนี้เนี่ยนะครับ!?”


          ทันทีที่ไม่ได้รับการตอบกลับเจ้าหน้าที่ผู้คุ้มกันคนดังกล่าว คว้าปืนไรเฟิลจู่โจมขึ้นมาปลดเซฟตี้ทันทีทว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นรถนำขบวนด้านหน้าเหยียบเข้ากับพื้นถนนซึ่งเต็มไปด้วยน้ำเหนียวหนืดสีขาวจนหยุดชะงักกึกอย่างกะทันหันทำเอารถที่ขับตามกันมาด้วยความเร็วชนท้ายเข้าอย่างจัง ลอยหมุนคว้างพลิกคว่ำฝุ่นตลบส่วนทางด้านรถผู้ต้องขังหักหลบทันอย่างเฉียดฉิวแต่ก็ทำให้ตัวรถต้องขับออกข้างไหล่ทางเสียงตัวถังรถครูดไปกับพื้นถนนดังแหลมสูงสั้น ๆ


          “พวกเราถูกซุ่มโจมตี! รักษาความเร็วไว้ ขับต่อไปอย่าหยุด”


          คนขับรถขับประคองกลับขึ้นมาบนถนนได้สำเร็จอีกครั้งทิ้งขบวนรถที่ชนกันยับระเนระนาดไว้เบื้องหลัง เสียงปืนดังสนั่นท่ามกลางหุบเขารถคุ้มกันที่ขับตามหลังมาอีกห้าคันเริ่มถูกอะไรบางอย่างพุ่งกระแทกจากข้างใต้ตัวรถทำให้ตีลังกาพลิกคว่ำทีละคันสองคัน


          “จนกว่าจะหลุดระยะแจมมิ่งนายพยายามติดต่อฐานต่อไป ฉันจะขึ้นไปคุ้มกันจากด้านบน”


          ว่าแล้วหัวหน้าของหัวหน้าทีมคุ้มกันก็ใช้แรงศูนย์กลางพุ่งตัวออกมาจากหน้าต่างข้างเบาะที่นั่งใช้วิชาตัวเบาควบคุมแรงเฉื่อย ส่งตัวเองขึ้นไปอยู่บนหลังคารถอย่างรวดเร็ว ไม่ทันให้ทักท้วง


          “ดะ... เดี๋ยวก่อนสิข้างนอกมันอันตรายนะครับร้อยโท! โธ่~”


          สายลมโบกพลิ้วปะทะใบหน้าทันทีเมื่อเท้าเหยียบบนหลังคารถ


          ‘บ้าชะมัดสถานการณ์มืดแปดด้านไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศัตรูเลย...ไม่รู้ว่าพวกลูกทีมจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง’


          ชายคนดังกล่าวขบกรามกรอด ดึงกล้องอินฟราเรดติดหมวกลงเพิ่มทัศนวิสัยท่ามกลางความมืดของผืนป่า


          แผละ แผละ— แผละ แผละ แผละ แผละ แผละ~


          รถสั่นสะเทือนอย่างแรงมีบางอย่างกระแทกเข้ากับด้านข้างของตัวตู้คอนเทนเนอร์ห้องขังจากทั้งซ้ายและขวา


          ชายผู้คุ้มกันไม่กลัวว่ามันจะถูกทำลายได้โดยง่ายเพราะตัวผนังรอบด้านของตู้ห้องขังถูกสร้างด้วยเหล็กกล้าผสมกับแร่อีเธอเลี่ยมทำให้มันมีความทนทานต่อเวทมนตร์สายแผ่พุ่งเป็นอย่างมาก


          เขารับรู้วี่แววได้แค่จากในป่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศัตรูจะออกมาจากตรงนั้นเท่านั้น เมื่อลองชะโงกหน้าลงไปมองก็พบที่มาของเสียงมันเป็นเมือกสีขาวขุ่นพุ่งเข้ามาเกาะติดด้านข้างเหมือนดินน้ำมันที่ถูกบี้แบนติดผนังมันเริ่มขยับยุกยิกก่อตัวกลายเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์เพียงแต่ว่ายังคงมีเอกลักษณ์เป็นโคลนดินเหนียวสีขาว


          เปรี้ยง~


          ปืนถูกลั่นไกออกไปอย่างไม่ลังเลเพียงแค่หนึ่งนัดสัตว์ประหลาดจากน้ำเมือกแตกกระจายเมื่อเจอเข้ากับกระสุนอีเธอเลี่ยมพวกมันถูกยิงร่วงจากรถตัวแล้วตัวเล่า ทว่าก็ยังมีตัวใหม่ ๆพุ่งเข้ามาเกาะติดอย่างไม่หมดไม่สิ้น


          ชายคนดังกล่าวพยายามกราดสายตาไปในแนวป่าก็ยังไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใด


          ‘แม่งเอ๊ยเจ้าคนที่ร่ายอาคมนี่มุดหัวอยู่ไหนกัน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป กระสุนได้เกลี้ยงก่อนแน่’


          รถเคลื่อนตัวด้วยความเร็วเช่นนี้เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ไม่ไกลเพื่อคอยร่ายอาคม


          นับจากที่โดนจู่โจมอย่างกะทันหันในตอนเริ่มต้นจนมาถึงเวลานี้เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่นาทีเท่านั้น


          “ร้อยโทเป็นยังไงบ้างครับ”


          “นายขึ้นมาทำไมบนนี้มันอันตราย ฉันสู้ไปด้วยปกป้องนายไปด้วยไม่ได้หรอกนะ!”


          เขารีบกล่าวอย่างหัวเสีย พยายามไม่ละสายตาจากศัตรูที่กระโดดขึ้นมาบนรถ


          ‘เอ๊ะ... เดี๋ยวนะหมอนี่ขึ้นมาด้านบนแล้วใครกันเป็นคนขับรถ!?’


          ขณะที่กำลังฉุกคิดแล้วหันหลังกลับไปนั้นก็ถูกดาบที่สร้างจากน้ำเมือกสีขาวลอบแทงจากด้านหลัง


          สึก!


          “ขออภัยด้วยนะคุณร้อยโทแผนชีวิตหลังเกษียณของคุณคงไม่มีวันเป็นจริงแล้วล่ะ”


          “อึก!เพราะแบบนี้สินะ โดรนถึงตรวจจับอะไรไม่ได้...ในเมื่อตัวต้นเหตุอยู่ใกล้แค่นี้ตั้งแต่ต้น— อึก... กะ... แกเป็นใครกัน!?”


          “เป็นคำถามที่ดี... ‘ข้าคือใคร ข้ามาจากไหน แล้วข้าจะไปที่ใด’ นั่นสินะนี่ก็ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้วแม้แต่ตัวผมเองก็ยังจำตัวตนในจุดเริ่มต้นไม่ได้เหมือนกันครับ”


          จู่ ๆน้ำเสียงขี้เล่นของคนขับรถก็เปลี่ยนไป เขาดึงหมวกแก๊ปขึ้นเผยให้เห็นโฉมหน้าก่อนที่จะลอกหนังบนใบหน้าของตัวเองออกเป็นใบหน้าของชายแก่คนหนึ่งหลังจากนั้นเขาก็สับเปลี่ยนเป็นใบหน้าของเพื่อนร่วมหน่วยคนอื่น ๆให้ดูราวกับมายากล ทว่าใบหน้าสุดท้ายที่เรียกความตกตะลึงได้มากที่สุดก็คือใบหน้าภรรยาของตัวหัวหน้าผู้คุ้มกันเอง


          “คิดถึงฉันไหมที่รักฉันรอคุณกลับบ้านอยู่นะ”


          นอกจากใบหน้าแล้วน้ำเสียงก็ยังถูกเปลี่ยนให้เหมือนอีกด้วย


          ท่ามกลางความตกตะลึงที่ได้เห็นหน้าภรรยานกนางแอ่นที่สร้างขึ้นจากน้ำเมือกสีขาวสองตัวบินพุ่งเข้ามาจากทางด้านซ้ายและขวา


          ฉั๊ว!!


          ร่างกายของหัวหน้าทีมคุ้มกันขบวนถูกแยกท่อนบนและล่างออกจากกัน


          “ถึงจะเป็นเวลาไม่นานแต่ก็เป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานร่วมกับคุณ— ซะที่ไหนกันล่ะครับ ผมหยอกเล่น”


          ใบหน้าของบุคคลปริศนาเปลี่ยนกลับมาเป็นของคนขับรถอีกครั้งเขาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี


          ‘นี่ซีพีรถของพวกคุณกำลังออกนอกเส้นทาง เกิดอะไรขึ้น?’


        “ให้ตายสิยิงกันเอิกเกริกขนาดนี้ อีกไม่นานเจ้าหน้าที่คงแห่กันมาเต็มหุบเขา”


          เสียงสัญญาณสื่อสารดังขึ้นทันทีบริเวณเทอร์มินัลด้านหน้าหลังตัวรถหลุดออกจากระยะแจมมิ่ง ทว่าบุคคลปริศนาไม่สนใจ ยังคงสั่งให้น้ำเมือกสีขาวรูปร่างเหมือนมนุษย์ขับออกนอกเส้นทางต่อไป

 

คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน