ณ ช่องเขาแคบ ๆ บนเส้นถนนนอกตัวเมืองล้อมรอบด้วยทิวเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดยามางาตะ ใกล้กับพรมแดนติดกับจังหวัดอากิตะ ท้องฟ้ายามราตรีทอดเงามืดลงมายังแนวเขาสูงชันทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่เบียดเสียดกันแน่นหนากิ่งก้านของมันยื่นออกมาพาดผ่านถนนราวกับกำลังจับจ้องผู้มาเยือนผืนป่าทึบหนาแน่นมืดสนิทราวกับปิดกั้นแสงจันทร์จากโลกภายนอก
มีแสงไฟของขบวนรถหุ้มเกราะขนนักโทษที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตารางกำหนดการปกติกำลังแล่นผ่านเขตหุบเขาอย่างเงียบเชียบในยามค่ำคืน แบ่งเป็นรถคุมขังนักโทษคันใหญ่หนึ่งคันอยู่กึ่งกลางตามด้วยรถทรงฮัมวี่ประกบปิดหน้าหลังฝั่งละห้าคัน เจ้าหน้าที่เต็มคันรถ รูปทรงของพวกมันไม่เหมาะเป็นยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์แต่เหมาะไว้ใช้สำหรับปฏิบัติภารกิจทางการทหารรอบด้านมีการป้องกันและทำจากวัสดุที่แข็งแรงและยางที่ทนทานซึ่งถูกติดตั้งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

โดรนสิบตัวบินล้อมรอบสองข้างของขบวนรถครึ่งหนึ่งบินวนออกไปไกลเพื่อสำรวจเส้นทาง ส่วนที่เหลือโฉบไปมาระหว่างต้นไม้สูงบันทึกภาพและตรวจจับสัญญาณผิดปกติการเฝ้าระวังแน่นหนาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับภารกิจขนนักโทษแต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป ผู้โดยสารในกรงขังด้านหลังคือบุคคลที่รัฐไม่อาจปล่อยให้เป็นอิสระได้
"ซีพี นี่เบสแจมเบอร์ เรามาถึงจุดที่สามตามกำหนดการตอนนี้ยังไม่พบรายงานความผิดปกติ"
เสียงของเจ้าหน้าที่รายงานไปยังศูนย์บัญชาการผ่านช่องสัญญาณที่ปลอดภัยมีเพียงเสียงคลื่นวิทยุแทรกเบา ๆ ก่อนที่คำตอบจะถูกส่งกลับมา
'เบสแจมเบอร์ นี่ซีพีตรวจสอบยืนยันภารกิจเรียบร้อย เฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไปโปรดแจ้งทันทีเมื่อถึงจุดหมายต่อไปตามกำหนดการ'
“รับทราบ”
หลังรายงานกลับไปยังศูนย์ใหญ่เสร็จเรียบร้อยชายผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมคุ้มกันขบวนเอาสองมือท้าวหัวเอนหลังพิงเบาะด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ทว่าในความสงบกลับแฝงไปด้วยความระมัดระวัง
“เจ้าพวกนั้นทำความผิดอะไรไว้เหรอครับร้อยโททำไมถึงต้องใช้กองกำลังคุ้มกันแน่นหนาขนาดนี้”
ชายสวมหมวกแก๊ปบุ้ยปากไปทางด้านหลังที่เป็นตู้คุมขังนักโทษเขาถามด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนที่ได้รับภารกิจไม่มีการระบุข้อมูลรายละเอียดของนักโทษที่เขาต้องนำไปส่งในฐานะคนขับรถ และแน่นอนว่าไม่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนักโทษที่พวกเขากำลังขนส่ง
“เด็กใหม่อย่างนายรู้ไว้แค่ว่าเจ้าสองพี่น้องนั่นเป็นจอมขมังเวทที่เคยก่อพฤติกรรมต่อต้านรัฐอย่างรุนแรงเมื่อสี่ปีก่อนก็พอ”
“สี่ปีก่อน...เดี๋ยวนะครับ ช่วงเวลานั้น...หรือจะหมายถึงเหตุการณ์กลุ่มร้อยอสูรก่อกบฏที่นางาซากิ?แล้วสองพี่น้องนั่นก็คือฝาแฝด ‘คินจิโร่ กินจิโร่’ ?”
“โอ้ มีความรู้เหมือนกันนี่นา...นายเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะ”
“แล้วทำไมถึงเพิ่งมาเคลื่อนย้ายพวกเขาเอาป่านนี้ล่ะครับ”
ผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยเอามือเกาแก้มแกรกๆ อย่างสงสัย
“เพราะการเคลื่อนไหวแปลกๆ ของพวกซากทัพร้อยอสูรพักนี้น่ะสิ ทำให้เบื้องบนไม่ไว้วางใจต้องย้ายพวกมันไปคุมขังในที่แน่นหนากว่าเดิม... นายเบื่อกับงานแบบนี้หรือไงเด็กใหม่?อยากถูกส่งไปลุยเหมือนหน่วยอื่น ๆ ที่ชินจุกุล่ะสิท่า”
“ปะ... เปล่านะครับ ดูจากที่ประธานเซนซาเอม่อนแถลงข่าวเมื่อชั่วโมงก่อนก็รู้สึกได้ว่าที่นั่นคงวิกฤตน่าดู ยังไงงานขนนักโทษแบบนี้ก็ปลอดภัยกว่ากันเยอะ”
ทหารซึ่งทำหน้าที่ขับรถหัวเราะแห้งแหะๆ
“ฮ่าฮ่าฉันไม่ว่าอะไรหรอกน่า ก็งานแบบนี้มันน่าเบื่อจริง ๆ หลังจากนี้อีกสักปีฉันคิดว่าจะเกษียณตัวเองแล้วล่ะ”
“เอ๋!? ออกจากงานแล้วยังไงต่อล่ะครับ”
“ฉันเจอบ้านสวย ๆ ที่อิซุแถวนั้นปลอดภัยจากรังมอนสเตอร์ ว่าจะพาภรรยาไปอยู่ที่นั่นแล้วใช้ชีวิตสบาย ๆ พอกันทีกับภารกิจเสี่ยงตาย”
“ชีวิตหลังเกษียณงั้นเหรออืม... สำหรับผมกว่าเวลานั้นจะมาถึงยังอีกยาวไกลด้วยสิครับ”
เสียงเครื่องยนต์ยังคงดังก้องไปตามเส้นทางคดเคี้ยวของหุบเขาทว่าในจังหวะหนึ่ง เสียงแปลกประหลาดบางอย่างแทรกเข้ามา มันเป็นเสียงขูดขีดเบา ๆราวกับโลหะเสียดสีกับบางสิ่ง บางเบาเกินกว่าคนทั่วไปจะได้ยินทว่าไม่พ้นจากหูของหัวหน้าหน่วยคุ้มกัน เขาขมวดคิ้ว
ครืด
“หืมนั่นเสียงอะไรน่ะ นายได้ยินไหม?”
หัวหน้าทีมคุ้มกันเอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวังจัดการกดปุ่มเครื่องเทอร์มินัลแบบฝังติดกับตัวคอนโซลรถ ปรับภาพจอมินิเตอร์เป็นภาพภายในตู้ห้องขังนักโทษที่อยู่ด้านหลังนักโทษฝาแฝดรูปร่างสูงใหญ่ทั้งสองซึ่งถูกล่ามโซ่ปิดปากปิดตาล็อกติดกับผนังยังคงสงบนิ่ง ไม่พบความผิดปกติใด
“หือ มีอะไรเหรอครับร้อยโทผมยังไม่เห็นได้ยินอะไรเลย โดรนคุ้มกันก็ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนนะครับ”
ดูเหมือนคำตอบที่ได้จะยังไม่ทำให้ชายผู้มีหน้าที่รับผิดชอบสูงสุดหายข้องใจแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณก็ร้องบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"เบสแจมเบอร์เรียก แอมเบอร์ ด้านหน้าตรวจพบความผิดปกติหรือเปล่า"
ทว่ากลับไม่มีสัญญาณตอบกลับจากขบวนคุ้มกันที่ขับนำอยู่ด้านหน้า
"แอมเบอร์ช่วยรายงานสถานการณ์ด้วย...แอมเบอร์ บ้าเอ๊ย สัญญาณเราถูกแจมมิ่ง"
“อะ...เอ๋ ตอนนี้เนี่ยนะครับ!?”
ทันทีที่ไม่ได้รับการตอบกลับเจ้าหน้าที่ผู้คุ้มกันคนดังกล่าว คว้าปืนไรเฟิลจู่โจมขึ้นมาปลดเซฟตี้ทันทีทว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นรถนำขบวนด้านหน้าเหยียบเข้ากับพื้นถนนซึ่งเต็มไปด้วยน้ำเหนียวหนืดสีขาวจนหยุดชะงักกึกอย่างกะทันหันทำเอารถที่ขับตามกันมาด้วยความเร็วชนท้ายเข้าอย่างจัง ลอยหมุนคว้างพลิกคว่ำฝุ่นตลบส่วนทางด้านรถผู้ต้องขังหักหลบทันอย่างเฉียดฉิวแต่ก็ทำให้ตัวรถต้องขับออกข้างไหล่ทางเสียงตัวถังรถครูดไปกับพื้นถนนดังแหลมสูงสั้น ๆ
“พวกเราถูกซุ่มโจมตี! รักษาความเร็วไว้ ขับต่อไปอย่าหยุด”
คนขับรถขับประคองกลับขึ้นมาบนถนนได้สำเร็จอีกครั้งทิ้งขบวนรถที่ชนกันยับระเนระนาดไว้เบื้องหลัง เสียงปืนดังสนั่นท่ามกลางหุบเขารถคุ้มกันที่ขับตามหลังมาอีกห้าคันเริ่มถูกอะไรบางอย่างพุ่งกระแทกจากข้างใต้ตัวรถทำให้ตีลังกาพลิกคว่ำทีละคันสองคัน
“จนกว่าจะหลุดระยะแจมมิ่งนายพยายามติดต่อฐานต่อไป ฉันจะขึ้นไปคุ้มกันจากด้านบน”
ว่าแล้วหัวหน้าของหัวหน้าทีมคุ้มกันก็ใช้แรงศูนย์กลางพุ่งตัวออกมาจากหน้าต่างข้างเบาะที่นั่งใช้วิชาตัวเบาควบคุมแรงเฉื่อย ส่งตัวเองขึ้นไปอยู่บนหลังคารถอย่างรวดเร็ว ไม่ทันให้ทักท้วง
“ดะ... เดี๋ยวก่อนสิข้างนอกมันอันตรายนะครับร้อยโท! โธ่~”
สายลมโบกพลิ้วปะทะใบหน้าทันทีเมื่อเท้าเหยียบบนหลังคารถ
‘บ้าชะมัดสถานการณ์มืดแปดด้านไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศัตรูเลย...ไม่รู้ว่าพวกลูกทีมจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง’
ชายคนดังกล่าวขบกรามกรอด ดึงกล้องอินฟราเรดติดหมวกลงเพิ่มทัศนวิสัยท่ามกลางความมืดของผืนป่า
แผละ แผละ— แผละ แผละ แผละ แผละ แผละ~
รถสั่นสะเทือนอย่างแรงมีบางอย่างกระแทกเข้ากับด้านข้างของตัวตู้คอนเทนเนอร์ห้องขังจากทั้งซ้ายและขวา
ชายผู้คุ้มกันไม่กลัวว่ามันจะถูกทำลายได้โดยง่ายเพราะตัวผนังรอบด้านของตู้ห้องขังถูกสร้างด้วยเหล็กกล้าผสมกับแร่อีเธอเลี่ยมทำให้มันมีความทนทานต่อเวทมนตร์สายแผ่พุ่งเป็นอย่างมาก
เขารับรู้วี่แววได้แค่จากในป่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศัตรูจะออกมาจากตรงนั้นเท่านั้น เมื่อลองชะโงกหน้าลงไปมองก็พบที่มาของเสียงมันเป็นเมือกสีขาวขุ่นพุ่งเข้ามาเกาะติดด้านข้างเหมือนดินน้ำมันที่ถูกบี้แบนติดผนังมันเริ่มขยับยุกยิกก่อตัวกลายเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์เพียงแต่ว่ายังคงมีเอกลักษณ์เป็นโคลนดินเหนียวสีขาว
เปรี้ยง~
ปืนถูกลั่นไกออกไปอย่างไม่ลังเลเพียงแค่หนึ่งนัดสัตว์ประหลาดจากน้ำเมือกแตกกระจายเมื่อเจอเข้ากับกระสุนอีเธอเลี่ยมพวกมันถูกยิงร่วงจากรถตัวแล้วตัวเล่า ทว่าก็ยังมีตัวใหม่ ๆพุ่งเข้ามาเกาะติดอย่างไม่หมดไม่สิ้น
ชายคนดังกล่าวพยายามกราดสายตาไปในแนวป่าก็ยังไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใด
‘แม่งเอ๊ยเจ้าคนที่ร่ายอาคมนี่มุดหัวอยู่ไหนกัน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป กระสุนได้เกลี้ยงก่อนแน่’
รถเคลื่อนตัวด้วยความเร็วเช่นนี้เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ไม่ไกลเพื่อคอยร่ายอาคม
นับจากที่โดนจู่โจมอย่างกะทันหันในตอนเริ่มต้นจนมาถึงเวลานี้เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่นาทีเท่านั้น
“ร้อยโทเป็นยังไงบ้างครับ”
“นายขึ้นมาทำไมบนนี้มันอันตราย ฉันสู้ไปด้วยปกป้องนายไปด้วยไม่ได้หรอกนะ!”
เขารีบกล่าวอย่างหัวเสีย พยายามไม่ละสายตาจากศัตรูที่กระโดดขึ้นมาบนรถ
‘เอ๊ะ... เดี๋ยวนะหมอนี่ขึ้นมาด้านบนแล้วใครกันเป็นคนขับรถ!?’
ขณะที่กำลังฉุกคิดแล้วหันหลังกลับไปนั้นก็ถูกดาบที่สร้างจากน้ำเมือกสีขาวลอบแทงจากด้านหลัง
สึก!
“ขออภัยด้วยนะคุณร้อยโทแผนชีวิตหลังเกษียณของคุณคงไม่มีวันเป็นจริงแล้วล่ะ”
“อึก!เพราะแบบนี้สินะ โดรนถึงตรวจจับอะไรไม่ได้...ในเมื่อตัวต้นเหตุอยู่ใกล้แค่นี้ตั้งแต่ต้น— อึก... กะ... แกเป็นใครกัน!?”
“เป็นคำถามที่ดี... ‘ข้าคือใคร ข้ามาจากไหน แล้วข้าจะไปที่ใด’ นั่นสินะนี่ก็ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้วแม้แต่ตัวผมเองก็ยังจำตัวตนในจุดเริ่มต้นไม่ได้เหมือนกันครับ”
จู่ ๆน้ำเสียงขี้เล่นของคนขับรถก็เปลี่ยนไป เขาดึงหมวกแก๊ปขึ้นเผยให้เห็นโฉมหน้าก่อนที่จะลอกหนังบนใบหน้าของตัวเองออกเป็นใบหน้าของชายแก่คนหนึ่งหลังจากนั้นเขาก็สับเปลี่ยนเป็นใบหน้าของเพื่อนร่วมหน่วยคนอื่น ๆให้ดูราวกับมายากล ทว่าใบหน้าสุดท้ายที่เรียกความตกตะลึงได้มากที่สุดก็คือใบหน้าภรรยาของตัวหัวหน้าผู้คุ้มกันเอง
“คิดถึงฉันไหมที่รักฉันรอคุณกลับบ้านอยู่นะ”
นอกจากใบหน้าแล้วน้ำเสียงก็ยังถูกเปลี่ยนให้เหมือนอีกด้วย
ท่ามกลางความตกตะลึงที่ได้เห็นหน้าภรรยานกนางแอ่นที่สร้างขึ้นจากน้ำเมือกสีขาวสองตัวบินพุ่งเข้ามาจากทางด้านซ้ายและขวา
ฉั๊ว!!
ร่างกายของหัวหน้าทีมคุ้มกันขบวนถูกแยกท่อนบนและล่างออกจากกัน
“ถึงจะเป็นเวลาไม่นานแต่ก็เป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานร่วมกับคุณ— ซะที่ไหนกันล่ะครับ ผมหยอกเล่น”
ใบหน้าของบุคคลปริศนาเปลี่ยนกลับมาเป็นของคนขับรถอีกครั้งเขาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
‘นี่ซีพีรถของพวกคุณกำลังออกนอกเส้นทาง เกิดอะไรขึ้น?’
“ให้ตายสิยิงกันเอิกเกริกขนาดนี้ อีกไม่นานเจ้าหน้าที่คงแห่กันมาเต็มหุบเขา”
เสียงสัญญาณสื่อสารดังขึ้นทันทีบริเวณเทอร์มินัลด้านหน้าหลังตัวรถหลุดออกจากระยะแจมมิ่ง ทว่าบุคคลปริศนาไม่สนใจ ยังคงสั่งให้น้ำเมือกสีขาวรูปร่างเหมือนมนุษย์ขับออกนอกเส้นทางต่อไป