Warning เตือนให้รู้ว่ารัก [มี E-book]

    คิริว [2]


    “ไปไหนมา แล้วทำไมหน้าตาเป็นแบบนั้น” น้ายูมิถามขึ้นแล้วเดินไปดูรอยฟกช้ำที่มุมปากของคิริวด้วยความเป็นห่วง “แกไปมีเรื่องมีราวอีกแล้วใช่มั้ย” เสียงเข้มทรงอำนาจของน้าแพตทริกดังขึ้น ฉันยืนตัวลีบหลบอยู่มุมห้องข้างๆป้านวลทันที “เปล่า“ คิริวตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ดูไปดูมาเขาก็น่ากลัวเหมือนกันนะ “ทานข้าวกันดีกว่าค่ะคุณ หนูลาน่ามาทานข้าวกันจ้ะ” น้ายูมิหันมาส่งยิ้มให้ฉันพร้อมกับจับแขนคิริวมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆเธอ ฉันเลยเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับน้ายูมิโดยมีน้าแพตทริกนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะทานข้าว “นี่ใคร” ฉันที่กำลังตักข้าวเข้าปากต้องสะดุ้งกับเสียงทุ้มต่ำของคิริวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ช้อนเกือบทิ่มจมูกแล้วนะ! “นี่หนูลาน่าเป็นลูกเพื่อนแม่จ้ะ หนูลาน่านี่คิริวลูกชายน้าเอง ทั้งสองคนอยู่มหาลัยเดียวกันด้วยนี่ รู้จักกันหรือเปล่า”“ไม่รู้จัก” คิริวจ้องหน้าฉันเหมือนฉันเป็นสิ่งที่น่ารำคาณอะไรแบบนั้น ฉันหันขวับไปมองคิริวตาขวางทันทีแล้วหันไปส่งยิ้มให้น้ายูมิข้างๆแทน“หนูเป็นเด็กทุนน่ะค่ะ เลยไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไร” “เหรอจ้ะ หนูลาน่านี่เป็นเด็กดีจังเลยนะ ริสาคงจะภูมิใจน่าดู” “แกก็ดูลาน่าเป็นตัวอย่างบ้างนะ ไม่ใช่ทำตัวเสเพลไปวันๆ” น้าแพตทริกพูดใส่คิริวเสียงเข้ม ฉันเลยพยายามกลืนข้าวลงคออย่างฝืดเคือง เมื่อสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของคิริวมองมา ตลอดการทานอาหารเหมือนลิ้นฉันไม่สามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้สักนิดเพราะมัวแต่เกร็งตัวไม่กล้าขยับอะไรมาก บรรยากาศที่โต๊ะอาหารดูมีพลังงานบางอย่างอึมครึมแปลกๆ หลังจากทานข้าวเสร็จฉันเลยมาช่วยป้านวลล้างจานอยู่นี่ไง “หนูลาน่าไม่ต้องมาช่วยป้าก็ได้ค่ะ” “ไม่เป็นไรค่ะป้านวล ลาน่าไม่มีอะไรทำพอดี” “ที่จริงคุณคิริวไม่น่ากลัวหรอกค่ะ” จู่ๆป้านวลก็พูดขึ้น ป้าแกคงเห็นว่าฉันนั่งทานข้าวแบบเกร็งๆพร้อมกับสายตาเชือดเฉือนของคิริวที่มองมาที่ฉันเป็นระยะๆมั้ง เห็นสายตาของเขาแล้วใครมันจะไปกินข้าวแบบสบายใจได้ล่ะ“เหรอคะ แต่เขาเหมือนจะไม่ชอบลาน่าเลยค่ะ””ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณคิริวก็เป็นแบบนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว” ป้านวลหัวเราะเบาๆ แล้วเดินไปเก็บจานที่ล้างเสร็จแล้วใส่ตู้ “ตั้งแต่เด็กเขาก็เป็นแบบนี้เหรอคะ” ”ค่ะ ตอนเด็กๆก็ไม่ค่อยพูดค่อยจา ท่าทางดูนิ่งๆแบบนี้แหละค่ะแต่คุณคิริวก็เป็นคนดีนะคะ” ”แล้วทำไมเขาต้องทำตัวแบบนั้นด้วยคะ ลาน่าไม่เห็นเข้าใจเลย” “บางทีคุณคิริวอาจจะมีเหตุผลที่เราไม่รู้ก็ได้ค่ะ เพราะเป็นคนไม่ชอบพูดด้วยมั้งคะ” ฉันคิดตามที่ป้านวลบอก ก็อาจจะจริงแต่ถ้าไม่ได้ทำผิดก็อธิบายให้เข้าใจก็จบแล้วปะ จะอมเอาไว้ทำไม “จานนี่เก็บไว้ตรงไหนคะ” ฉันชูจานใบสุดท้ายให้ป้านวลดู ”เอาไว้บนชั้นฝั่งขวาเลยค่ะ” ”งั้นลาน่าไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ฉันเก็บจานเสร็จก็เดินขึ้นไปที่ห้องของตัวเองแล้วเข้าไปอาบน้ำทันที ซ่าๆน้ำเย็นๆกระทบผิวทำให้รู้สึกหายเมื่อยล้าจากการเก็บของทั้งวันได้ดีจริงๆ หลังจากสระผมเสร็จฉันก็หันไปมองอ่างอาบน้ำอย่างชั่งใจว่าจะลงไปแช่ดีมั้ย แล้วก็ตัดสินใจลงไปแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำให้ผ่อนคลายสักหน่อย ก็ที่คอนโดฉันไม่มีนี่ “เฮ้อ สบายดีจัง” ฉันนอนหลับตาแช่น้ำในอ่างอย่างสบายอารมณ์ ในหัวคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี จะให้อยู่ที่บ้านน้ายูมิกับน้าแพตทริกเฉยๆก็คงจะไม่ไหว รู้สึกเกรงใจยังไงไม่รู้ หรือว่าฉันจะคอยช่วยทำงานบ้านดี เอาแบบนี้ละกัน พรุ่งนี้ค่อยไปขอน้ายูมิดีกว่า
    กุกกักๆเสียงดังมาจากหน้าห้องน้ำทำให้ฉันลืมตาขึ้นแล้วขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย ลุกขึ้นหยิบผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวเองไว้แล้วเดินไปเปิดประตูห้องน้ำออกเพื่อดูว่ามันคือเสียงอะไร “นะ..นาย อื้อ!” ฉันตกใจกับคนตรงหน้า คิริวเอามือใหญ่มาปิดปากฉันไว้ แขนแข็งแรงก็โอบเอวฉันไว้แน่นแล้วดึงไปชิดแผงอกกำยำของเขาอย่างรวดเร็ว ฉันเอามือทุบที่ไหล่กว้างของเขาแรงๆหลายทีแต่คิริวก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย “อยู่เฉยๆ” ยังมีหน้ามาให้อยู่เฉยๆอีก ฉันดิ้นไปด้วยทุบไหล่กว้างของเขาไปด้วยสุดแรงแต่ก็ต้องหยุดดิ้นในนาทีต่อมาเพราะผ้าเช็ดตัวกำลังจะหลุด!“อื้อ อ่อยอั้นอ้ะ!” ฉันรีบกำผ้าเช็ดตัวไว้แน่นแล้วพยายามเปล่งเสียงออกไปแต่ก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง“อย่าเสียงดัง แล้วจะปล่อย” คิริวสบตาฉันนิ่ง ฉันได้แต่พยักหน้าถึงจะไม่เข้าใจว่าเขาเข้ามาในห้องฉันทำไมก็เถอะ