เหมยฮวา
ฉายา “บุปผาเย้ยจันทรา” หญิงงามสุดหล้าฟ้าดิน บุคลิกเงียบหยิ่ง มีพลังฝีมือและเพลงกระบี่ในระดับสูง เคยสังกัดพรรคปราบั ตำแหน่งรองจากรองเ้าสำนัก แต่วันหนึ่งพบเห็นเหตุการณ์เลวร้ายสุดที่จะรับไหว จึงแยกตัวออกจากพรรคจนถูกตามล่า ได้เสี้ยวอู่ิช่วยไว้ แม้จะไม่ค่อยชอบที่มันหน้าตาธรรมดา แต่นางไม่มีที่ไป ทั้งถูกยอดฝีมือของพรรคหมายหัว จึงต้องยอมรับการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็หญิงงามที่สุด จึงได้พบบุรุษหน้าตาดีมามาก สภาพจิตใจของนางสับสนแกว่งไปมา เพราะอยู่ในพรรคที่ผู้คนมีนิสัยประหลาดพิสดารมาั้แ่เด็ก
เหมยฮวายังไม่กลับมา
เสี้ยวอู่ิ เดินโบกพัดไปตามท้องถนน พักนี้มันรู้สึกว่าอาหารรสเค็มไป สุราจืดชืดลง อากาศก็เริ่มเย็นจนยากทานทน
มันเองมิชอบอากาศหนาวสักเท่าใด
แม้ในใจแห้งแล้งห่อเหี่ยว แต่มันก็ยังสังเกตได้ว่าพักนี้ในตัวเมืองมีร้านรวงเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ
ความจริงการมีร้านค้ามากแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี แต่ในตรอกซอยเล็กๆ กลับปรากฎร้านขายของชนิดเดียวกันซ้ำๆ ถึงสี่ห้าร้าน ย่อมออกจะมากเกินไป
มันเพิ่งเดินผ่านร้านขายเครื่องประดับสิบร้าน ร้านขายของเบ็ดเตล็ดเจ็ดร้าน ร้านขายธูปเทียนสี่ร้าน และร้านขายโลงศพสามร้าน ในถนนเส้นเดียวกัน
แปลกที่ร้านขายเนื้อและอาหารไม่เพิ่มขึ้นเท่าใด
เดินไปเดินมา มาหยุดที่ร้านขายของเบ็ดเตล็ด แม่ค้าสาวน้อยอายุสิบสี่สิบห้า ยืนเขย่งเอื้อมมือแขวนกระดิ่งกับราวไม้ไผ่หน้าร้าน ชายเสื้อรั้งขึ้นเผยให้เห็นเอวบางอ้อนแอ้นหน้าท้องแบนราบแข็งแรงสมวัย
มันรีบหันไปมองทางอื่น
“นายท่านประสงค์รับสิ่งใด” เสียงหวานแว่วมา
จำต้องหันกลับไป
“มิมีใด เพียงผ่านมาเท่านั้น”
นางหน้าแดงสดใส ดึงชายเสื้อลง น้อมกายถอยหลังเข้าร้าน
หากเป็ไปได้มันอยากซื้อกระดิ่งสักอัน
ด้านหน้าสำนักตระกูลหวงเป็ถนนใหญ่ กว้างพอให้รถม้าแล่นสวนกันได้เกือบสิบคัน ตามปกติจะให้ศิษย์หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันยืนเฝ้าประตูคราวละยี่สิบคน ยามค่ำคืนยังจัดเวรยามเดินตรวจตรารอบสำนักอีกครั้งละสิบคน สร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้คนในละแวกนี้ ทำให้การค้าขายคึกคัก เนื่องจากโจรลักเล็กขโมยน้อยมิกล้ามาย่ำกราย
ร้านค้าส่วนใหญ่ที่ตั้งในถนนรอบสำนัก หากมิใช่เป็เครือข่ายของตระกูลหวง เ้าของร้านก็ต้องเป็คหบดีร่ำรวย เนื่องจากที่ดินแถบนี้มีราคากว่าย่านอื่น ๆ ในลั่วหยาง แม้แต่ที่ดินหน้ากรมเมืองก็มิแพงเท่า ภายใต้พื้นที่กว้างขวางใหญ่โต ทำให้รั้วสำนักที่ทำจากอิฐดินเผาแข็งแกร่ง มีความยาวสุดสายตา กล่าวได้ว่าเป็เมืองตระกูลหวงก็มิปาน
วันนี้ด้านหน้าสำนักมีนักบู๊ยืนหน้าตาท่าทางขึงขังนับร้อยคน รถม้าจอดเรียงเป็แถวยาวหลายสิบคัน ล้วนแต่ตบแต่งอย่างหรูหราสวยงาม สารถียืนประจำรถอย่างเคร่งขรึม ไม่มีการจับกลุ่มนินทาเ้านายตามปกติ บรรยากาศสะกดข่มผู้คนทั่วไป มิกล้าเดินผ่านมา
วันนี้เป็วันศิษย์ใหม่กราบพบเ้าสำนัก
ศิษย์ใหม่ในที่นี้ มิใช่คนที่เพิ่งสมัคร แต่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำจากศิษย์าุโมานานครึ่งปี สามเดือนแรกทำงานทุกอย่างในสำนัก ไม่ว่าจะเป็ซักเสื้อผ้า หุงหาอาหาร ผ่าฟืน ปลูกผัก แม้กระทั่งทำความสะอาดสุขา จากนั้นหากยังไม่หลบหนีไป จึงเริ่มฝึกกำลังกายอย่างหนักอีกสามเดือน แต่ยังคงต้องช่วยทำงานอยู่ หากผ่านมาได้จึงเริ่มปรับพื้นฐานกำลังภายในและได้โอกาสกราบเ้าสำนัก ได้ชื่อว่าเป็ศิษย์ตระกูลหวงอย่างแท้จริง
สำหรับศิษย์ผู้บริจาคเงินทาสีรั้วมักจะหายไปในสามเดือนแรก
เสี้ยวอู่ิเดินโบกพัดมาตามทาง แตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ที่มาด้วยรถม้า บริเวณประตูมีนักบู๊ขวางกั้น มันแสดงป้ายเข้าร่วมงานจึงผ่านมาได้ นี่แสดงถึงความรอบคอบของการจัดงานใหญ่ ที่ป้องกันการแอบแฝงก่อก่วนจากผู้ไม่หวังดี
นี่แสดงว่ามีแม่งานที่ดี
แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าไม่หวังดีต่อตระกูลหวง
เจียเจียแต่งหน้าเป็พิเศษ ทาปากแดง คิ้วเข้ม หว่างคิ้วเขียนภาพดอกไม้ เกล้าผมเป็มวย ปักปิ่นสีชมพู สวมเสื้อผ้าไหมสีขาวรับกับกระโปรงสีบานเย็น ยิ้มแย้มแจ่มใส คอยช่วยบิดามารดารับแขก
หากเป็ม้า นี่ต้องเป็ม้าที่งดงามที่สุดในโลก
ห้องโถงใหญ่ของสำนักตระกูลหวงกว้างขวางพอให้คนหลายพันคนอยู่ได้อย่างสบาย ศิษย์าุโสวมชุดนักบู๊สีแดงยืนด้านหลัง เว้นด้านหน้าไว้ให้ศิษย์ใหม่ราวหนึ่งร้อยคนสวมชุดนักบู๊สีเทายืนเป็แถวหน้ากระดาน ทุกคนมีสีหน้าภาคภูมิ
บริเวณปะรำพิธีถูกยกขึ้นสูงกว่าพื้นเล็กน้อย ตอนบนสุดมีเก้าอี้ใหญ่เจ็ดตัว ส่วนด้านข้างมีเก้าอี้ขนาดย่อมลงมาอีกหลายสิบตัว เก้าอี้ใหญ่ย่อมเป็ของเ้าสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดหรือผู้แทน ส่วนที่เหลือย่อมเป็ของแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ ในที่นี้ย่อมมีตัวหนึ่งเป็ของเสี้ยวอู่ิ
จนบัดนี้เจียเจียยังไม่อาจทราบว่ามันมายังตึกพิทักษ์ธรรมด้วยศักดิ์ฐานะใด เมื่อไต่ถามบิดาก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอก
แต่นางมิใส่ใจ ขอเพียงได้พบกัน นางก็เบิกบาน
เมื่อใกล้เริ่มพิธี เ้าสำนักและผู้แทนถูกเชิญไปนั่งประจำตำแหน่ง เก้าอี้ของประมุขหวงอยู่ตรงกลาง ด้านซ้ายนั่งไว้ด้วยไต้ซือผู้แทนเ้าสำนักวัดเส้าหลิน เ้าสำนักกระบี่เทพ และเ้าสำนักหงส์ขาว ด้านขวาประกอบด้วยผู้แทนเ้าสำนักบู๊ตึ้ง เ้าสำนักทวนหยก และเ้าสำนักเมฆาคำรน
กลับไม่มีสำนักทะเลใต้
แม้เ้าสำนักเส้าหลินและบู๊ตึ้งมิได้มาด้วยตนเอง แต่ผู้ที่มาแทนคือรองเ้าสำนักซึ่งมีาุโสูงสุด สำหรับยุทธภพ นี่ย่อมเป็งานใหญ่ที่สุดในรอบปี และด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหวงกับทางการ แม้แต่เ้าเมืองหลายคนยังส่งผู้แทนมาเป็สักขีพยาน แน่นอนว่าพ่อค้าคหบดีใหญ่ต้องปรากฎตัวให้ท่านประมุขเห็นหน้า
หนึ่งในสามของการค้าขายในลั่วหยาง ล้วนเกี่ยวพันกับตระกูลหวง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เจียเจียนั่งอยู่เก้าอี้รองแถวหน้าสุด แม้ตกอยู่ภายใต้สายตานับร้อยคู่ แต่นางมิได้ก้มหน้าเขินอาย ยังมองเห็นเสี้ยวอู่ิถือพัดโบกนั่งอยู่เก้าอี้แถวหลังไกลๆ
อดแปลกใจมิได้ว่าผู้ที่สามารถร่วมโต๊ะอาหารกับบิดา เหตุใดนั่งห่างออกไปถึงเพียงนั้น
มันคล้ายมองมิเห็นนาง
เจียเจียคล้ายขุ่นเคือง
เสียงกลองหลายสิบตัวดังขึ้นพร้อมกันเป็สัญญาณเริ่มพิธี
ศิษย์าุโนำศิษย์ใหม่ท่องกฎสำนักสิบข้อ ได้แก่ “เชิดชูคุณธรรม กตัญญูรู้คุณ ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี อดทนอดกลั้น ขยันหมั่นเพียร วาจาหนักแน่น เมตตาผู้คน เคารพาุโ และพลีชีพเพื่อแผ่นดิน”
เสียงะโของคนนับร้อยพร้อมเพรียงกันดังลั่นห้องโถงใหญ่กึกก้อง
จากนั้นเหล่าศิษย์ใหม่ก้มลงกราบคำนับท่านประมุข
พลันเสียงหัวเราะดังมาจากประตูห้องโถง ดังกว่าเสียงกลองและเสียงท่องกฎ แม้อยู่ไกลจนไม่อาจมองเห็นหน้า แต่เหมือนกับมันยืนหัวเราะอยู่เบื้องหน้าของทุกคน กลบทุกสรรพสำเนียงในพิธีจนหมดสิ้น
กำลังภายในของคนผู้นี้เป็ที่น่าตระหนก
แล้วทุกคนก็เห็นเ้าของเสียงหัวเราะ
มันเป็ชายร่างใหญ่มหึมา ประมุขหวงที่สูงถึงแปดเชียะ (หนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ) หากยืนกับคนผู้นี่ยังสูงเพียงไหล่ของมัน
มันมิเพียงสูงใหญ่ แต่ลำตัวยังหยาบหนา มือเท้าใหญ่สามเท่าของคนทั่วไป หัวกลมโต สวมชุดผ้ากระสอบเนื้อหยาบ คล้ายตัดเย็บยังมิเสร็จก็เอามาปะเข้าด้วยกัน ผมเผ้าตัดสั้นแต่รุงรังราวใช้ขวานถาก มันไม่มีอาวุธแต่ถือโซ่เหล็กใหญ่ขนาดแขนคนทั่วไปมาเส้นหนึ่ง ที่ปลายโซ่กลับล่ามไว้ด้วยหญิงผู้หนึ่ง ผมยาวสยายปิดใบหน้า เสื้อผ้าที่สวมมีรอยขาดเว้าแหว่งไปทั่ว เปิดเผยให้เห็นผิวเนื้อขาวลออบางส่วน น่าหวั่นไหวเวทนา
นางกลับเป็เหมยฮวา
ศิษย์สำนักตระกูลหวงแม้ใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็แสดงถึงการฝึกฝนและวินัยอันเข้มงวด พยุหะถูกก่อตั้งล้อมคนแปลกหน้าในทันที
เหล่าเ้าสำนักยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มิมีผู้ใดยืนขึ้น
ส่วนที่เก้าอี้รองมีผู้คนแตกตื่น ตัวแทนของกรมเมือง เริ่มคิดหาคำพูดอันสวยงามเพื่อรายงานหน่วยเหนือ
ศิษย์าุโจำนวนหนึ่งเข้ารับหน้าชายร่างั์ไว้
“เ้าเป็ใครบังอาจมาก่อกวนสำนักตระกูลหวง”
ชายร่างั์ไม่แม้แต่เหลือบมองศิษย์ที่ถาม สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าของประมุขหวง ดวงตาเบิกโพลงไม่กะพริบ
ข้าฯ เรียก “ต้าคลุ้มคลั่ง” ได้ยินว่าที่นี่มีงานจึงเข้ามาแสดงความยินดี
ชายร่างใหญ่โตขนาดนี้ กลับสามารถผ่านนักบู๊ด้านนอกเข้ามาได้โดยไม่มีผู้พบเห็น
เจียเจียยืนขึ้นมองมันพลางคิดในใจ ท่าทางอย่างเ้ามีหรือมาด้วยประสงค์ดี
ต้าคลุ้มคลั่งเงยหน้าหัวเราะอีก เสียงปานะเิกัมปนาท ผู้ที่มีกำลังภายในอ่อนด้อยถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหู
เจียเจียสะดุ้งทรุดกายลงนั่งกับเก้าอี้ ผู้คนในงานพิธีเกือบทั้งหมดไม่เคยพบเห็นกำลังภายในที่กร้าวแกร่งถึงเพียงนี้
หลายคนกังวลว่าหากชายร่างั์อาละวาด แม้คนในงานจะมีมากมาย แต่จะต้องสูญเสียเท่าใดถึงจะสยบมันลงได้
ต้าคลุ้มคลั่งหยุดหัวเราะ ตายังมองประมุขหวง
พลันหันหลังเดินลากโซ่ซึ่งมีเหมยฮวาติดอยู่ตรงปลายจากไป
“ช้าก่อน”
เสียงอ่อนละมุนของหวงฮูหยินดังขึ้นแ่เบา นางแม้อยู่ห่างออกไปหลาย่ตัว แต่ชัดเจนราวกับกระซิบอยู่ข้างหูของมัน
ต้าคลุ้มคลั่งมีสีหน้างุนงง มองหวงฮูหยินเป็ครั้งแรก
“แม่นางผู้นั้นน่าเวทนานัก ขอความกรุณาท่านปลดปล่อยนางได้หรือไม่”
ต้าคลุ้มคลั่งกระตุกโซ่เบาๆ ร่างของเหมยฮวาก็ลอยมาอยู่เบื้องหน้ามัน มันใช้เพียงนิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบคอนางชูขึ้น สีหน้าคล้ายหัวเราะคล้ายร้องไห้ บันดาลให้ผู้คนคาดเดาไม่ออกว่ามันคิดจะทำอะไรต่อไป
“นี่เป็เื่ในสำนักเรา หรือจะก้าวก่าย”
หวงฮูหยินเงียบไป
จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่ามันเป็ใคร มาจากสำนักใด แต่กำลังภายในที่แสดงออกแทบจะอยู่ในระดับปรมาจารย์คนหนึ่ง ผิดกับสารรูปราวกระทิงป่าสามตัวรวมกันและท่าทางวิกลจริตนั่น
“แม้เป็เื่ในสำนักท่าน แต่ขอโปรดเมตตาสตรีบอบบาง”
ต้าคลุ้มคลั่งคล้ายค้นพบเื่ราวสนุกสนาน ฉีกรอยยิ้มพิกลก่อนกระชากเสียง
“ท่านยุ่งเื่เรา เรายุ่งเื่ท่าน”
คราวนี้หวงฮูหยินอับจนคำพูด
ต้าคลุ้มคลั่งพลันยกโซ่ในมือมันขึ้น เหมยฮวาติดกับโซ่ขึ้นมาคล้ายปลาน้อยติดร่างแห ดีที่ผมยาวสยายปิดบังใบหน้าของนางไว้ ไม่ให้อับอายจนเกินไป
“แต่หากมีคนตัดโซ่นี้ได้เราอาจจะปล่อยนางไปสักครั้ง”
ฉับพลันเสี้ยวอู่ิก็ลอยตัวมาอยู่เหนือมัน พัดในมือคลี่กางออก สะบัดใส่โซ่เหล็กขนาดเท่าแขนนั่น
ในสายตาของผู้คนนับร้อย โซ่ขาดจากกันราวกับหยวกกล้วยถูกคมมีดฟันใส่
ก่อนที่ร่างของเหมยฮวาจะตกลงกับพื้น เสี้ยวอู่ิรีบโอบอุ้มนาง
ประมุขหวงที่นั่งดูมาตลอดถึงกับตวาดลั่น
“ระวัง”
แต่ก่อนที่จะมีใครทันได้คิด เหมยฮวาในอ้อมแขนพลันผลักฝ่ามือใส่ทรวงอกของเสี้ยวอู่ิ จนมันกระเด็นไปราวกับว่าวสายป่านขาด โลหิตกระจายออกจากปากเป็สายทางยาว
เจียเจียกรีดร้อง ไม่คำนึงถึงสิ่งใด ะโเข้าไปหามันอย่างลืมตัว
มือนุ่มนวลของหวงฮูหยินรั้งนางไว้
ต้าคลุ้มคลั่งขว้างโซ่ที่เหลือในมือใส่ประมุขหวง
แม้ห่างออกไปหลายวา แต่เสียงโซ่ใหญ่หนักหลายร้อยชั่งแหวกอากาศราวลูกธนู ทำให้เหล่าศิษย์ในสำนักถึงกับหน้าถอดสี
ประมุขหวงหน้าไม่แปรเปลี่ยน สองมือไพล่หลัง ร่างลอยขึ้นจากเก้าอี้ ใช้เท้าเหยียบโซ่ที่ลอยมา ก่อนจะกดลงกับพื้นอย่างง่ายดาย ไม่เปลืองเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
ฝีมือคลี่คลายโซ่ั์สมกับเป็ประมุขผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
ต้าคลุ้มคลั่งกับเหมยฮวาลอยตัวไปทางประตูห้องโถง ท่าร่างกลับไม่รีบร้อนเท่าใด
เหล่าศิษย์ตระกูลหวงพากันขวางไว้
“ปล่อยมันไป”
ประมุขหวงพูดเสียงราบเรียบ แต่คนหลายพันในห้องโถงได้ยินพร้อมกัน
ต้าคลุ้มคลั่งหัวเราะอีกครั้ง
เหมยฮวาเร่งความเร็วหายไป
ไม่มีผู้ใดตามขัดขวาง
“เสวียจง เยวี่ยจง” ประมุขหวงเอ่ยเรียกสองศิษย์พี่น้องซึ่งาุโสูงสุด
“ขอรับอาจารย์” ทั้งสองรับคำพร้อมกัน
“จัดกำลังสามส่วน หนึ่งอารักขาแขกเหลื่อ หนึ่งตรวจตรานอกสำนัก อีกหนึ่งตรวจตราด้านใน คืนนี้เพิ่มเวรยามสองเท่า รายงานทุกสามชั่วยาม”
ทั้งสองรับคำแล้วออกไปดำเนินการทันที
ฝีมือคลี่คลายเหตุร้ายฉับพลัน สมกับเป็ผู้บริหารสำนักใหญ่อย่างแท้จริง
ขณะนั้นเจียเจียมองไม่เห็นสิ่งใด ร่ำไห้คุกเข้าอยู่ข้างกายเสี้ยวอู่ิที่นอนโลหิตหลั่งไหล บริเวณอกเสื้อขาดเป็รูปฝ่ามือ ผิวเนื้อปรากฎรอยช้ำสีแดงก่ำ
เจียเจียยิ่งร่ำไห้กว่าเดิม
อู่ิลืมตามองนาง รอยยิ้มละมุนปรากฎ ก่อนสิ้นสติไป