ฉินอวี่เดินออกจากห้องด้วยใบหน้าที่ดูฝืนยิ้มมอบตัวเป็นศิษย์ด้วยความงุนงง อีกทั้งผู้เป็นอาจารย์ยังไม่ให้เกียรติกันเลยสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่รู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อยและได้แต่คอยโทษตนเองที่บุ่มบ่ามเกินไป
ทันทีที่เดินออกมาเขาก็มองเห็นสยงท่าเทียนและชายหนุ่มในชุดขาวกำลังนั่งโต้เถียงกันอยู่ตรงพื้นหญ้าเบื้องหน้าโดยมีเสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาคอยเฝ้ามองพวกเขาอยู่ข้างๆ ส่วนองค์หญิงสิบสามหลงอวี่ก็นั่งพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกลและดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อเห็นฉินอวี่เดินออกมาหลงอวี่ก็ร้องอุทานขึ้นทันทีว่า “พี่ฉิน”เสียงตะโกนของนางทำให้สยงท่าเทียนและคนอื่นๆ ต่างก็รีบหันไปมอง และวิ่งเข้ามาทันที
“ฮ่าๆ หลี่เทียนจี ข้าบอกแล้วอย่างไรล่ะ ว่าพี่ใหญ่ไม่เป็นอะไรแน่นอน”สยงท่าเทียนกระโดดเข้าไปหาฉินอวี่ พลางมองดูอย่างละเอียดหลังจากพบว่าฉินอวี่ไม่เป็นอะไร เขาจึงรีบหันไปหาชายหนุ่มชุดขาวทันที
ฉินอวี่มองไปยังชายหนุ่มชุดขาวที่กำลังเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและอดที่จะพูดไม่ได้ “หลี่เทียนจี เจ้ามาแล้วหรือ”
ดวงตาของหลี่เทียนจีแดงก่ำเขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น เมื่อนึกถึงเรื่องในแดนสุสานอสูรหลี่เทียนจีก็รู้สึกขอบคุณฉินอวี่อย่างมาก พลางพูดคำสามคำออกไปจากส่วนลึกของหัวใจ“พี่ใหญ่ฉิน” เขาเป็นคนมีอารมณ์เย็นชา หลังจากมาถึงเมืองหลักเทียนอู่ได้สักพักแล้วเขาก็เดินวนเวียนรอบตระกูลฉินอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่ได้เดินเข้าไปภายในจวนของตระกูลอีกทั้งช่วงนั้นยังเป็นเวลาที่ฉินอวี่กำลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่ในโรงเตี๊ยมพอดีเขาจึงยังไม่รู้ว่าฉินอวี่ยังมีชีวิตอยู่
หลี่เทียนจีเพิ่งจะรู้ว่าฉินอวี่ยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าประตูวังหลวงในใจของเขาตื่นเต้นมากจนอยากจะวิ่งเข้าไปทักทายฉินอวี่ในทันทีแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับฉินอวี่อย่างไรดังนั้นจึงได้แต่แอบพยากรณ์เรื่องของถงอวิ๋นเฟยมาโดยตลอดเพราะอยากรู้ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นในการประลองของฉินอวี่และถงอวิ๋นเฟยหรือไม่
ในการประลองระหว่างฉินอวี่กับชุยซั่วและถงอวิ๋นเฟยเขาก็ไปดูถึงลานประลอง เมื่อเขาเห็นฉินอวี่หมดสติไปในฉากสุดท้ายเขาก็ทิ้งความรู้สึกทุกอย่าง
ในเวลานี้เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ ในใจของหลี่เทียนจีก็เหมือนจะร้องไห้ออกมาหลายวันมานี้เขาได้ไต่ถามเรื่องราวของตระกูลฉินมาอย่างชัดเจนรวมถึงเรื่องราวในอดีตที่ฉินอวี่ถูกฉินเฟิงกดขี่อยู่หลายต่อหลายครั้งรวมถึงเรื่องที่ถูกบังคับให้คุกเข่า เมื่อได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้เขาก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ในแดนสุสานอสูร เพื่อแลกกับโอกาสรอดชีวิตของเขาและสยงท่าเทียนฉินอวี่ไม่สนใจความปลอดภัยของตนเองเลยแม้แต่น้อยสิ่งนี้ทำให้หลี่เทียนจีรู้สึกขอบคุณและไม่สบายใจอย่างมาก
“อย่าได้คิดมาก พวกเราเป็นมิตรสหายกันมิใช่หรือ?” เมื่อเห็นหลี่เทียนจีลังเลที่จะพูดทั้งยังมีดวงตาแดงก่ำฉินอวี่ก็ยิ้มเล็กน้อย หลังจากได้รู้จักสนิทสนมกันสักระยะฉินอวี่จึงรู้จักนิสัยของหลี่เทียนจีเป็นอย่างดี แม้ว่าเขาจะพูดไม่เก่งและนิ่งเฉยไม่ยิ้มแย้ม แต่ก็เป็นคนมีไมตรีที่จริงใจ
“อืม!” หลี่เทียนจีพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ฉินอวี่มองไปทางหลงอวี่ที่มีใบหน้าสีแดงระเรื่อและหลังจากมองอยู่ไม่นาน เขาก็พูดขึ้น “ไม่เลวนี่ดูเหมือนเจ้าจะได้สัมผัสถึงพลังปราณแล้วสินะ หลงอวี่เส้นทางของเจ้าแตกต่างจากของผู้อื่น การอยู่ในแคว้นอู่บางทีอาจมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนยุทธ์ของเจ้า สู้ต่อไป ขอเพียงแค่ตั้งใจฝึกฝนต่อไปภายหน้าความสำเร็จของเจ้าจะไม่เป็นรองผู้ใดแน่นอน”
ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมาหลงอวี่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแม้ว่าระดับการฝึกฝนของนางจะเป็นเพียงขั้นยุทธ์ระดับสี่แต่ระหว่างคิ้วของนางได้สร้างจิตจำนงของจักรพรรดิเอาไว้แล้ว
“พี่ฉิน หลงอวี่จะตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก” หลงอวี่พยักหน้า‘วิชาจิ่วอู่รุ่งโรจน์’ที่ฉินอวี่มอบไว้ให้นางกลายเป็นเหมือนฟางที่ช่วยชีวิตของหลงอวี่อย่างไม่ต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากฝึกฝนมาได้สักระยะหนึ่ง หลงอวี่ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณของนางแล้วหัวใจของนางทั้งตื่นเต้นและซาบซึ้งใจ ภารกิจอันยิ่งใหญ่ได้ถูกถักทอขึ้นในจิตใจของนางแม้ฉินอวี่ไม่บอก นางก็เลือกที่จะอยู่ในแคว้นอู่ มีประชาชนมากมายในแคว้นอู่เป็นที่รวบรวมโชคชะตาของเหล่าประชาชนและผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนฝึกฝนเพื่อบรรลุถึงพลังจักรพรรดิแห่งจิ่วอู่
“จริงสิ เสวี่ยเอ๋อล่ะ?” ฉินอวี่มองไปรอบๆเมื่อไม่พบฉินเสวี่ย เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
“อ้อ พี่ใหญ่ ท่านพ่อของพี่ใหญ่บอกไว้ว่าหากฟื้นแล้วให้ไปหาเขาด้วย”สยงท่าเทียนกล่าวอย่างรวดเร็ว
“อ้อ ครึ่งเดือนต่อจากนี้พวกเจ้าก็พยายามอย่าออกไปจากจวนตระกูลฉินล่ะโดยเฉพาะพวกเจ้าสองคน เสี่ยวเถา เสี่ยวฮวา” ฉินอวี่พูดช้าๆ ในตอนนี้ระดับฝึกฝนของเสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาทั้งสองคนได้เข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับสามแล้ว
หลังจากกำชับไว้เรียบร้อยฉินอวี่ก็ออกจากสวนที่พำนักไปทันที
ครู่หนึ่ง
ฉินอวี่ได้มาถึงห้องตำราของฉินจ้านผู้เป็นพ่อแล้วแต่กลับได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ของฉินเสวี่ย ฉินอวี่ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยและเดินเข้าไปในห้อง
ฉินจ้านผู้เป็นพ่อกำลังนั่งอยู่ด้านข้างโต๊ะหนังสือโดยมีผู้อาวุโสโม่นั่งอยู่ข้างกายและมีฉินเสวี่ยที่กำลังนั่งก้มหน้าสะอื้นไห้อยู่ตรงนั้นด้วย ดูเหมือนนางจะรู้สึกได้ว่าฉินอวี่เดินเข้ามาขณะที่ฉินเสวี่ยหันหน้ามาพบฉินอวี่ นางก็ร้องไห้โฮพลางโผเข้าหาฉินอวี่ทันที
“ท่านพี่... ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว”
“เสวี่ยเอ๋อ เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อนนะ ข้ามีอะไรจะพูดกับพี่ชายเจ้าสักหน่อย”ฉินจ้านพูดขึ้นอย่างช้าๆ
ฉินอวี่เหลือบมองฉินจ้านพลางตบไหล่ของฉินเสวี่ยเบาๆ และกระซิบกับนาง “เสวี่ยเอ๋อพี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วมิใช่หรือ? เจ้าไปหาพวกสยงท่าเทียนก่อนเถอะช่วงนี้อย่าเพิ่งออกจากจวนตระกูลฉิน เข้าใจไหม?” หวังผิงทำสิ่งที่ตั้งใจไม่สำเร็จทั้งยังต้องสูญเสียอีกด้วย ดังนั้นเขาไม่มีวันยอมเลิกราแน่นอน
“อืม!” ฉินเสวี่ยเช็ดน้ำตาของนาง พยักหน้าอย่างเชื่อฟังนางเหลือบมองไปทางฉินอวี่อย่างอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงหันหลังเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่ฉินเสวี่ยเดินลับสายตาไปสายตาของฉินจ้านก็มองไปทางฉินอวี่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและโล่งใจก่อนจะพูดขึ้นมา “เจ้าโตแล้ว ข้าก็วางใจ หลังจากงานชุมนุมข้ากับผู้อาวุโสโม่ก็จะไปจากที่นี่”
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยจากข้อบ่งชี้ก่อนหน้านี้ ฉินอวี่คาดเดาเอาไว้นานแล้วว่าฉินจ้านจะต้องทิ้งตระกูลฉินแห่งนี้ไปอย่างแน่นอนและจะต้องรอจากไปหลังเสร็จสิ้นงานชุมนุม หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งฉินอวี่ก็พูดขึ้นมา “ท่านจะไปตามหาท่านแม่หรือ?”
“ใช่ หลายปีมานี้ข้ารอคอยวันที่พวกเจ้าทั้งสองได้เข้าฝึกยุทธ์ในสำนักเซียนมาตลอด และด้วยพลังของเจ้าและเสวี่ยเอ๋อในตอนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการเข้าสู่สำนักเซียนแล้ว” ฉินจ้านพูดอย่างซับซ้อนพร้อมดวงตาที่สั่นไหว
ฉินอวี่ไม่ได้พูดอะไรเมื่อสัมผัสถึงขมับทั้งสองข้างที่ไม่รู้ว่าเย็นวูบวาบขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดในใจของเขาก็รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ในตอนที่เขากลับมาเกิดใหม่เขารู้สึกได้เพียงว่าฉินจ้านไม่ได้ทำหน้าที่ของผู้เป็นพ่อ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นที่ฉินจ้านคุกเข่าลงตรงหน้าจวนตระกูลชุยเป็นเวลาสามวันสามคืนทำให้ฉินอวี่สะเทือนใจอย่างมาก และตามมาด้วยบทสนทนากับฉินจ้านจึงทำให้ฉินอวี่ได้รู้ว่าผู้เป็นพ่อก็ทุกข์ทรมานไม่ต่างกัน
“สิ่งที่ควรจะรู้เจ้าก็รู้ไปหมดแล้วนี่คือทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนซึ่งข้าได้เก็บสะสมมาตลอดหลายปี เจ้ารับไปสิ”ฉินจ้านหยิบวงแหวนมิติออกมาและวางไว้บนโต๊ะ
“ไม่จำเป็นหรอก ท่านพ่อเก็บไว้เพื่อตนเองเถิด เบาะแสของท่านแม่ยังไม่แน่ชัดยังไม่รู้ว่าอาจต้องงมเข็มในมหาสมุทรหรือไม่ ท่านเก็บเอาไว้สำรองเถอะนะ”ฉินอวี่พูดอย่างใจเย็น โดยไม่สนใจมองวงแหวนมิติเลยแม้แต่น้อยนี่ไม่ใช่ความน้อยใจหรืออวดดีแต่เป็นเพราะฉินอวี่ไม่ชอบใช้พลังจากภายนอกมาช่วยการฝึกฝน
ดวงตาอันพร่ามัวของผู้อาวุโสโม่แสดงถึงความรู้สึกปลาบปลื้มใจจากนั้นเขาก็พูดขึ้นอย่างเรียบเฉย “คุณชายสามรับไว้เถอะ นี่คือสิ่งที่นายท่านหก...อ้อ เป็นน้ำใจจากท่านพ่อนะ หากเจ้าไม่รับเอาไว้ เขาคงจะรู้สึกผิด”
“นายท่านหก?” ฉินอวี่เหลือบมองผู้อาวุโสโม่และหยิบวงแหวนมิติมาไว้กับตัว จากนั้นจึงเก็บไว้ในวงแหวนมิติของตนเองทันที
“ไม่ทราบว่าคุณชายสามคิดจะเข้าสู่สำนักเซียนสำนักใดหรือ?” ผู้อาวุโสโม่ถามขึ้นมา ครั้งนี้หลังจากฉินอวี่ได้ประลองกับถงอวิ๋นเฟยหลายวันมานี้มีคนมายังตระกูลฉินมากมายนับไม่ถ้วนในบรรดาคนเหล่านั้นมีสำนักยุทธ์มากมายต่างนำหนังสือเชิญมามอบให้แต่กลับถูกฉินจ้านปิดประตูใหญ่ ปฏิเสธไปทันที
“สำนักยุทธ์ว่านจ้ง” ฉินอวี่ตอบตามความจริง
“สำนักยุทธ์ว่านจ้งมีรากฐานที่ลึกล้ำ ไปที่นั่นก็นับว่าไม่เลว เจ้าถือป้ายคำสั่งนี้ไว้นี่เป็นสิ่งที่แม่ของเจ้าทิ้งเอาไว้ เป็นป้ายของผู้มีพรสวรรค์หญิงคนหนึ่งในอดีตนางมีนามว่าสวี่โม่ชิงต่อไปภายหน้าเมื่อเข้าสู่สำนักยุทธ์ว่านจ้งและพบเจอกับเรื่องที่ยากแก้ไขจงไปขอความช่วยเหลือจากนาง” ฉินจ้านหยิบแผ่นป้ายคำสั่งสีเขียวครามออกมาป้ายหนึ่ง
ฉินอวี่รับไว้และมองดูป้ายคำสั่งจึงพบว่ามีตัวอักษร “ชิง” ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนด้านหลังมีรูปศาลาโบราณที่รายล้อมด้วยภูเขาจากนั้นจึงนำป้ายคำสั่งเก็บใส่วงแหวนมิติ ก่อนจะพูดต่อ “หากไม่มีเรื่องอะไรแล้วข้าขอตัวไปฝึกต่อ”
“ไปเถอะ” ฉินจ้านพูดด้วยดวงตาเศร้าสร้อย
หลังจากฉินอวี่จากออกไปผู้อาวุโสโม่ก็ถอนหายใจและพูดขึ้นมา “ในใจของเสี่ยวอวี่ยังคงโทษท่านอยู่หลายปีมานี้ท่านไม่ควรจงใจตีตัวออกหากพวกเขาสองพี่น้องเลย”
“เป็นเช่นนี้ไม่ยิ่งดีกว่าหรือ? อย่างน้อยต่อไปในอนาคตพวกเขาจะได้รู้สึกเป็นห่วงน้อยหน่อย” ฉินจ้านยิ้มอย่างขมขื่นและยังไม่ทันพูดจบ เขาก็หันมองไปทางขวาอย่างรวดเร็วทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที และพูดไปอย่างเย็นชา “ผู้อาวุโสโม่พวกสำนักเทียนหั่วนั้น คงต้องฝากเจ้าไว้ด้วยข้าไม่ต้องการให้เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นก่อนงานชุมนุมจะเริ่มต้น”
“ตอนนี้ไม่มีระดับพลังของการฝึกฝนแล้ว คงได้สร้างสถานการณ์ขู่ให้กลัว”ผู้เฒ่าโม่ก็เหลือบมองไปทางขวา และยิ้มจางๆ
ในเวลาเดียวกันที่ชายแดนแคว้นอู่ มีกระบี่ขนาดใหญ่กำลังพุ่งทะยานอยู่ท่ามกลางทะเลของหมู่เมฆ
“ผู้อาวุโสจาง ข้าต้องกลับไปเมืองหลักเทียนอู่!”ถงอวิ๋นเฟยยืนอยู่บนกระบี่บิน และส่งเสียงตะคอกอย่างน่ากลัว
“คุณชาย เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว อีกอย่าง ท่านจะพ่ายแพ้ก็ไม่ได้ผิดอะไรเขาคือร่างอสุนีลึกลับ มีพลังแข็งแกร่ง ก่อนจะเข้าร่วมการประลองเขาคงเตรียมตัวมานานแล้ว หรือจะบอกได้ว่าเขามีแผนการยั่วโมโหท่านมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” ผู้อาวุโสจางถอนหายใจและมองไปยังท่าทางตีโพยตีพายของถงอวิ๋นเฟยจนแทบจะบอกไปว่าที่รอดกันมาได้ก็เพราะเขายอมติดหนี้บุญคุณฉินอวี่
“ข้าจะต้องฆ่าเขาให้ได้!” ถงอวิ๋นเฟยกระโดดขึ้นไปในอากาศ และส่งเสียงตะโกนด้วยความโกรธหลายปีมานี้ หนทางในการฝึกฝนของเขาราบรื่นมาโดยตลอด ไม่เคยล้มเหลวมาก่อนแต่ถงอวิ๋นเฟยก็ไม่ใช่คนอวดดี รู้ดีว่าตนเองไม่ใช่ที่หนึ่งของคนรุ่นใหม่เขาเคยคิดอยู่หลายครั้ง ว่าสักวันจะต้องพ่ายแพ้ในมือของใครสักคนแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าตนเองจะพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มขั้นปราณเสถียรระดับต้นเท่านั้นสิ่งนี้ทำให้ถงอวิ๋นเฟยไม่อาจยอมรับได้เลย
ผู้อาวุโสจางแสยะยิ้มยื่นมือข้างขวาออกไปคว้าตัวถงอวิ๋นเฟยกลับมาบนกระบี่บิน และพูดเสียงเบา “คุณชายนายท่านมีคำสั่ง หากออกมาครั้งนี้แล้วท่านพ่ายแพ้จะต้องกลับเข้าแดนขัดเกลาของตระกูล”
“แดนขัดเกลา?” ถงอวิ๋นเฟยสั่นสะท้านไปทั้งร่างและหยุดดื้อรั้นทันที
วันต่อมา
ร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่ง
จื่อซวินเอ๋อยืนอยู่บนระเบียงของร้านขายยามองดูผู้คนจำนวนมากที่อยู่ด้านล่าง ดวงตาของนางเปล่งประกายสีสันแห่งความนึกคิดในเวลานี้ ฉากการต่อสู้ยังคงปรากฏวนเวียนในจิตใจของนาง
ดวงตาของนางเหมือนอสรพิษการต่อสู้ระหว่างชุยซั่วและฉินอวี่นางเห็นอย่างชัดเจนว่าฉินอวี่ใช้พลังของอสุนีลึกลับเพียงแต่ในตอนนั้นยังนึกไม่ถึงว่าจะเป็นอสุนีลึกลับจริงๆ ส่วนการใช้เพลิงธรณีของชุยซั่วก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของนางไปได้เช่นกันและท้ายที่สุด ในการต่อสู้ของฉินอวี่และถงอวิ๋นเฟย กลับทำให้นางต้องตกใจอย่างมากจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา
นางรู้จักตัวตนของถงอวิ๋นเฟยเป็นอย่างดีพลังของเขานั้นนับว่าโดดเด่นในหมู่คนหนุ่มสาวในแดนนภาชิงเหลียนทางตะวันออกแม้ว่าเขาจะระงับการฝึกฝนเอาไว้ แต่ก็ยังยากที่จะเอาชนะได้ แต่ฉินอวี่...กลับสามารถเอาชนะถงอวิ๋นเฟยได้ สิ่งที่ทำให้จื่อซวินเอ๋อตกใจอย่างมากก็คือฉินอวี่สามารถทำลายม่านแสงทองคำของถงอวิ๋นเฟยจนแตกได้!
แม้จะเป็นคนขั้นเทียนชุ่ยก็ยากจะทำลายสิ่งนี้ได้ฉินอวี่มีพลังไปถึงระดับนี้ได้เช่นไร? แม้จะมีพลังของอสุนีลึกลับก็ยังยากมากที่จะทำได้ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนั้นฉินอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เหตุใดพละกำลังของเขาจึงยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ? เป็นไปได้หรือไม่ว่า...จะเป็นดั่งคำของผู้เฒ่าเก๋อบอกไว้ ว่าเขามีทักษะยุทธ์ที่น่าทึ่ง?
“คุณหนู” เสียงของผู้ฒ่าเก๋อดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ดวงตาของจื่อซวินเอ๋อชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง“หวังผิงลงมือแล้วหรือ? รีบใช้ช่วงวิกฤติเช่นนี้ของพวกเขาลงมือเถอะข้าต้องการสร้างบุญคุณ!”
“ไม่ได้... สำนักเทียนหั่วได้เดินทางออกจากเมืองหลักเทียนอู่แล้ว”ผู้เฒ่าเก๋อกระซิบ
“ไปแล้วหรือ? ทำไมกัน? เพลิงธรณีของหวังผิงยังอยู่กับฉินอวี่อีกอย่าง... ก่อนหวังผิงจะไปก็น่าจะมาบอกกล่าวกันก่อนจึงจะถูก”จื่อซวินเอ๋อขมวดคิ้ว และหันกลับมามอง พลางพูดด้วยความประหลาดใจ
“ตามรายงานของสายสืบ สองสามวันมานี้ยอดฝีมือของสำนักเทียนหั่วได้คอยหาโอกาสลงมือมาตลอด แต่ในวันนี้...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด พวกเขาทั้งหมดจึงรีบถอยออกไปเสียแล้ว ดูเหมือนว่า...จะถูกขู่จนหวาดกลัว”