ตอนที่ 19
สองวันหลังจากเหตุการณ์ความรุ่มร้อน ณ บึงมรกต…
ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเริ่มเกาะกินปาร์ตี้หายนะทีละน้อย ท่ามกลางผืนดินสีน้ำตาลเข้มที่แห้งแตกระแหงเป็รอยแยกลึก
ผลพวงจากไอความร้อนและเถ้าถ่านที่คุกคามมาจากูเาไฟั์ทางทิศตะวันตก ยังคงพ่นไอระเหยปกคลุมไปทั่วเขตแดนนี้ของทวีปธารินเทีย อันแสนห่างไกลจากความรุ่งโรจน์ของเมืองหลวงโซลารา
แสงแดดที่สาดซัดลงมาทำให้อากาศบิดเบี้ยวจนทุกอย่างดูสิ้นหวัง จนกระทั่งอริสาที่กำลังกางแผนที่หนังแกะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใส
“ทางทิศตะวันออกถัดจากนี้ไปไม่ไกลนัก มีเมืองการค้าเล็กๆ ชื่อว่า ‘อิกนิเซีย’ ค่ะ…เป็เมืองที่ขึ้นชื่อเื่โรงถลุงเหล็กและแหล่งรวมอะไหล่เวทมนตร์ที่หาชมได้ยาก”
อริสาเอ่ยจบก็ช้อนสายตามองจิณด้วยความหวัง
“จิณ…พวกเราแวะพักที่นั่นสักคืนได้ไหม? ข้าอยากอาบน้ำล้างคราบฝุ่นูเาไฟพวกนี้ออกเต็มที ผิวมันเริ่มเหนียวเหนอะหนะจนข้าแทบจะทนไม่ไหวแล้ว”
“ไม่ได้!!”
จิณตอบเสียงแข็งโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง
“พวกเราเสียเวลามามากพอแล้ว เป้าหมายสำคัญกว่าเื่ความสบายส่วนตัว ข้าไม่อยากให้เื่ไร้สาระมาทำให้ล่าช้าไปมากกว่านี้”
เมื่อถูกขัดใจอย่างเด็ดขาด อริสาก็ได้แต่หน้าจ๋อยลงทันที เธอถอนหายใจยาวพลางก้มหน้าม้วนแผนที่เก็บด้วยสีหน้าหงอยๆ ราวกับลูกแมวที่ถูกเ้าของดุอย่างน่าสงสาร
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัดนั้น ดวงตาของการ์เน็ตกลับลุกวาวเป็ประกายขึ้นมาแทน เธอะโพรวดขึ้นมาจากการนอนเอกเขนกพลางมองดูเกวียนที่สภาพรุ่งริ่ง
“อะไหล่!! ยาง!! ถ้าได้อะไหล่คุณภาพดีมาล่ะก็ ข้าจะกลับไปปรับปรุงเ้าฉลามบุกใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม!! คราวนี้รับรองเลยว่าจะไม่มีคำว่าพลาดแน่นอน!!”
ยัยตัวแสบหันไปหาจิณพลางฉีกยิ้มกว้างที่ดูวิปริตเล็กๆ
“จิณจ๋า…ขอยืมเงินหน่อยสิ สักหนึ่งหมื่นเหรียญทอง ขอไปควานหายางพฤกษาอัคนีที่อิกนิเซียหน่อยสิ”
“ฝันไปเถอะการ์เน็ต!!”
จิณกอดถุงเงินที่คาดไว้กับเข็มขัดพาลาดินแน่น ใบหน้าสวยคมฉายแววเด็ดขาด
“เงินหมื่นเหรียญทองนั่นข้าต้องเอาไว้ใช้เป็เสบียง ไม่ใช่เอาไปให้เ้าซื้อยางบ้าบออะไรนั่น!!”
“โธ่…ใจร้ายจัง”
การ์เน็ตทำท่าสะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร ทว่าั์ตากลับพราวระยับ
“นั่นมัน…เฮ้ย!! จิณ ดูนั่นสิ!! ัสีรุ้งบินผ่านยอดูเาไฟ!!”
“ัสีรุ้ง!? ในแถบแห้งแล้งเนี่ยนะ!?”
ด้วยความสัตย์ซื่อและสัญชาตญาณพาลาดิน จิณตวัดหน้าไปมองตามนิ้วที่การ์เน็ตชี้ทันที ทว่ามีเพียงท้องฟ้าที่ว่างเปล่าและแสงแดดจ้า
หมับ!!
“ขอบใจนะจ๊ะหัวหน้า!!”
จิณสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกถึงแรงกระชากที่เอว พอหันกลับมาเธอก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นถุงเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองอยู่ในมือของการ์เน็ตเรียบร้อยแล้ว
ยัยตัวแสบแสยะยิ้มกว้างก่อนจะะโขึ้นสกายบอร์ดอุปกรณ์ลอยฟ้าคู่ใจที่พ่นไอพ่นเสียงดังสนั่น
“หยุดนะโว้ย…ยัยหัวขโมย!! เอาเงินคืนมา!!”
จิณะโลั่นพลางจะวิ่งไล่ตาม แต่สกายบอร์ดนั้นพุ่งทะยานออกไปเร็วกว่าฝีเท้ามนุษย์
“ไม่ต้องห่วง!! เดี๋ยวข้าซื้อยางเสร็จจะรีบตามไปหาที่ป่าทมิฬนะจ๊ะ!! รักนะจุ๊บๆ”
การ์เน็ตโบกมือลาอย่างร่าเริงพลางโชว์ถุงเงินในมือท้าทายสายตาจิณ
บอร์ดลอยฟ้าพุ่งปรู๊ดหายลับไปในกลุ่มหมอกแดดทางทิศตะวันออก ทิ้งให้พาลาดินสาวยืนอ้าปากค้างกุมขมับกับเงินก้อนโตที่ถูกชิงไปต่อหน้าต่อตา
“ดูท่าหนี้หนึ่งล้านของเ้าคงต้องยืดเวลาชำระออกไปอีกนานแสนนานเลยนะ”
โฮมูระเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงรื่นเริงพลางกรีดนิ้วจัดแต่งเรือนร่างอันทรงเสน่ห์ของเธออย่างอารมณ์ดี
“สงสัยว่าคงต้องสิ้นใจตายคากองดอกเบี้ยเป็แน่ น่าสงสารจริงๆ เลยนะเนี่ย”
จิณตวัดสายตาที่ดุดันและเต็มไปด้วยความหงุดหงิดหันมามองโฮมูระทันควัน รังสีอำมหิตจากดวงตาของพาลาดินสาวแรงกล้าเสียจนอากาศรอบข้างดูเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าเธอกลับไม่ได้ปริปากตอบโต้แม้แต่คำเดียว
มือเรียวกระชากบังเหียนแน่น ก่อนจะฟาดลงบนหลังอาชาอย่างแรงเพื่อระบายโทสะ ส่งผลให้เกวียนพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทิ้งฝุ่นควันสีน้ำตาลเข้มให้ตลบอบอวลไปทั่วผืนดินที่แตกระแหง ราวกับจะหนีไปให้พ้นจากเสียงหัวเราะคิกคักที่ไล่หลังมาของนินจาสาวผู้ถือดีคนนั้น
“ยัยเด็กนั่น…”
เซเวียร์ที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่บนเกวียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“เป็มนุษย์ที่ไร้รสนิยม แต่ฝีมือการฉกชิงวิ่งราวนี่…ข้าขอชมจากใจจริง”
อริสาทำตาโตพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นดีเห็นงาม
“นั่นสินะ!! การ์เน็ตเนี่ยสุดยอดไปเลยเนอะ สมกับเป็เพื่อนรักของข้าจริงๆ มือไวอย่างกับใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายมวลสารเลย”
เธอปรบมือแปะๆ อย่างร่าเริง ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก…เมื่อหันไปเจอจิณที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียด
ความร่าเริงและเสียงะเิอันวุ่นวายของการ์เน็ตเลือนหายไปพร้อมกับฝุ่นควันจากสกายบอร์ด ทิ้งให้ปาร์ตี้ที่เหลือเพียงสี่คนต้องจมอยู่กับความเงียบเชียบอันน่าอึดอัด
จิณยังคงทำหน้าบูดเป็ส้มเน่าค้างปี พลางกุมขมับถึงถุงเงินที่ถูกชิงไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่เกวียนยังคงตรากตรำเคลื่อนผ่านผืนธรณีสีน้ำตาลเข้มที่แตกระแหงเป็รอยแยกโหว่ ราวกับาแบนผิวโลกที่ถูกแผดเผาด้วยไอพิษจากูเาไฟั์ทางทิศตะวันตกอย่างไม่จบสิ้น
ตลอดสี่วันถัดมา ทัศนียภาพรอบกายมีเพียงความสิ้นหวังและเถ้าถ่านที่ปลิวว่อน จนกระทั่งเข้าสู่รุ่งอรุณของวันที่เจ็ด…เงาทะมึนขนาดมหึมาที่ขวางกั้นเส้นขอบฟ้าก็พลันปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางม่านหมอกแดดที่บิดเบี้ยว
มันคือป่าทมิฬ…ปราการธรรมชาติที่ตั้งอยู่บนยอดเนินเขารูปโต๊ะกลมขนาดมหึมา ศิลาขนาดั์ก้อนนี้ตั้งตระหง่านท้าทายสรวง์ด้วยผาหินที่ตัดชันเรียบกริบประดุจถูกคมขวานของมหาเทพสับสกัดลงมาในคราเดียว
พื้นผิวของมันเนียนละเอียดและตั้งตรงจนไร้ซึ่งรอยแยกหรือจุดยึดเกาะใดๆ ราวกับกำแพงนรกที่จงใจสร้างมาเพื่อตัดขาดโลกเบื้องล่างออกจากผืนป่า้าโดยสิ้นเชิง
“ในบันทึกเก่าแก่ ป่าแห่งนี้มีนามว่า ‘ลูมิเนีย’ เลยน้า…”
อริสาเอ่ยแ่เบา
“มันเคยถูกขนานนามว่าอัญมณีที่สว่างที่สุด ว่ากันว่ามวลไม้เคยอาบด้วยรัศมีทองสุกสกาวดุจสรวง์ ไม่รู้ทำไม…บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยสีดำทะมึนเยี่ยงเือสูรที่แห้งกรัง”
เซเวียร์ที่เอนหลังอยู่พลันหรี่ตาลง เนตรสีโลหิตฉายแววครุ่นคิด
[ลูมิเนียงั้นรึ…]
ภาพจำเมื่อ 400 ปีก่อน สมัยที่เขายังเยาว์วัยผุดขึ้นมา…ในภาพจำอันพร่าเลือน ที่นี่เคยสว่างจ้าจนน่ารำคาญตาจริงๆ
[หึ…กลายเป็สีดำแบบนี้ดูเจริญตาขึ้นเยอะ]
“หน้าผาชันขนาดนั้น ม้าและเกวียนไม่มีทางขึ้นไปได้แน่”
จิณสรุปเครียดๆ
“ต้องซุ่มรอพวกไลแคนแถวนี้ ต้องมีทางลับแน่ หากจับตาดูจังหวะที่พวกมันปรากฏตัว พวกเราน่าจะหาทางขึ้นไปได้”
ทว่า…เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวันใต้แดดแผดเผา นอกจากการนอนดมกลิ่นดินขมๆ แล้ว กลับไม่มีร่องรอยสิ่งมีชีวิตใดๆ
เซเวียร์ที่นั่งปัดฝุ่นเริ่มหน้าบึ้งตึง กลิ่นสาบหมาป่าจางๆ ที่ลอยมาตามลมทำให้ความอดทนของเขาขาดสะบั้น
“ข้าเสียเวลามามากพอแล้วกับการนอนดมกลิ่นหมาเปียกๆ แถวนี้…”
แวมไพร์หนุ่มยันกายลุกขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“เดี๋ยว!! เซเวียร์…พวกเราต้องทำตามแผน” จิณะโห้าม
“แผนการของเ้ามันน่าสมเพชเกินกว่าที่จะให้าาอย่างข้าเสียเวลาไปมากกว่านี้…ในเมื่อพวกหมาน้อยมันไม่ยอมออกมานำทาง ข้าก็จะขึ้นไปล้างเผ่าพันธุ์พวกมันให้สิ้นซากซะ!!”
สิ้นเสียง…ร่างของราชันแวมไพร์ก็ทะยานขึ้นฟ้าประดุจดาวตกย้อนศร แรงอัดอากาศซัดเอาฝุ่นฟุ้งกระจาย ทิ้งให้สามสาวยืนตะลึงอยู่เบื้องล่าง
ตูมมม…!!
ใจกลางหมู่บ้านบนยอดราบในป่าลูมิเนียสั่นะเืเลื่อนลั่นภายใต้แรงกระแทกมหาศาลจากฟากฟ้า แสงแดดยามกลางวันที่สาดส่องลงมาอย่างหนักหน่วงสะท้อนกับฝุ่นละอองที่พุ่งกระจายขึ้นไปในอากาศจนดูเหมือนเป็เมฆสีน้ำตาลขนาดใหญ่
แรงะเิจากการร่วงหล่นของ ‘มัจจุราชผมสีเงิน’ ทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็หลุมกว้างลึก กวาดเอาเศษกระท่อมไม้ผุๆ ให้ปลิวหายไปในพริบตา
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่แผดเผา ฝูงมนุษย์หมาป่านับร้อยที่กำลังพักผ่อนอยู่ในเงามืดของกระท่อมต่างพุ่งพรวดออกมากลางแจ้ง
ร่างกำยำล่ำสันที่เปลือยเปล่าของพวกมันสะท้อนแสงแดดจนเห็นมัดกล้ามและรอยแผลเป็ชัดเจน สัญชาตญาณสัตว์ร้ายสั่งให้พวกมันแยกเขี้ยวเตรียมพร้อม แต่กลับต้องหยุดชะงักลงด้วยความสับสน
พวกมันตีวงล้อมหลุมั์นั้นไว้ด้วยความระแวดระวัง ดวงตาที่วาวโรจน์จ้องเขม็งฝ่าไอความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาเพื่อดูว่าสิ่งใดกัน ที่กล้าบุกรุกเข้ามากลางดงของพวกมันในยามตะวันโด่เด่เช่นนี้
ทันใดนั้น แสงอาทิตย์ที่ตกลงมาก็กระทบเข้ากับเส้นผมสีเงินของร่างเบื้องล่าง…ประกายเจิดจ้าเสียจนแทบจะบาดตา สะท้อนเงาโลหะที่ดูเย็นเยียบสวนทางกับอากาศที่ร้อนระอุ
ปรากฏร่างของาาแวมไพร์ พร้อมกลิ่นอายคุกคามที่แผ่ออกมาจากหลุมนั้น รุนแรงและเยือกเย็นเสียจนพวกมนุษย์หมาป่าต้องถอยกรูดไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เซเวียร์เงยหน้าขึ้น เนตรสีโลหิตฉายแววเบื่อหน่ายอย่างปิดไม่มิด เขาจ้องมองไปยังเหล่าไลแคนร่างั์ที่แยกเขี้ยวขู่คำรามรอบตัว ก่อนจะทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด…
“เมี้ยว…เมี้ยวๆๆๆ มานี่ม่ะเ้าเหมียว…”
แวมไพร์หนุ่มจึ๊ปากพลางกวักนิ้วเรียกหมาป่าร่างั์ที่อยู่ใกล้ที่สุดประดุจกำลังเรียกแมวบ้าน
“ไหน…มาให้ข้าดูซิว่า แมวน้อยตัวไหนพอจะช่วยแก้เบื่อให้ข้าได้บ้างไหม?”
“โฮก…ครั่งงง!! ข้าคือไลแคน!! ไม่ใช่แมว!!”
ไลแคนตัวหนึ่งเส้นด้ายแห่งความอดทนขาดผึง กระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงหมายจะฉีกคอคนปากดี ทว่าเซเวียร์เพียงแค่เบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหวประดุจขนนก
เขาใช้ฝ่ามือฟาดก้านคอของมันจนกระดูกหักดัง กร๊อบ!! ก่อนจะเตะส่งร่างั์นั้นปลิวไปกระแทกกระท่อมจนพังพินาศ
“โอ๊ะ…โทษที มือข้าลั่นไปหน่อย พอดีไม่ชอบแมวที่ส่งเสียงดังน่ะ”
เซเวียร์แค่นยิ้มกวนประสาท พลางหันไปมองไลแคนตัวอื่นที่เหลือ
“มีใครอยากจะมา ‘เหมียว’ กับข้าอีกไหม?”
“หยุดมือเดี๋ยวนี้!! เ้าผู้เสียสติ!!”
เสียงคำรามนั้นไม่ได้เป็เพียงเสียงะโ แต่มันคือคลื่นความถี่ต่ำที่ทรงอำนาจจนอากาศรอบด้านสั่นะเื แม้แต่ใบไม้ในป่าลูมิเนียยังหยุดไหวเอนราวกับขยาดกลัวต่อประกาศิตนั้น
เงามืดจากกระท่อมหลังใหญ่ที่สุดค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นร่างมหึมาของ ‘เฟนริร์’ จ่าฝูงผู้นำเผ่าไลแคนผู้เกรียงไกร
เขาก้าวเท้าออกมาท่ามกลางแสงแดดยามเที่ยงวันที่ตกกระทบลงบนเส้นขนสีเงินบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ได้ดูสากกร้านเหมือนสัตว์ป่าทั่วไป แต่กลับเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเส้นลวดเงินที่ถูกขัดเงาจนเงาวับสะท้อนแสงอาทิตย์
ร่างของเขาสูงตระหง่านกว่าสองเมตรครึ่ง มัดกล้ามเนื้อที่หนาแน่นดุจก้อนเหล็กขยับเยื้องอย่างทรงพลังตามจังหวะการก้าวเดิน ราวกับมีพายุที่อัดแน่นอยู่ภายใต้ิัหนานั้น
รอยแผลเป็จางๆ ที่พาดผ่านดวงตาข้างซ้ายไม่ได้ทำให้ดูเสียโฉม แต่มันคือตราประทับแห่งชัยชนะจากสมรภูมินับร้อยที่เขาเคยผ่านมา
ดวงตาสีทองอำพันดุจนักล่าที่อยู่เหนือสุดของโซ่อาหารจ้องเขม็งไปยังแขกไม่ได้รับเชิญด้วยประกายแสงที่เยือกเย็นแต่ดุดัน
บนลำคอหนาประดับด้วยสร้อยเขี้ยวอสูรโบราณที่ร้อยเรียงด้วยทองคำหยาบๆ ขับเน้นให้ดูมีสง่าราศีดุจาาป่าเถื่อนที่กาลเวลาไม่อาจสยบได้
แรงกดดันิญญาที่แผ่ออกมานั้นหนักอึ้งเสียจนมนุษย์หมาป่ารอบๆ ต่างพากันก้มหัวลงต่ำด้วยความยำเกรง ทิ้งไว้เพียงเงาร่างสีเงินั์ที่ยืนตระหง่านท้าทายแสงตะวันประหนึ่งรูปสลักของเทพเ้าาในคราบเดรัจฉาน
“เ้ากล้าดีอย่างไร? มาเรียกนักรบผู้เกรียงไกรแห่งลูมิเนียว่าแมว!! ข้าจะฉีกเนื้อเ้าออกเป็ชิ้นๆ!!”
“ว้าว…แมวตัวนี้ขนสวยดีนะเนี่ย”
เซเวียร์ปรายตามองอย่างพิจารณา
“แต่เสียดาย…กลิ่นสาบแรงไปหน่อย ท่าทางจะต้องโดนจับ ‘ทำหมัน’ ให้เข็ด จะได้เลิกส่งเสียงดังเสียที!!”
เฟนริร์คำรามกัมปนาทจนปฐีสะท้าน เขาโถมกายมหึมาทะยานเข้าใส่ดุจะุปืนใหญ่ กรงเล็บั์ระดมตวัดฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งดุจพายุคมมีด หมายจะฉีกกระชากทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้แหลกลาญลงในพริบตา
ทว่าเซเวียร์กลับเคลื่อนกายหลบหลีกไปมาดุจขนนกที่ล่องลอยในพายุ เขาจงใจละเว้นการโจมตีและไม่คิดจะสวนกลับ เพียงแต่ใช้เนตรสีโลหิตสะกดรอยตามทุกท่วงท่า เพื่อรอคอยจังหวะที่เหยื่อจะเผยจุดตายออกมาเอง
เมื่อเห็นศัตรูเอาแต่พลิ้วหลบไปมาประดุจเงาที่จับต้องไม่ได้ จ่าฝูงไลแคนก็เริ่มร้อนรนจนโทสะเข้าบดบังทัศนวิสัย ความชะล่าใจทำให้เขาตัดสินใจทุ่มเดิมพันทุกอย่างไว้กับท่าไม้ตายสุดท้าย
เฟนริร์เหวี่ยงร่างมหึมาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท้าทายแสงแดด หมุนตัวควงสว่านกลางเวหาเพื่อรีดเร้นแรงเหวี่ยงมหาศาล หมายจะสะบัดลูกเตะอัดเข้าเต็มใบหน้าของเซเวียร์อย่างแม่นมั่น…เพื่อซัดศีรษะของาาแวมไพร์ให้แหลกละเอียดในคราวเดียว
ทว่า…เซเวียร์เพียงแค่ย่อตัวก้มหลบอย่างใจเย็น ในจังหวะที่ขาทรงพลังของเฟนริร์เหวี่ยงผ่านไป และกึ่งกลางลำตัวที่ไร้สิ่งปกปิดเปิดกว้างท้าทายสายตา…ราชันแวมไพร์ก็ถือกำเนิดลูกถีบย้อนศรทันที!!
“ลูกถีบ…สูญสิ้นเผ่าพันธุ์!!”
เปรี้ยงงง!!
เสียงวัตถุบางอย่างแตกละเอียดดังสนั่นก้องกังวานไปถึงจิติญญา ทำเอาเหล่าไลแคนผู้น่าเกรงขามนับร้อยต้องทรุดฮวบกุมเป้าด้วยความหนาวสั่นที่แล่นพล่านขึ้นถึงสมอง
ร่างั์ของจ่าฝูงชะงักกึกกลางอากาศ ตาเหลือกโพลง ใบหน้าบิดเบี้ยวจนเสียรูปทรง ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นดัง ตุบ!!
เฟนริร์นอนชักกระตุกเร่าๆ น้ำลายฟูมปาก มือทั้งสองกุมกึ่งกลางลำตัวไว้สุดชีวิตก่อนจะหมดสติไปอย่างอเนจอนาถที่สุดในประวัติศาสตร์ไลแคน
เซเวียร์ยืดตัวขึ้นช้าๆ พลางใช้มือปัดเศษฝุ่นออกจากปลายเท้าข้างที่เพิ่งใช้พังทลายพวง์ของจ่าฝูงไปอย่างเืเย็น
เขาเสยเส้นผมสีเงินที่ยุ่งเหยิงให้กลับมาเข้าที่ด้วยท่าทางนิ่งเฉย ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่เต็มไปด้วยความสมเพชและสะใจออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ฮา...ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะอันโอหังนั้นดังกัมปนาทไปทั่วทั้งยอดเขาที่ตกอยู่ในความเงียบงัน ก่อนที่เขาจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจดุจจอมมาร…
“ฟังให้ดี!! ไอ้พวกหมาขี้เรื้อนทั้งหลาย!! พวกเ้าบังอาจนักที่ริอาจขโมยสาวงามอันคือสมบัติล้ำค่าของข้า มาซ่อนไว้ในรังโสโครกแห่งนี้!!”
เซเวียร์ในร่างที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิดยืนตระหง่าน ยืดอกโชว์สัญลักษณ์แห่งบุรุษเพศอันเกรียงไกรอย่างภาคภูมิใจต่อหน้าเหล่าไลแคนนับร้อย
“ในเมื่อพวกเ้ากล้าลองดีกับราชันอย่างข้า…วันนี้ข้าจะ ‘เจี๋ยน’ พวกเ้าทิ้งทุกตัวให้สิ้นซาก เป็การลงโทษที่พวกเ้าบังอาจมาแตะต้องของๆ ข้า!!”
สิ้นคำประกาศ รังสีสังหารสีเืแผ่ซ่านไปทั่วป่าลูมิเนีย ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนในใจของเหล่าไลแคนที่บัดนี้…อนาคตของเผ่าพันธุ์ได้มอดไหม้ไปพร้อมกับลูกถีบนั้นเรียบร้อยแล้ว