หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    เล่มที่ 2 บทที่ 55 ค่ายกลผนึกเจ็ดสี

            บทที่ 55 ค่ายกลผนึกเจ็ดสี

            “หวือ”

            หวังฉีวิ่งไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกขมขื่นในใจเขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้ชายหนุ่มชุดดำที่เดิมทีควรถูกจัดการได้อย่างง่ายดายกลับกลายเป็นผู้ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของฝั่งตรงข้าม!

            ในที่สุดหวังฉีก็ตระหนักถึงความจริงที่ว่าแม้แผนการจะรัดกุมมากแค่ไหนมันก็กลายเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้นเมื่อเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งที่แท้จริงและชายหนุ่มชุดดำที่น่าสะพรึงกลัวคนนั้นยังคงไล่ตามเขามาติดๆ!

            “หวือ…”

            เย่อู๋เชวียกระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มกำลังเขารู้ว่าต้องไม่ปล่อยอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉีตูหนีไปได้มิฉะนั้นด้วยความเจ้าเล่ห์ของฝ่ายตรงข้ามคนผู้นี้จะต้องชักนำยอดฝีมือที่แข็งแกร่งอีกหลายคนมารังควานพวกเขาอย่างแน่นอน!

            “โม่หงเหลียน เจ้าเด็กชุดดำฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าหวังฉีจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้!”

            ดวงตาของหวังฉีเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองแต่เขาก็ไม่มีความกล้าที่จะมองย้อนกลับไปเพราะไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในขณะนี้เย่อู๋เชวียกำลังจะเข้าถึงตัวของเขาแล้ว!

            ร่างทั้งสองอยู่ห่างกันประมาณสิบวาและระยะห่างของพวกเขาก็กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง!

            “บัดซบ! หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าจะถูกตามทันในสิบลมหายใจเท่านั้น!”

            ความผันผวนอันทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังเขากำลังเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆและหัวใจของหวังฉีก็จมดิ่งลงอย่างสมบูรณ์!

            ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของหวังฉี ไอสังหารแวบเข้ามาในดวงตาของเขาจากนั้นแหวนเก็บของในมือซ้ายของเขาก็สว่างขึ้นเล็กน้อยมีของสองสิ่งปรากฏขึ้นในมือขวาของเขาอย่างแรกคือตราประทับร้อยเมืองที่ปลดปล่อยแสงสีฟ้าอ่อน และอีกอย่างคือสิ่งที่คล้ายกับผลลำไยสามเม็ด!

            “ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะปล่อยข้าไปถ้าเช่นนั้นเราก็มาสู้กันให้ตายไปข้าง!”

            มีรอยยิ้มที่น่ากลัวปรากฏขึ้นที่มุมปากของหวังฉีจากนั้นฝีเท้าของเขาก็หยุดลงอย่างกะทันหันและหันกลับมาเผชิญหน้ากับเย่อู๋เชวียตรงๆ

            “ข้ายินดีมอบตราประทับร้อยเมืองให้ขอแค่เจ้าปล่อยข้าไปเท่านั้น!”

            เสียงของหวังฉีดังขึ้นในหูของเย่อู๋เชวียอย่างชัดเจนแต่เย่อู๋เชวียไม่ได้มีความลังเลแม้แต่น้อยกำปั้นสีทองของเขายังคงพุ่งเข้าหาหวังฉีโดยไม่รอช้า!

            เมื่อเห็นการกระทำของเย่อู๋เชวียดวงตาของหวังฉีก็ฉายแววความเหี้ยมโหดอย่างชัดเจน!

            ‘ตราบใดที่เจ้าเข้ามาในระยะสิบวา!ด้วยลูกปัดสามเม็ดนี้อย่างน้อยที่สุดมันควรจะตัดแขนเจ้าได้สักข้าง!’

            ใบหน้าของหวังฉีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแม้ว่าเขาจะสามารถทำร้ายเย่อู๋เชวียได้แต่ในขณะเดียวกันมันก็จะเป็นการทำร้ายตัวเขาเองด้วย

            “ฮู้!”

            “เข้ามาเจ้าหนู!”

            เมื่อเย่อู๋เชวียกำลังจะเข้าไปในระยะสิบวาจากร่างของหวังฉีทันใดนั้นร่างของเขาหยุดลงอย่างกะทันหันดวงตาที่สดใสของเขาจ้องมองไปยังหวังฉีผู้เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและกล่าวว่า

            “โยนตราประทับร้อยเมืองของเจ้ามาตรงนี้”

            ระยะห่างระหว่างทั้งสองในตอนนี้ห่างกันเพียงสิบวาและคำพูดของเย่อู๋เชวียก็กระแทกใบหูของหวังฉีราวกับเสียงฟ้าผ่า!

            ‘ไอ้สารเลวนี่ดูเหมือนจะมีสติปัญญาเฉียบคมไม่น้อย!’

            หวังฉีไม่เข้าใจว่าทำไมเย่อู๋เชวียจึงหยุดความเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันแต่เขาก็ไม่กล้าผลีผลาม

            “เจ้าไม่ต้องการแลกตราประทับร้อยเมืองเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง?เป็นไปได้ไหมว่าคำพูดก่อนหน้านี้เป็นเพียงเหยื่อล่อให้ข้าตายใจ”

            ดวงตาของเย่อู๋เชวียเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างถึงที่สุด!

            หวังฉีมีไหวพริบราวกับสุนัขจิ้งจอกและเย่อู๋เชวียได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วเขาไม่มีทางยอมเชื่อว่าหวังฉีจะยอมจำนนอย่างแน่นอน

            หวังฉีตระหนักได้ทันทีว่าแผนการของเขาถูกฝ่ายตรงข้ามมองออกหมดแล้วในตอนนี้สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในขณะที่กล่าวอย่างเศร้าโศกว่า!

            “เจ้าเป็นใครกันแน่?”

            หวังฉีอดไม่ได้ที่จะถามเขารู้สึกพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์เมื่อยืนอยู่ต่อเย่อู๋เชวีย เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของคนเช่นนี้มาก่อนหากเย่อู๋เชวียเป็นคนจากร้อยเมืองหลักมันเป็นไปไม่ได้ที่หวังฉีจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของฝ่ายตรงข้าม

            เมื่อได้ยินคำพูดของหวังฉีเย่อู๋เชวียก็ยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า

            “ในเมื่อเจ้าอยากรู้ ข้าจะบอกให้…”

            “โฮก!”

            ขณะที่เย่อู๋เชวียกล่าวถึงตรงนี้ภาพธรรมของพยัคฆ์สีทองเก้าตัวก็ปรากฏตัวในความว่างเปล่าพวกมันกระโจนเข้าหาหวังฉีด้วยความเร็วที่ยากจะหลบเลี่ยงได้!

            “แย่แล้ว!”

            หวังฉีพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหลบการโจมตีจากพยัคฆ์ทั้งเก้าตัวที่พุ่งเข้ามา!

            “บูม”

            หวังฉีก็รู้สึกหวานวูบในลำคอและกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกว่ามือขวาของเขาว่างเปล่าตราประทับร้อยเมืองของเขาได้หายไปแล้ว!

            “แค่กๆ…”

            หวังฉีกระอักเลือดออกมาอีกครั้งในขณะที่พยายามยืนให้มั่นคงเขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองแต่พยายามค้นหาว่าตราประทับร้อยเมืองของเขาอยู่ที่ไหน!

            “ในเมื่อเจ้ามอบตราประทับร้อยเมืองให้แล้วข้าก็จะเมตตาปล่อยเจ้าไปสักครั้ง ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า”ปราณสีทองจางหายไปพร้อมกับคำพูดของเย่อู๋เชวีย

            หวังฉีมองชายหนุ่มชุดดำที่อยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดผวาเขามองเห็นด้วยสายตาของตัวเองว่าตอนนี้ปราณสีฟ้าจากตราประทับร้อยเมืองของเขากำลังถูกดึงดูดเข้าสู่ตราประทับของฝ่ายตรงข้ามดวงตาของหวังฉีเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธในขณะเดียวกันความอัปยศอดสูก็จู่โจมหัวใจของเขาอย่างรุนแรง!

            เดิมทีเขาต้องการใช้ตราประทับร้อยเมืองเป็นเหยื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามบุกเข้ามาจากนั้นเขาจะใช้ลูกระเบิดสามเม็ดฉีกกระชากร่างกายของเย่อู๋เชวียให้แหลกเป็นชิ้นๆแต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าแผนการของเขาจะถูกมองทะลุได้อย่างง่ายดาย!

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หวังฉีก็ตระหนักได้ว่านอกเหนือจากตราประทับร้อยเมืองของเขาแล้วลูกระเบิดทั้งสามเม็ดก็ยังหายสาบสูญไปจากมือของเขาด้วย

            “ครืน…”

            ……….

    คล้ายกับเรื่องหมื่นจักรภพสยบราชันย์ ที่คุณอ่าน