สามคนนั่งดื่มสุรากันอย่างสบายอารมณ์ ได้ไม่นาน ความคาดไม่ถึงก็บังเกิดขึ้น บริเวณระเบียงสามารถมองเห็นห้องอื่นที่อยู่ชั้นสองด้วยกัน มีบุรุษสองคนที่เหมือนจะมาใหม่ จ้องมองกลุ่มของปู้มั่วเสวียนที่นั่งอยู่ระเบียงด้วยสีหน้าเอือมระอา
"เ้าดูสิ ชิงไคคบสหายได้น่าสนใจจริงเสียด้วย ไม่ถึงวันก็พากันมาดื่มสุรากันแล้ว ฮาฮ่าฮ่า"
สวีเหรินอู๋ เอ่ยบอกหูซิวหยางที่ยืนอยู่ข้างกายตน หูซิวหยางมองกลุ่มของปู้มั่วเสวียนด้วยสายตาไร้อารมณ์ ในใจก็นึกเหยียดหยามที่สตรีผู้นี้ไร้มารยาทเพียงนี้ ทำตัวเหมือนพวกขี้เมา เหตุการณ์ที่เป่ยซูอา ทำให้เขารู้สึกสนใจนางขึ้นมาบ้าง หูซิวหยางมองตรงไปยังปู้มั่วเสวียนอีกครั้ง
ปู้มั่วเสวียนคล้ายจะรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องมายังตนมันคล้ายกับเหมือนพวกมุ่งร้ายที่กำลังหวังคิดปลิดชีพตนเสียอย่างนั้น ปู้มั่วเสวียนหันไปมองยังจุดที่ตนรู้สึกถึงการจับจ้อง ที่แท้ก็เ้าหนุ่มสองคนนั้นนี่เอง ห้องกลางใหญ่เป็สองคนนี้จองไว้จริงเสียด้วย ดูแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ
ปู้มั่วเสวียนมองไปยังทิศทางอื่นทำให้ สหายและน้องชายของนางหันไปมองด้วยเช่นกัน
ปฏิกิริยาของทั้งสองคนดูจะคล้ายคลึงกันยิ่ง นั้นคือใ
"พวกเ้ารู้จักสองคนนั้นหรือ"
"ระ...รู้จักขอรับ"
ปู้เฉินต่งเอ่ยออกมาตอบคำถามพี่สาวของเขาทันที เหตุใดพี่สาวเขาจึงถามคำถามเช่นนี้ทั้งที่พี่สาวน่าจะรู้จักสองคนนั้นดีเป็ที่สุดเพราะคล้ายจะเคยเห็นนางก็อยู่ร่วมกับกลุ่มสตรีที่คลั่งไคล้บุรุษรูปงาม
"คงจะดังไม่น้อย"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยขึ้นมาแล้วยกกาสุราเทใส่ปากไม่สนสายตาใครอีก สายตาตนมองไปเห็นเด็กหญิงอายุสิบสองกำลังยืนอยู่ที่กลางถนนคล้ายเหม่อลอย แล้วข้างหน้าก็เหมือนจะมีม้าเร็วควบมาด้วย ควบม้ากลางเมืองเช่นนี้ดูจะไม่สมควรสักเท่าไหร่เสียงกรีดร้องของผู้คนบนถนนเพราะต้องรีบหลบทางให้ม้าเร็วนั้นอย่างกะทันหัน
ปู้มั่วเสวียนยื่นกาสุราให้ปู้เฉินต่งรับไว้ แล้วตัวเอาก็ดึงม่านที่อยู่บริเวณระเบียงลงมาผูกระหว่างระเบียงกับตัวของนาง ไม่เพียงปู้เฉินต่งและหูชิงไคที่สงสัย บุรุษทั้งสองที่มองมาก็สงสัยไม่ต่างกัน ดูประหลาดนัก อยู่ๆ ก็เอาผ้าม่านมาพันตัวเองไว้ หูชิงไคคิดเช่นนี้เมื่อเห็นสหาย คงจะเมาหนัก แล้วสายตาของหูชิงไคก็แอบเหลือบมองไปยังสองคนที่อยู่ระเบียงทางนั้น
ปู้มั่วเสวียนะโลงไปด้วยความรวดเร็ว เมื่อถึงพื้นก็ปลดผ้าม่านแล้วพุ่งตรงวิ่งเข้าไปอุ้มตัวเด็กหญิงผู้นั้นขึ้นมาแต่ม้าตัวนั้นก็ถูกควบมาด้วยความเร็ว บุรุษที่อยู่บนรถม้าตอนแรกก็สนุกสนานเห็นคนวิ่งหลบตนเองแต่สตรีตรงหน้านั้นทำไมถึงไม่หลบ หากไม่หลบก็ต้องตายเป็แน่แล้วที่คิดเช่นนี้เพราะเขาไม่อาจบังคับม้าตัวนี้ให้หยุดได้อีกแล้ว ความคึกคะนองเป็เหตุโดยแท้
ปู้มั่วเสวียนที่พุ่งออกไปด้วยความเร็วทำให้พาเด็กหญิงคนนั้นรอดจากความตายมาอย่างหวุดหวิด
ชายบนม้าปิดตาแน่นม้าที่ควบก็เหมือนจะยอมหยุดหลังจากผ่านพ้นตัวเด็กหญิงผู้นั้นไปแล้ว ทุกคนคาดว่าเด็กหญิงคนนั้นคงต้องาเ็สาหัสเป็แน่แท้ไม่ก็คงจะตายไปแล้ว ฝุ่นตลบอบอวลทำให้บริเวณนั้นไม่สามารถมองเห็นไปชั่วขณะ
ปู้มั่วเสวียนวางเด็กหญิงอายุสิบสองคนนี้ลงนั่งแต่นางกอดปู้มั่วเสวียนเสียแน่นทำให้ต้องแกะโดยไว ก่อนที่ทุกคนจะมองเห็นว่าตนเป็คนช่วยเด็กหญิงนางนี้
"ฮือ ข้ากลัว อย่าไปนะ"
ปู้มั่วเสวียนขมวดคิ้วแล้วรีบลุกขึ้น อะไรกันเมื่อกี้ยังมีสายตาเหม่อลอยแต่ตอนนี้กลับจ้องมองมาที่ตนด้วยสายตาสดใส เด็กคนนี้คิดจะเล่นอะไรกัน ปู้มั่วเสวียนขมวดคิ้ว ชีวิตตัวเองยังไม่รักแล้วตนจะไปสนใจทำไมกัน
ปู้มั่วเสวียนลุกขึ้นไม่สนใจ สะบัดฝุ่นบนชุดของตนออกให้หมดทั้งไม่พูดสิ่งใดอีกและหันหลังเดินจากไป
ปู้มั่วเสวียนเดินกลับขึ้นไปยังชั้นสองของร้านโดยไว ไม่คิดว่าจะมีคนไม่รักชีวิตตนเองมากเพียงนี้ เด็กหญิงคนนั้นคงจะอายุไม่ยืนเป็แน่
ปู้มั่วเสวียนกลับมาหาน้องชายและสหายที่มึนงงว่านางไปไหนมาเมื่อครู่เกิดเหตุการณ์เสี่ยงเป็เสี่ยงตาขึ้น ปู้มั่วเสวียนอดเห็นไปพร้อมกันแล้ว
"เ้าไปไหนมากัน"
หูชิงไคเอ่ยถามปู้มั่วเสวียนที่เดินกลับเข้ามานั่งกรอกสุราลงปากต่อ
"ข้าเมา เลยคิดว่าตนเองมีปีก"
"เ้านี่ ไม่ประมาณตนเลยเชียว อันตรายจริงๆ แต่เมื่อครู่เกิดเื่อันตรายยิ่งกว่า เด็กหญิงนางนั้นเกือบจะจบชีวิตเพราะเด็กหนุ่มบนม้านั้นโดยแท้"
หูชิงไคกล่าวออกไปเช่นนี้เพราะไม่มีใครทันเห็นว่าปู้มั่วเสวียนพุ่งเข้าไปช่วยเด็กหญิงนั้นไว้ ยกเว้นสายตาหนึ่งที่จ้องมายังปู้มั่วเสวียน หูซิวหยางไม่ได้สนใจเหตุการณ์หน้าระเบียงแล้วแต่เขากลับมองไปยังปู้มั่วเสวียนด้วยความสนใจยิ่งกว่าเดิม
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงเมื่อครู่ดังลั่นทันที นี่เป็การบ่งบอกแล้วว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือนี่ ช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก
"ฮือ ข้าเกือบจะตายไปแล้ว แต่มีคนมาช่วยข้าไว้ แล้วก็จากไป กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา"
เด็กหญิงนางนั้นร้องไห้คล้ายเด็กเอาแต่ใจไม่น้อย บุรุษบนม้าตัวนั้นได้ยินเสียงร้องไห้ก็รีบลงมาดูตัวว่าเด็กหญิงผู้นั้นยังรอดอยู่จริงๆ หากนางรอดบิดาก็จะไม่เอาเื่เขาแล้ว ฮาฮ่าฮ่า
"เ้ารอดเพราะดวงยังไม่ถึงฆาตโดยแท้"
บุรุษผู้นั้นยืนกล่าวกับเด็กหญิงที่พึ่งรอดตาย อย่างไม่รู้สึกผิดสักนิด
"เ้าต้องรับผิดชอบ "
"รับผิดชอบอะไรกัน ข้ายังไม่ทำอะไรเ้าสักนิด "
"หากไม่รับผิดชอบ ข้าจะไปร้องเรียนทางการและให้บิดามารดาเ้ารับรู้แล้วลงโทษเ้าด้วย "
สีหน้าของบุรุษยามนี้กลับกลายเป็เคร่งเครียดทันที เด็กหญิงนี่เหตุใดจึงรู้จุดอ่อนของเขากัน
"คุณหนูเ้าคะ ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่ เหตุใดจึงเกิดเื่น่าใเช่นนี้กัน"
สาวใช้ของเด็กหญิงนางนั้นเอ่ยขึ้นมาทันทีที่วิ่งเข้ามาถึง นางเพียงแค่เดินหลงไปเพียงครู่เดียวคุณหนูก็เกิดเื่เสียแล้ว สาวใช้นางนั้นพยุงเด็กหญิงนางนั้นขึ้นมา
"นี่คุณชายจอมเกเรข้างจวนขอเรานี่เ้าคะ "
"พวกเ้ารู้จักข้าหรือ "
"รู้จักสิเ้าคะ คุณชายจอมเกเรที่ไม่เห็นหัวใครเช่นท่าน ใครจะจำไม่ได้ คุณหนูที่อยู่ในจวนตลอดไม่สมควรจะเจอหน้าเขาเลยเ้าค่ะ กลับกันเถอะเ้าค่ะ"
บุรุษที่ถูกเรียกว่าคุณชายข้างจวนรู้สึกเหมือนตัวเองโดนด่าเช่นนั้น หากคนพวกนี้อยู่ข้างจวนจริงก็น่าจะรู้ว่าเขามักจะโดนบิดา ทำโทษบ่อยเป็แน่ มิน่าถึงรู้เื่ของเขา
"กลับไปก็ดี เฮอะ"
"ไม่ เ้าต้องรับผิดชอบ"
ผู้คนที่อยู่รอบด้านเห็นว่าไม่มีใครเป็อะไรก็สลายตัวไปนานแล้ว เหมือนมาดูเด็กทะเลาะกันเช่นนั้นแหละ ไร้สาระเสียจริง
"เ้าจะเอาอะไร "
"เ้าต้องพาข้าไปหาคนที่ช่วยเหลือข้าเมื่อครู่ "
"มีคนช่วยเ้าหรือ?"
"ใช่สิ รีบตามข้าขึ้นไปชั้นบนของร้านเลิศรสิตี้ "
เด็กหญิงนางนั้นเดินคล่องขึ้นมาทันที นำหน้าคนอื่นขึ้นไปยังร้านเลิศรสิตี้โดยไว