82.แผนร้าย II
“หึๆ ไว้ใจผมได้เลยครับท่านนายพล เรื่องแบบนี้ผมไม่เคยพลาดอยู่แล้ว”ผู้พันขาวพูด“ต่อไป ให้น้องเขี้ยว นำกำลังตำรวจ ส่วนหนึ่งขอเข้าตรวจค้นป้อมนั้นทันที เพื่อไปหยั่งเชิงพวกมันดูก่อน และหาข่าวเกี่ยวกับพวกมันให้มากที่สุด”ผู้นำกล่าวพร้อมกับมองไปยัง ผู้พันเขี้ยว“ได้ครับนาย พรุ่งนี้เช้าผมจะจัดการทันที”มันรับปากอย่างแข็งขัน“และพวกที่เหลือ เตรียมกำลังพลของเราให้พร้อม เราจะบุกป้อมของมันในอีก 3 วัน”“ครับ!” เสียงตอบรับดังขึ้นมาพร้อมกัน“เลิกประชุม!!”ประธานกล่าวก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายออกไป เหลือเพียงผู้นำ และ นารา คนสนิทของนายพลดอน ผู้นำสูงสุดของกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังแก๊งลายไทย“นารา มีข่าวอะไรสำคัญบ้างหรือเปล่า ช่วงนี้” นายพลดอนถามออกมา“มีครับนาย แก๊งหมาดำ มันบุกหมู่บ้านแก้งเรื่อง ฆ่าคนเป็นผักปลาจับผู้หญิงไปเป็นทาสมากมาย ผู้ชาย เด็ก คนแก่ มันฆ่าทิ้งหมด”“หือ พวกมันทำไปทำไม”นาพล ดอนครุ่นคิด“มีข่าววงในบอกว่าพวกมันกำลังตามหาเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะเกิดมา ที่หมอผีของป้อมมันต้องการตัวผู้หญิงที่ท้องแก่ เพราะเด็กที่จะเกิดมามีดวงเป็นพรายบริวารที่แข็งแกร่ง แต่ไม่เจอทั้งแม่ทั้งเด็ก แม้จะฆ่าล้างหมู่บ้านก็ยังหาไม่เจอ”ร้อยเอกนาราพูด“เฮ้อ!...”ดอนถอนหายใจออกมา โลกมันเปลี่ยนไปแล้วคนเราก็ต้องเปลี่ยนตาม ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอดชีวิต คนอ่อนแอก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่นตลอดไป“มีข่าวอื่นอีกไหม”ดอนถามออกมา“มีครับ กองทหารกว่า หมื่นคน เข้าตีป้อมบัณฑิต แต่เอาไม่ลง แตกพ่ายกลับไปครับ ตอนนี้ทางทหารกำลังเปลี่ยนเป้าไปเป็นป้อมอิสระ ระดับ 4 ที่อำเอดอนมดแดงครับ”นาราพูด“ป้อมนั้นมันของใคร พอจะรู้หรือเปล่า”“เป็นของกำนันศุภโชค”รายนั้นอิทธิพลไม่น้อยหน้าใครเลยในตอนนี้ คนทั้งอำเภอเข้าร่วมกับป้อมเจดีย์สองสมเด็จกันหมด แถมลูกน้องหลายคนเป็น หน่วยรบพิเศษ ที่ปลดประจำการมาแล้ว คราวนี้คิดว่าฝ่ายทหารคงเจอของแข็งเจ้าให้แน่ๆ”นาราพูด“หึ! พูดวิเคราะห์ได้ฉะฉานราวกับเป็นเจ้าของป้อมมาเองเลยนะ นารา”นายพลดอนชม“ผมได้ส่งคนแทรกซึมเข้าไปตั้งแต่ 15 วันก่อนแล้วครับ ตอนนี้พวกเขาก็แจ้งข่าวมาเรื่อยๆ”“ดีมาก สมกับที่เป็นคนสนิทฉัน ทำงานได้รอบคอบมาก”ดอนกล่าวชมอีกครั้ง“ยังมีอีกเรื่องครับท่าน”“อะไร”“ต้นไม้ประลาดที่น้ำตกห้วยหลวง มีข่าววงในบอกว่ามันเป็นต้นเทวาลัย ตอนนี้ทุกๆป้อมน่าจะรู้ข่าวนี้กันหมดแล้ว และผมคิดว่าทุกคนคงต้องการที่จะแย่งชิงเอามันมาแน่”นาราพูด“ต้นเทวาลัย เหรอ!น่าสนดีนี้ แต่ตอนนี้มันไม่มีประโยชน์กับฉันแล้วและเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปชิงมันมา”ดอนพูด“ทำไมครับ!” นาราถามอย่างไม่เข้าใจในความหมาย“นาราน้องรัก พี่จะบอกอะไรให้นะน้อง ถ้าอะไรมันไม่มีประโยชน์กับตัวเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง ถึงมันจะมีประโยชน์กับคนในป้อมเราก็จริง แต่ ลูกน้องที่มันซื่อสัตย์จริงๆนะไม่มีหรอก หากวันใดที่ข้า อ่อนแอกว่าพวกมัน มีหรือที่พวกมันจะไม่เหยียบหัวข้าขึ้นไป เอ็งก็จำไว้ให้ดีน้องรัก” ดอนพูดสอนมวยลูกน้องคนสนิท“เข้าใจแล้วครับ”นาราพูด“หึๆๆหน้าที่ของเจ้าคือแจ้งทุกกรมกองให้เตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับการรบถึงเราจะไม่ไปแย่งชิงกับพวกมัน แต่เราจะให้คนของเราแทรกซึมเข้าไปหาข่าว เพื่อประเมินสถานการณ์ การปะทะกันของพวกมัน” ดอนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม แววตาฉายความเจ้าเล่ห์ออกมาเป็นครั้งแรก นาราขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ“หึๆ เราจะเข้าแทงพวกที่อ่อนแอจากสงครามเพื่อแย่งป้อมของพวกมัน”ดอนพูดออกมาแผ่วเบานาราได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา แววตาของเขานับถือ และเลื่อมใสในความฉลาดของผู้เป็นนายขึ้นไปอีกขั้น ป้อมทมิฬวิทย์หลังจากที่กลับมาถึงแล้วก็แยกตัวออกจากสองสาวทันที เขาถือเนื้อย่างถุงใหญ่เดินดุ่ยๆ มุ่งตรงไปที่อาสมอาจารย์ดำ อาสมใหม่ของแกอยู่ใกล้ๆกับป่าดอนปลายนาของเขา ตอนนี้พื้นที่ตรงนี้มีป่าขึ้นทึบไปหมด หลังอาสมไปไม่ไกลนัก มองเห็นเงาต้นตะเคียนใหญ่ที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องกระทบทำให้เห็นเป็นเงาตะคุมๆ สูงตระง่านโผล่พ้นป่าขึ้นมา อย่างน่าเกรงขามยิ่ง ที่นั้นวิทย์เจอดีมาแล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่คิดที่จะไปลองดีอีกครั้ง อาสมของอาจารย์ดำตั้งติดๆกันกับอาสมของอาจารย์เขียวเลย เหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาก็ตั้งรกรากกันอยู่รอบๆอาสมนี้แหละ ไม่มีใคร เข้าอยู่ในอาคารของหอคอยเลย ทุกคนต่างชอบวิถีแบบดั่งเดิมของตน คือตั้งรกรากอยู่กับดินกับป่า ทำนาปลูกผัก ใช้ชีวิตตามวิถี ดั้งเดิม ไม่คิดจะย้ายไปอยู่คอนดงคอนโด เลยแม้แต่น้อย หน้าอาสม อาจารย์ดำกับอาจารย์เขียวนั่งอยู่บนแคร่ ด้านล่างเป็นกองไฟ ที่ไอ้จ้อย กับผองเพื่อนก่อ เพื่อย่างไก่ ย่างปลาที่พวกมันหามาได้ ตอนนี้ปลาที่เสียบไม้ย่างอยู่กำลังจะสุขได้ที่ ห่างออกไปไม่ไกลนักมีเงาคนเดินดุ่มๆเข้ามา...“อาจารย์ทำอะไรกันอยู่ครับ”วิทย์รองทัก“อ่าววิทย์ เป็นไงบ้างไปในเมืองมา” อาจารย์ดำถามยิ้มๆ“ตามที่อาจารย์ทำนายมานั้นแหละ มีเรื่องกัน แต่สาวๆจัดการแล้ว ผมไม่เกี่ยว”วิทย์พูด“ฮ้าๆๆ เอ็งนี้ไปไหนก็มีแต่เรื่องจริงๆ”อาจารย์ดำพูดก่อนจะหัวเราะออกมา ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของทุกคนนที่อยู่ที่นี้“เฮาๆๆ ผมมีเนื้อย่างมาฝาก 3 ชุดใหญ่ แต่ไม่มีกระทะย่างมาให้นะ”วิทย์พูด“อ่าว แบบนี้ก็ย่างไม่ได้สิอาจารย์วิทย์”เป็นจ้อยที่มารับเนื้อย่างไป พูดขึ้น“ย่างไม่ได้ก็จิ้มจุ่มเอาไง”เพื่อนมันออกความเห็น“เออวะ หม้อขังผีอาจารย์ดำมีเยอะแยะยืมมาต้มซักหม้อเป็นไง”วิทย์พูดออกมาขันๆ“อ๋อ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”จ้อยพูด แล้วเดินดุ่ยๆเข้าไปใต้กระไดอาสมอาจารย์ดำร้องด่าตามหลังมันไปทันควัน“เฮ๊ย!ไอ้จ้อย หม้ออื่นมีเยอะแยะ เอ็นจะไปฟังคำไอ้วิทย์มันทำไม ประเดี๋ยว ข้าเพ่นกบาลเอ็งแยกเป็นสองเสี่ยง อย่าไปยุ่งกับหม้อสะกดผีข้า ไปเอาหม้อต้ม หม้อหุงข้าวในครัวเลย เอ็งนี้มัน...”อาจารย์ดำบ่นมันยาวเหยียด ทุกคนก็หัวร่อขึ้นมาอีกครั้ง“อาจารย์ข้าฝากดูป้อมด้วยนะข้าจะไปอำเภอนาจหลวยซักสองวัน ถึงจะกลับมา”วิทย์พูดเข้าเรื่อง“เออ เอ็งจะรีบไปทำไมวะ เห็นอาจารย์ไนทบอกว่าอีกตั้ง 4 วันผลไม้นั้นถึงจะสุขไม่ใช่เหรอ”อาจารย์ดำถามมา“ไปดูต้นทางไว้ก่อนนะอาจารย์แล้วก็ข้ารู้สึกไม่ดีตงิดๆยังไงก็ไม่รู้ เหมือนมันมีอะไรรอข้าอยู่แถวๆนั้น ข้าเลยจะไปดูให้แน่ใจเสียหน่อย”วิทย์ตอบกลับมา เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังดลใจเขาให้ไปที่นั้นจริงๆ“เออ ไม่ต้องห่วงที่นี้ให้มันมากนักหรอก ผีบริวารที่นี้มันแรก ฮ้าๆๆๆ” อาจารย์ดำหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ“แล้วเอ็งจะไปเมื่อไร”อาจารย์ดำถาม“ตอนนี้แหละอาจารย์ ข้าจะรีบไปรีบกลับ”วิทย์ตอบก่อนจะหันไปมองรถ Harley 5 คันที่จอดอยู่ใต้ถุนอาสมอาจารดำ 4 คัน เป็นของวิทย์ มี -STREET BOB™ 1,745CC 1 คัน-HERITAGE CLASSIC 114 1,868CC 1 คัน- ROADSTER™1,202CC 1 คัน คันนี้เป็นคันที่เขาชอบที่สุด และวันนี้เขาจะขี่มันไป ชั่วอึดใจต่อมาเสียงรถเครื่องก็กระหึ่มขึ้นท่ามกลางความมืด รถคันหรูแล่นออกไปตามท้องถนนทิ้งป้อมอันมืดมิดเอาไว้เบื้องหลัง เช้าตรู..เสียงไก่โต้ขันดังลั่นออกมาจากด้านในป้อม บ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้าแล้ว ถึงด้านนอกจะสว่างโล่ แต่ภายในป้อมยังคงไว้ด้วยบรรยากาศเหมือนเช้ามืดอยู่อย่างนั้น เมฆสายฟ้ายังคงปกคลุมกำแพงป้อมอยู่ตลอดเวลา หากไม่สายโด่งจนดวงอาทิตย์ลอยขึ้นมาพ้นแนวกำแพงเมฆ มีรึแสงแดดจะส่องลอดกลุ่มเมฆเหล่านั้นเข้ามาได้ ตรงทางเข้าหน้าป้อม มีโครงกระดูก 2 ตน นั่งก้มหน้า หลับในท่าชันเข่ามีดาบไม้สีดำเป็นมันเงาพาดเอาไว้บนบ่า ร่างของมันถูกคลุมเอาไว้ด้วยชุดคลุมหรือจะเรียกเศษผ้าดี มันดูเก่า เก่าเสียยิ่งกว่าเศษผ้าที่ชาวบ้านใส่ให้หุ่นไล่กาตามทุ่งนา ประตูสีดำขนาดใหญ่โตปิดสนิท พวกมันสองร่างนั่งประจำอยู่เสาประตูทั้งคนละข้าง นิ่งเงียบ ไร้วี่แววของผู้คน หรือสิ่งมีชีวิต มีเสียงของเมฆสายฟ้าดังครืนครันออกมาตลอดเวลา บรรยากาศสลัวๆ ทำให้ที่นี้ถูกขนานนามว่าป้อมผีสิง และไม่มีใครที่จะใจกล้าพอที่จะเข้ายังละแวกนี้นัก เช้านี้มีคณะเดินทางผ่านเข้ามา 2-3 กลุ่ม เหมือนจะจงใจไม่ได้มาด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง เดินรวมกลุ่มกันมา ราวๆ 5 คน ชาย 3 หญิงสองคน พวกเขามาถึงที่ทางเข้าป้อม“เอ้ย!เพื่อน ป้อมนี้เหรอวะ ที่เอ็งชวนพวกเรามาเข้าร่วม บรรยากาศมัน ยังไงๆอยู่น่า”ชายร่างใหญ่พูดขึ้น มันมีร่างกายใหญ่โตบึกบึน ราวกับนักกล้าม และเป็นนักรถที่ถนัดการต่อยตีเป็นที่สุดเพราะเป็นนักมวยเก่ามาก่อน สองสาวที่ตามมาด้วยใช้ธนูเป็นอาวุธคู่มือ ชายฝาแฝดที่ชวนพวกมันมาต่างใช้มีดกันทั้งคู่“เอาน่า ที่นี้แหละ มาไม่ผิดที่หรอก”หนึ่งในฝาแฝดพูด ก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไป“นี้บรรยากาศชวนขนลุกแบบนี้ไม่ไหวหรอกพี่สัน”หญิงสาวผมสั้นพูดขึ้น“เอาน่าน้องแนนไหนๆก็มาแล้ว ไอ้สองแฝดนั้นก็จ่ายเงินพวกเรามาแล้วยังไงเราก็ต้องมา เงินดีขนาดนี้”ไอ้สันร่างยักษ์มันกระซิบคู่ขาผมสั้นของมัน“อย่าปอดน่าที่รัก เรามีพี่สันมาด้วย ไม่ต้องกลัวอะไรหรอก อิอิ”สาวผมแดงพูดกับเพื่อนของเธอ ที่ตอนนี้กำลังสั่นกลัวเพราะบรรยากาศของที่นี้“ไม่ไหววะแก แกดูนั้นสิ เมฆนั้นมันอึมครึมอยู่ตลอดเวลาเลย ไหนจะกำแพงสีดำน่ากลัวนั่นอีก หมอกก็ลงเยอะ ขนาดสายโด่งป่านนี้แล้วยังมองไม่เห็นประตูทางเข้าเลย แล้วยังมีอากาศเย็นๆพิลึกนี้อีกมันทำให้ฉันขนลุกไปหมดทั้งตัวแล้ว”เธอพูดละล่ำละลักออกมาท่าทางเหมือนจะร้องให้ออกมาอยู่รำไร