บทที่46
สันนิษฐาน
ไคหยางเป็นเขตติดทะเล ที่ตั้งของกองทัพเรือและคลังแสงอีกทั้งยังเป็นท่าสำหรับติดต่อค้าขายขนาดใหญ่ฉันยังสงสัยว่าทำไมสมาคมการค้าไปอยู่ที่เทียนเฉวียนไม่ใช่ที่นี่ ก็ได้คำตอบว่าไคหยางเน้นการค้าระหว่างแคว้นมากกว่า
ลมทะเลในฤดูหนาวเย็นแบบโหดร้ายฉันไม่อยากอยู่ข้างนอกทีละนานกว่าห้านาที
“ทางนี้เป็นเขตของกองทัพ”คุเรไนกล่าวเมื่อเราผ่านรั้วเข้ามา “การจะเข้าไปลึกกว่านี้จำต้องมีใบอนุญาต...ซึ่งโชคดีที่ข้ามีตั๋วผ่านตลอดติดตัว”
ฉันอยากขำแต่หนาวหน้าชาจนขำไม่ออก
ฮวาหนิงเหอ น้องชายของหนิงหลงตกลงยอมให้พวกเราเข้าพบเมื่อเข้าไปในห้องทำงานก็เห็นชายที่หน้าตาคล้ายหนิงหลง เพียงแต่โครงหน้าดูแข็งกร้าวกว่าเขามองมาที่พวกเราด้วยสายตาเย็นชาอารมณ์ที่สัมผัสได้จากอีกฝ่ายคือความเคลือบแคลงสงสัย รวมทั้งความโกรธ ซึ่งฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนเพิ่งพบหน้ากันถึงได้มีความรู้สึกแบบนี้
“ขอโทษนะคะ” ฉันรีบเขียนคนอ่านเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“ท่านจะขอโทษก่อนแนะนำตัวอีกรึ?”อีกฝ่ายพูดด้วยเสียงดังก้อง “ข้าคือฮวาหนิงเหอ เป็นแม่ทัพของที่นี่พวกท่านมีธุระอะไรกับข้า?”
เสียงของเขามีพลัง การวางตัวดูมีอำนาจสมเป็นแม่ทัพ
“ข้ากับแม่นางอยากทราบเรื่องพี่ชายของท่านฮวาหนิงหลง”
“ทำไมข้าต้องตอบ?”
“ท่านไม่มีความจำเป็นต้องตอบเพียงแต่เราไปถามคำถามเดียวกันที่บ้านของท่านที่เทียนซูทุกคนพูดว่าฮวาหนิงหลงตายไปแล้ว ท่านเองก็จะพูดอย่างนั้นหรือ?”
“ทางที่ดี ชาวโทโคโยะอย่างท่านควรเอาจมูกออกไปให้พ้นเรื่องของผู้อื่น”ฮวาหนิงเหอเดินอ้อมโต๊ะทำงาน ความโกรธคุกรุ่น เป็นคนอารมณ์ร้อนต่างจากหนิงหลงอย่างสิ้นเชิง“ไม่เช่นนั้นข้าจะกักตัวท่านไว้แล้วส่งกลับแคว้น”
“ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้”
“ทำไมจะทำไม่ได้? แค่ทำให้ความน่าเชื่อถือของท่านเสียหายข้าทำได้อยู่แล้ว”
“พอเถอะค่ะคนที่อยากรู้เรื่องท่านหนิงหลงคือข้าเอง” ฉันเอาปลายด้ามพู่กันจิ้มไหล่ฮวาหนิงเหอเรียกความสนใจของเขาชายหนุ่มปัดมือฉัน
“แล้วท่าน...เป็นอะไรกับพี่รั่วหลาน?ทำไมถึงมาอยู่กับชาวโทโคโยะ?” พูดเสร็จเขาก็ค่อยๆ ดันฉันถอยจากคุเรไน
“อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรั่วหลาน”
“...” อีกฝ่ายขมวดคิ้ว “แล้วท่านเป็นอะไรกับนาง?”
ฉันไม่รู้จะตอบยังไงให้ผู้ชายน่ากลัวคนนี้เชื่อฉันตอนนี้ในใจเขามีแต่ความหงุดหงิดสับสน เพียงแต่ไม่แสดงออกทางสีหน้าเลยสักนิด
“เรื่องมันยาวเอาเป็นว่านางเป็นคนตระกูลอินที่ไม่ทราบเรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนในครอบครัวคำตอบดีพอไหม?” คุเรไนเข้ามาช่วย
“ประมาณนั้นค่ะ”
หนิงเหอถอนหายใจยาวและนั่งลงบนเก้าอี้ของตนช้าๆ
“พวกท่านมาหาผิดคนแล้วข้าไม่เข้าใจเช่นกันว่าเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้นกับพี่รั่วหลานได้อย่างไร”
“...”
ความเศร้าและความคิดถึงเอ่อล้นจากใจ
“ถ้าอย่างนั้นพอจะบอกได้ไหมคะว่าเหตุใดท่านหนิงหลงจึงออกจากครอบครัว?”
หนิงเหอเม้มปาก มองไปที่ประตูด้านหลังไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่เขายังไม่ยอมเปิดปาก
“ทราบมาว่ารั่วหลานทะเลาะกับท่านหนิงหลงก่อนเกิดเหตุมีความเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่มีทาง! ท่านพี่ไม่มีทางเป็นสาเหตุให้พี่รั่วหลานตาย ทั้งสองมีใจให้แก่กัน...ไม่มีทาง” หนิงเหอเหมือนจะจมลงไปในเก้าอี้ “ย่อมได้ข้าจะแก้ไขความเข้าใจผิดของท่านเอง ท่านพี่หนิงหลงเป็นพี่ชายคนรอง...ลูกชายคนที่สองของบ้าน ไปเรียนนอกแต่เด็กและกลับมาเรียนต่อในแคว้น ที่นั่น ท่านพี่ได้กลับมาพบกับพี่รั่วหลานซึ่งเคยเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ”
เรื่องนี้รู้อยู่แล้วฉันจ้องขณะอีกฝ่ายเล่าต่อ
“หลังจากนั้นมีข่าวลือว่าตระกูลอินของพี่รั่วหลาน... เข้าไปเกี่ยวข้องกับโทโคโยะ”
“...?!” คุเรไนสูดหายใจ “...ในแง่ที่ว่า...เป็นสายสืบ...?”
หนิงเหอปรายตามองชายต่างแคว้นก่อนจะพยักหน้า
“พี่รั่วหลานกดดันมากกับข่าวลือปลอมทัศนคติที่คนในสถาบันมีต่อพี่รั่วหลานเปลี่ยนไป ข้าทราบว่านางไปปรึกษากับท่านพี่ก่อนจะเกิดเหตุ”
“หลังจากนั้น...?”
“หลังจากนั้นนางเสียชีวิต”หนิงเหอตบโต๊ะ “จะอะไรอีก?”
“แล้วท่านหนิงหลง?”
“ท่านพี่มีพันธะกับพี่รั่วหลานแน่นอนว่าย่อมโดนหางเลขในข้อกล่าวหาต่อตระกูลอิน อีกทั้งหลังเรียนจบไม่มารับราชการสุดท้ายออกจากครอบครัวไปเอง หลังจากนั้นโดนบิดาตัดสินว่าตายไปแล้ว”
“ทราบไหมคะว่าผู้ใดใส่ร้ายตระกูลอิน?”ฉันถามต่อทันทีในระหว่างที่เขายังอยู่ในอารมณ์อยากเล่า
“ตระกูลสั่วรับใช้ใกล้ชิดโอรสสวรรค์ยิ่งกว่าตระกูลฮวา ข้ามาอยู่ไกล ไม่ทราบรายละเอียดนักแต่จำได้ว่าบุตรชายตระกูลนั้นมักมาหาเรื่องพี่รั่วหลานเพราะทำผลการเรียนได้ดีกว่าตนมันมีพวกมากหลาย ข้าจำได้แม่นว่าหนึ่งในนั้นคือหานต้าเวย”
ฉันมองหน้าคุเรไนหานต้าเวยคือคนที่โจมตีเราในตรอกย่านนางโลมและกล่าวหาว่าอินรั่วหลานเป็นอาชญากรขายชาติที่ต้องถูกจับ
หรือการใส่ร้ายนั้นจะ...
“ตระกูลสั่วรับใช้ใกล้ชิดโอรสสวรรค์ยิ่งกว่าตระกูลฮวาได้ยินไหม? ทางที่ดีท่านเก็บข้อสรุปนั้นไว้กับตัวเองจะดีกว่า อย่าได้พูดหรือเขียนออกมาให้ชาวโลกเห็น”หนิงเหอพูดดักคอ “หากไม่มีอะไรจะถามแล้ว พวกท่านทั้งสองไปจากที่นี่เสีย”
“ข้าทราบว่าที่นี่ไม่ใช่โรงแรมแต่อย่างน้อยขอนั่งให้คลายหนาวไม่ได้เลยหรือ?” คุเรไนถามหนิงเหอถอนหายใจหนักก่อนไล่พวกเราไปยังโรงอาหาร
ฉันกับคุเรไนนั่งดื่มชากันเงียบๆชายหนุ่มยกแขนขวาเท้าคาง
“การตายของรั่วหลานคงเป็นการฆาตกรรม”
“แต่คนที่รู้คาถาระเบิดนั้นมีไม่กี่คนเองนี่คะ?”
“เจ้าพูดถูก ข้อหนึ่งตระกูลสั่วกับตระกูลอินไม่มีความแค้นกันหากฆ่ารั่วหลานเพราะความแค้นระหว่างตระกูลก็ไม่สมเหตุสมผลอีกทั้งการฆ่าใครคนหนึ่งเพียงเพราะทำผลงานในโรงเรียนได้ดีกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากที่โยงกลับมายังตนเองได้โดยง่ายข้อสอง คนตระกูลสั่วไม่น่าจะรู้จักคาถาที่ใช้ในสมัยสงครามเหยากวง”เขาเคาะนิ้วมืออีกข้างกับโต๊ะ“แต่ข้ายังอดสงสัยไม่ได้ว่ามีคนวางแผนการตายของรั่วหลานเอาไว้แล้วหรือเปล่าอาจจะไม่ใช่การตายในรูปแบบของการที่พลังเวทตีกลับ แต่เป็นการตายในแบบอื่น”
ฉันหน้าซีด
“ถูกรังแก” แล้วก็เขียนต่อไม่ออก...เพราะฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดี
คุเรไนเห็นสีหน้าฉันก็พยายามเปลี่ยนเรื่อง
“หากไม่ใช่ความแค้นระหว่างตระกูลก็คงเป็นเหตุอื่นบางทีรั่วหลานอาจรู้อะไรเข้าจึงมีคนต้องการปิดปากนางการสร้างข่าวลือว่าตระกูลนางร่วมมือกับโทโคโยะเป็นอาวุธชั้นดี เพราะหากโดนตราหน้าว่าเป็นศัตรูของชาติหรือขายชาติก็เท่ากับโดนคำสั่งประหารแล้ว เป็นการปิดปากนางได้อย่างสวยงาม”
“เพราะอย่างนั้นหรือคะตระกูลสั่วถึงเข้าใกล้โอรสสวรรค์ได้” ฉันเขียน “หมายความว่าตระกูลสั่วกำจัดคู่แข่ง?”
“ข้าไม่กล้าพูดอะไรมากในแผ่นดินซิงกวน”ชายหนุ่มถอนหายใจ “ตระกูลสั่วอาจเป็นคนขายชาติเสียเองและอยากได้แพะรับบาปพร้อมกำจัดคนที่รู้ความลับของตนข้าไม่ทราบ”
ฉันนึกทบทวนสิ่งได้รู้มายังติดใจว่าหนิงหลงเกี่ยวข้องกับความตายของรั่วหลานยังไงเขาทำอะไรไว้ก่อนที่เธอจะเสีย?
การที่เขาเรียกฉัน...เรียกอีกร่างของรั่วหลานมาที่นี่...คงเพราะเขาอยากคุยเรื่องตอนนั้นให้รู้เรื่องไม่สิ เขาเคยพูดว่า คำพูดที่เขาพูดกับฉันคือคำที่เขาอยากพูดกับรั่วหลานและคำที่เขาพูดบ่อยคือ...
ขอโทษ
หนิงหลงต้องการขอโทษรั่วหลานมาโดยตลอดเขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ขอโทษคนที่ตายจากไปแล้ว
พอคิดแบบนั้นความรู้สึกที่มีต่อหนิงหลงก็ชัดเจนขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าเขาต้องการอะไร
“แม่นาง...” คุเรไนเอ่ยเรียกแต่พอดีมีคนทักจากด้านหลัง
“เจ้าเป็นคนโทโคโยะรึ?”
คนทักเป็นชายร่างเล็ก รูปร่างล่ำสันใบหน้าคม คิ้วเข้ม มีสันกรามชัดเจนเขามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่และกล่าวแนะนำตัวเอง
“ข้าชื่อโทโก จูไดมาจากโทโคโยะเช่นกัน”
“ท่านเป็นคนโทโคโยะ?” คุเรไนเลิกคิ้ว“เชิญนั่งสิ เหตุไฉนท่านจึงมาอยู่ในกองทัพที่นี่?”
“ข้าอาศัยอยู่ที่ไคหยางมาได้สิบปีเป็นล่ามประจำฐานทัพนี้” โทโก จูไดนั่งเยื้องพวกเรา ดวงตาสีเข้มจ้องมองคุเรไนและคุเรไนก็จ้องเขากลับ
“...สีผม...”
“สีผมเราเหมือนกัน”คนมาใหม่กล่าวพลางยกมือสางผม “คาดไม่ถึงว่าจะเจอคนจากเกาะแห่งนั้นที่นี่อีก”
“เกาะแห่งนั้น? ท่านหมายถึงอะไร?”คุเรไนยื่นตัวมาข้างหน้า ท่าทางเกาะแห่งนั้นจะไม่ได้หมายถึงโทโคโยะแต่เป็นที่อื่นคุเรไนเคยพูดว่าเขาเกยตื้นที่หาดของโทโคโยะ หรือว่า...
โทโกเลิกคิ้ว พูดต่อเสียงเบา
“ท่านจำอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือเรื่องเกาะต้องสาปที่เป็นบ้านเกิดของพวกเรา?”
คุเรไนนิ่งไป โทโกถือว่านั่นเป็นคำตอบจึงเริ่มเปิดปากเล่า
“ข้ากับท่านมาจากเกาะต้องสาปคนภายนอกเรียกมันว่าเกาะหมอก สถานที่ซึ่งคนที่เผลอเดินเรือเข้าไปจะไม่ได้กลับออกมาอีกถูกกักตัวอยู่ในเกาะหลังม่านหมอกตลอดกาลทุกคนที่อาศัยที่นั่นเป็นลูกหลานของคนที่พลัดหลงเข้าไปในเกาะดังนั้นไม่เคยพบเห็นโลกภายนอก”
เล่ามาถึงตรงนี้เขาสำรวจสีหน้าของคุเรไนว่ามีวี่แววจะระลึกได้หรือไม่แต่คุเรไนยังนั่งฟังต่อด้วยความสนใจเหมือนกำลังฟังนิทาน
“...กระทั่งวันหนึ่งมีเรือสำรวจหลงเข้ามา นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้พบกับคนจากโลกภายนอก แม้จะเข้ามาอยู่ในม่านหมอกแต่คนบนเรือลำนั้นไม่เคยยอมแพ้กับการหาทางกลับออกไปข้าจึงอยากเดินทางออกไปยังโลกภายนอกกับพวกเขา”
“หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
“เราออกมาเจอพายุ เรือแตก ข้าและพวกพ้องได้เรือสินค้าของโทโคโยะลำหนึ่งช่วยไว้และหลังจากนั้นข้าเดินทางไปมาระหว่างสองแคว้น จนกระทั่งมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่”โทโกเล่า “ท่านจำอะไรเกี่ยวกับการหนีจากเกาะไม่ได้เลยหรือ?”
คุเรไนส่ายหน้า
“ข้าเกยตื้นอยู่ที่ชายหาดของโทโคโยะท่าทางเรือของท่านและเรือของข้าจะไม่ใช่ลำเดียวกัน”
“แน่นอน ไม่อย่างนั้นข้าต้องจำท่านได้แต่น่าแปลก... เกาะนั้นไม่ได้มีคนมากมาย แต่ข้ากลับไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลยในชีวิตทั้งที่เราน่าจะอายุไล่เลี่ยกัน”
ฉันเริ่มสับสนเช่นกัน หรือนี่จะเหมือนในนิยายที่เกาะประเภทนั้นมักมีเวลาแปรปรวนทำให้คนจากต่างยุคหลงมาพบกันได้?
ทั้งสองคนยังคุยกันอีกสักพักก่อนจะบอกลา
“ไม่ถามอะไรแล้วเหรอคะ?” ฉันนึกว่าเขาจะคุยกับคนบ้านเดียวกันต่ออีกสักนิดเพราะมันคืออดีตที่สูญหายไปของคุเรไน แต่ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ข้ารู้สึกเหมือนเติมเต็มอดีตที่หายไปได้แต่ปัจจุบันนี้ข้าคือคามิอาสึมะ คุเรไน และข้ามีเรื่องต้องทำอีกมากมายไว้วันหน้าข้าค่อยเขียนจดหมายมาหาเขา ขอให้เล่าเรื่องของสถานที่ซึ่งข้าจากมาอีกเมื่อใดก็ได้”