เกมชะตาที่ไม่อาจคาดเดา
่เวลาที่ฉันอยู่ที่สถานีตำรวจเป็เวลาสองเดือนนั้น ฉันรู้สึกผิดหวังและเครียดมาก ทนายบอกฉันว่าสารเสพติดที่ฉันมีในประเทศญี่ปุ่นนั้น พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบว่ามันเป็ของแท้หรือไม่ แต่ใช้ปริมาณสารเสพติดที่พบมาตัดสินโทษ นี่ทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวัง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันหวังว่ามันจะไม่ใช่สารเสพติดของแท้และหวังว่าโทษจำคุกจะลดลง แต่สุดท้ายฉันต้องยอมรับและเคารพกฎหมายของประเทศนี้
ทนายบอกฉันว่าอย่าซื้อของใช้เยอะ เพราะถ้าเ้าหน้าที่ส่งฉันไปฝากขังที่โตเกียว ของที่ซื้อจากตรงนี้จะนำเข้าไปใช้ตรงนั้นไม่ได้ ทนายผู้หญิงช่วยเหลือฉันเป็เงินจำนวน 2500 เยนเพื่อให้ฉันไปซื้อผ้าอนามัย เพราะที่นี่ไม่ได้อาบน้ำทุกวันและมันดูไม่สะอาดสำหรับผู้หญิง แม้ว่าจะมีของให้ฟรี แต่ความสะอาดนั้นไม่เพียงพอสำหรับฉัน
ห้องส้วมไม่มีน้ำให้ล้าง มีแค่ทิชชูให้เช็ด ซึ่งเป็อะไรที่หดหู่มาก ทุกวันฉันนอนไม่หลับและโรคกรดไหลย้อนของฉันที่เป็มาั้แ่อยู่เมืองไทยก็แย่ลง เ้าหน้าที่ตำรวจเมตตาพาฉันไปหาหมอและได้รับยารักษาจากแพทย์ ทุกอาทิตย์ฉันจะได้ตรวจสุขภาพกับคุณหมอที่สถานีตำรวจ และได้รับยาพาราเซตามอลทุกวัน
ฉันนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องและอ่านหนังสือที่สถานทูตบริจาคมา มีคนไทยคนหนึ่งบอกฉันว่าอย่าห่วง ทำตัวดี ๆ แล้วจะได้กลับบ้านเร็ว อดทน ฉันได้แต่ร้องไห้และรู้สึกกลัวทุกครั้งที่คิดถึงที่ใหม่ที่ฉันจะถูกย้ายไป
อาหารที่สถานีตำรวจมีแค่ข้าวขาว แต่ถ้าเข้าคุกแล้ว ฉันจะไม่ได้กินข้าวขาวเลย ฉันจึงไม่อยากกินอาหารเลย ร่างกายของฉันซูบผอมไปมาก เ้าหน้าที่บอกว่าฉันดูดีขึ้น แต่เขาหารู้ไม่ว่าฉันตรอมใจ
วันสุดท้ายที่เ้าหน้าที่มาสอบปากคำ ฉันไม่พูดอะไรเลย เพราะรู้ว่าไม่ว่าฉันพูดอะไร เขาก็จะตัดสินฉันเต็มอยู่แล้ว ฉันยอมรับในสิ่งที่ฉันได้ทำและไม่พูดอะไรอีก
วันที่ถูกย้ายตัวไป ฉันได้รับการเจาะเืและได้รับชุดใหม่ ทุกอย่างดูแปลก ฉันนอนไม่หลับและผมร่วงเยอะมากทุกวัน อาหารที่นี่ไม่เหมือนที่สถานีตำรวจ เป็อาหารที่ปรุงจากครัวที่นี่ ฉันได้นอนคนเดียว ทำให้รู้สึกสงบ ไม่มีใครมากวนใจ
ทนายผู้หญิงถามฉันว่า้าอะไร ฉันบอกว่าขอพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และไม่นานเธอก็ซื้อให้ แม้ว่าจะหาภาษาไทยไม่เจอ ฉันได้แต่ขอบคุณทนายผู้หญิงที่ช่วยเหลือและให้กำลังใจตลอดเวลา
หลังจากนั้น ฉันถูกส่งไปยังห้องขังและไม่สามารถนอนหลับได้เพราะเสียงคนโหยหวนร้องไห้ ศาลนับโทษจำคุกให้ฉันเป็เวลา 180 วัน ั้แ่วันที่โดนจับในวันที่ 1 เมษายน ่เวลาที่อยู่ในสถานีตำรวจสองเดือน ศาลไม่ได้หักลดโทษให้ฉัน ชีวิตฉันดูเหมือนจะสูญเสียอีกครั้ง ฉันรู้สึกท้อแท้ แต่ต้องทำใจยอมรับ ใช่…มันอาจจะพูดง่าย แต่การทำใจมันยากมาก กับคำพิพากษา 8 ปี ปรับ 2,000,000 เยน ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ให้ทำงานใช้หนี้ค่าปรับวันละ 5000 เยน ซึ่งก่อนหน้านี้ทนายบอกว่าค่าปรับนั้นวันละ 10,000 เยน นั่นรวมกันแล้วโทษจำคุกฉันเกือบ 10 ปีเลยนะ พอศาลตัดสินเสร็จฉันลงมาข้างล่างทนายมาเยี่ยมแล้วฉันบอกว่าฉันรับไม่ได้ที่ต้องทำงานวันละ 5000 เยน ฉันจะไปที่ศาลอุทธรณ์ต่ออีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เขาช่วยลดค่าปรับให้ฉัน ทนายบอกฉันว่าคงเป็ไปไม่ได้แต่ก็ลองดู ทนายได้แต่บอกฉันว่าอดทนนะอย่าไปมีปัญหากับใครนะ คุณจะได้รับการลดโทษแล้วจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ และถ้ามีอะไรก็ให้เขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังได้นะที่นามบัตรที่ออฟฟิศนั่นแหละ ฉันได้แต่ขอบคุณทนายทั้งสองคนไป แล้วฉันก็กลับเข้าห้อง ความรู้สึกในใจฉันนั้นรู้ว่าถึงฉันจะพูดทุกอย่างเขาก็จะทำตามที่ตัดสินใจไปแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น ท่านกงสุลและเลขาของท่านมาเยี่ยมฉัน ท่านปลอบใจและเล่าเื่ราวหลายอย่างให้ฟัง พร้อมบอกว่าจะส่งซองจดหมาย กระดาษเขียนจดหมาย และแสตมป์มาให้ หากมีอะไรให้ช่วยก็ให้ฉันเขียนจดหมายไปหาสถานทูต ไม่นานฉันก็ได้รับซองจดหมาย แสตมป์ และหนังสือนิตยสารเพิ่มอีกสามเล่มให้ฉันอ่านพอให้หายคิดถึงบ้าน ท่านกงสุลยังบอกว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่มีความหมาย เพราะศาลอุทธรณ์ส่วนมากจะยืนยันคำตัดสินของศาลชั้นต้น ฉันกลืนน้ำตาลงข้างในและทำใจยอมรับ ไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป
ฉันบอกเ้าหน้าที่ว่าขอยกเลิกการอุทธรณ์ แต่ไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งเ้าหน้าที่อีกคนช่วยดำเนินการให้ ฉันได้รับจดหมายตอบกลับจากศาลในวันที่ 8 มีนาคม 2016 ซึ่งศาลนับโทษจำคุกให้ฉันเป็เวลา 186 วัน
ก่อนหน้านั้น หมอได้ตรวจเืฉันและบอกว่าฉันไม่ได้เป็โรคเบาหวาน ฉันทำงานในเดือนเมษายนและได้รับเงินเดือน 730 เยน เดือนพฤษภาคม 846 เยน เดือนมิถุนายน 1,294 เยน และเดือนกรกฎาคม 1,246 เยน เ้าหน้าที่ให้ฉันพับถุงกระดาษและเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีสิทธิ์เบิกใช้ และฉันยังโดนพนักงานแกล้งหลายครั้ง โดยเอางานที่ทำผิดพลาดมาใส่ในลังของฉัน เ้าหน้าที่จึงตัดเงินเดือนฉัน ฉันรู้สึกหดหู่มากเพราะตัวฉันเองไม่ได้ทำ
ฉันภาวนาอโหสิกรรมให้กับคนที่ทำร้ายฉัน
ในวันที่พยาบาลเจาะเืก่อนย้ายไปเรือนจำ ฉันรู้สึกกลัวว่าจะเจออะไรบ้าง แต่พยาบาลบอกว่าฉันไม่ได้เป็โรคเบาหวาน เวลาที่ใกล้จะเข้าเรือนจำใกล้มาถึงแล้ว ฉันรู้สึกกลัวและกังวล แต่ฉันก็ภาวนาให้เจอคนดี ๆ และเตรียมตัวสำหรับชีวิตในเรือนจำ
วันนั้นเป็วันที่ฉันถอดเสื้อทำงานแล้วรู้สึกปวดแขนขวามากจนเขียนหนังสือไม่เป็ตัวอักษรซีกขวาทั้งซีกชาไปหมดเพราะใช้แขนขวาทำงานหนักแล้วฉันก็แน่นขึ้นหน้าอกจากอาการของโรคกรดไหลย้อน ฉันบอกเ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนยาให้ฉันถ้าไม่ทำฉันจะอดข้าวประท้วง และวันนั้นมื้อเย็นฉันก็อดข้าวประท้วงจริง ๆ พวกเขาจึงสงสารพาฉันออกไปพบพยาบาลและเ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ ฉันเล่าให้ฟังว่าแน่นหน้าอกทุกวันและขอให้หมอเปลี่ยนยาให้ เพราะฉันบอกเขาก่อนหน้านั้นประมาณสามอาทิตย์แต่ไม่มีความคืบหน้า ถ้าวันนี้หมอไม่เปลี่ยนยาให้ฉันจะอดข้าวประท้วงจนกว่าจะได้ยา พวกเขากลัวฉันตายจึงรับปากว่าจะจัดการให้ และเ้าหน้าที่มาถามฉันเื่เงินค่าปรับ ฉันบอกว่าฉันจะทำงานใช้หนี้ เ้าหน้าที่จึงบอกว่าฉันเตรียมตัวเข้าเรือนจำได้
“ฉันนั่งอยู่ในห้องขังที่เงียบงัน เพียงลำพังกับความคิดที่กัดกินใจ ความหวังสุดท้ายที่เคยมีดูเหมือนจะลอยหายไปกับสายลมหนาวของโตเกียว การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็เส้นแบ่งระหว่างความหวังและความสิ้นหวัง ฉันได้แต่ถามตัวเองว่า นี่จะเป็จุดจบหรือเป็จุดเริ่มต้นใหม่ที่รอฉันอยู่ข้างหน้า? ไม่มีใครรู้ แต่หัวใจฉันยังเต้นด้วยความหวาดกลัวและความหวังที่เลือนลาง…”