หยางลู่ซือที่ซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดเขาผงกศีรษะ ตามด้วยเสียงอ้อน “คืนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีค่ะ แต่ว่าสุนัขบางตัวกับหนีรอดไปได้ พรุ่งนี้หากอยากจะตามล่ามันคงเป็นเรื่องยาก”
รับฟังเรื่องราว หลินอู๋เฉินลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน ทำเอาหยางลู่ซือขวยเขิน ขดตัวเป็นลูกแมวในอ้อมกอด
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องรีบร้อน สุนัขอย่างพวกมันจมูกไวจริงๆ นั่นแหละ เราต้องค่อยๆ สืบเสาะหาที่อยู่ของพวกมัน จากนั้นจุดไฟเผาให้ราบ” ชายหนุ่มให้คำแนะนำ
“อื้อ…ถ้าสามีว่าอย่างนั้น ฉันก็จะไม่รีบ แต่ว่าสามีต้องช่วยนะคืนนี้”
“ช่วยเรื่อง..”
“ก็..ฝังเข็มไง ทุกครั้งที่สามีฝังเข็มให้ ฉันรู้สึกสบายตัวก็เลยอยากจะถูกฝังทุกวัน โดยเฉพาะตอนนี้ทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยๆ” หยางลู่ซือตอบตะกุกตะกัก
“ได้สิ ถอดเสื้อผ้าออกแล้วไปนอนที่เตียง”
“สามีด้วยนะ”
“หา..”
“อ้าว..ก็ฝังเสร็จแล้วจะได้อาบน้ำด้วยกันไงคะ ฉันเองก็อยากกินน้ำของคุณนะ ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว”
ใบหน้า น้ำเสียง ความเอียงอายที่ชายใดเห็นแล้วเป็นต้องปวดใจ แม้แต่หลินอู๋เฉินก็ไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นเขาเลยตามใจภรรยาปลอมๆ หนึ่งวัน ไม่สิ โดยปกติก็ทำเป็นเรื่องประจำนี่นา เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นมีอะไรกันก็เท่านั้นเอง
———-
จางเจี้ยวิ่งผ่านตึกน้อยใหญ่ มาถึงตึกร้างเงียบสงัดกลางเมือง ที่นี่ให้บรรยากาศขนลุกขนชัน เสมือนหนึ่งมีวิญญาณร้ายจำนวนมากต้องการคร่าคุณในเงามืด
หลังจากมาถึงจางเจี้ยก็วิ่งเข้าไปในตัวอาคาร โดยไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว
“จางเจี้ย หน้าตาตื่นมาเชียวนะ เกิดอะไรขึ้นกับนายกัน”
เมื่อเข้ามาก็พบกับเสียงคุ้นเคย เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ยืนพิงกำแพงทรุดโทรมในเงามืด
จางเจี้ยก้มหน้า ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ราวกับกำลังกลัวอยู่ก็ไม่ปาน
“รุ่นพี่สวีข่าย”
“รีบพูดมา ก่อนที่จะทำให้ฉันโกรธ”
“ครับ! รุ่นพี่ วันนี้ก็เป็นปกติเหมือนกับทุกวัน พวกเราออกล่าเหยื่อสาวๆ แต่ไม่คิดเลยว่าหนึ่งในคนของเราจะถูกสะกดรอยตาม เธอตามมาถึงรังลับ ไม่กลัวพวกเรา มือถือกระบี่ไล่ฆ่าเราเหมือนกับผักปลา ทำเอาลูกน้องของผมตายไปหลายคน..”
“โอ้ แสดงว่านายคือคนที่หนีรอดมาได้เพียงคนเดียวสินะ”
จางเจี้ยก้มหน้า รับรู้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากอีกฝ่าย รีบตอบกลับว่า “เปล่าครับ นอกจากผมก็มีเจิ้งหมิง”
“อ้อ…พูดต่อสิ”
“เธอไม่ใช่คนที่ผมหรือลูกน้องจะต่อกรด้วยได้ ต่อให้พวกเราล้อมเธอแล้วโจมตีพร้อมกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ เธอน่ากลัวและแข็งแกร่งจริงๆ”
สวีข่ายมองดวงจันทร์บนฟ้า ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ผ่านไปเนิ่นนานจึงได้เอ่ย “เอาล่ะ ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นผู้ฝึกยุทธ มีพลังลมปราณกล้าแกร่ง ไม่ใช่สิ่งที่พวกนายจะสู้ได้อยู่แล้ว”
“ถ้างั้นผมจะทำยังไงดี หากต้องเผชิญหน้ากับเธออีก” จางเจี้ยรู้สึกว่ามีความหวัง ดูจากคำตอบของสวีข่าย อีกฝ่ายน่าจะรู้เกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธไม่น้อย
สวีข่ายส่ายหน้า “ไม่ต้องทำอะไร แค่วิ่งหนีอย่างเดียวก็พอ”
“อะไรกัน แบบนั้นมีหวังผมได้ถูกนายท่านโกรธพอดี” จางเจี้ยตัวสั่นสะเทือนไปทั้งร่าง ใบหน้าขบเม้มกรามเป็นสันนูน ดูก็รู้ว่ากลัว-นายท่าน-ที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก
“ฮ่าฮ่า นายท่านจะต้องเข้าใจแน่ ตอนนี้มันยังไม่เหมาะที่จะปะทะกับผู้ฝึกยุทธเท่าไหร่นัก เพราะในเมืองนี้มีตัวตนที่อันตรายกว่าผู้ฝึกยุทธ หากสองคนรู้จักกัน มันคงกลายเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร” สวีข่ายกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
วันนั้นคิดว่ากำลังจะหนีออกนอกเมืองชุนเหลียนพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งที่ทำงานในตระกูลซู รักษาซูเฉียนเฉียน แต่แล้วต้องมาถูกสะกัดกั้นโดย-นายท่าน-เจ้าแห่งตะขาบ สวีข่ายจึงต้องมาติดแหงกที่นี่
“แม้แต่นายท่านก็ไม่สามารถทำอะไรได้เหรอ” จางเจี้ยตกตะลึง เพราะในสายตาของเขา-นายท่าน-ไร้เทียมทานเป็นอย่างมาก
สำหรับคำถามนั้นเนิ่นนานสวีข่ายถึงจะตอบ “เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่นายต้องกังวล ตอนนี้รู้เพียงแค่ว่าต้องเปลี่ยนที่ล่าเหยื่อก็พอแล้ว เรื่องที่เหลืออย่าไปคิดถึงมันเลย”
“ก็ได้ครับ หากมันเป็นอย่างที่รุ่นพี่พูดจริง หวังว่านายท่านจะไม่ทำโทษผมเพราะต้องปะทะกับผู้ฝึกยุทธ” จางเจี้ยเริ่มเบาใจลง
อาศัยฐานะนักเลงเก็บค่าคุ้มครองเมื่อก่อน ใครจะคิดว่าเขาจะกลายมาเป็นผู้แข็งแกร่งดังเช่นทุกวันนี้
ดังนั้นเพื่อแลกกับความแข็งแกร่ง จางเจี้ยแม้ต้องถูกสั่งสอนหรือถูกทรมานโดย-นายท่าน-ก็มีแต่ต้องทำตามคำสั่ง
หลังจากนั้นพวกเขาจึงแยกย้าย เหลือเพียงสวีข่ายคนเดียวอยู่ในตึกร้าง
“ผู้หญิงใช้อาวุธเป็นกระบี่ไว จะเป็นใครกันนะ เมืองชุนเหลียนชักจะเริ่มไม่น่าอยู่ขึ้นทุกทีสิน่า หากไม่ติดเพราะแหวนวงนี้ เราคงจะหนีไปนานแล้ว”
มองดูนิ้วมือของตัวเองที่มีแหวนตะขาบสวีข่ายถึงกับทอดถอนใจทีหนึ่ง
จริงอยู่ที่เขาอยากได้พลัง เพื่อความแข็งแกร่งยิ่งกว่าอาจารย์ เพียงแต่เป็นคนที่รักชีวิตและเงินทองมากกว่า ดังนั้นแม้เบื้องหลังถึงจะมี-นายท่าน-ทว่ายังไม่วางใจ ยังคงมองว่าตัวตนยอดยุทธในเมืองนี้อันตราย ไม่เหมาะอยู่อาศัย
————
ตื่นเช้าขึ้นมาอีกวันอยู่กับหยางลู่ซือ
วันนี้เธอสวมชุดขาวทั้งตัว แต่ยังคงไม่ใส่บาร์เหมือนเคย และนอกจากนั้นเขาเคยบอกเกี่ยวกับที่ปิดจุก แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะสวมใส่เพียงไม่กี่วันแล้วบอกว่าเปลืองเงินและไม่ชอบ จึงโยนทิ้ง แล้วไม่ใส่อะไรอีกเช่นเคย
ดังนั้นเมื่อเสื้อผ้ารัดอกอวบอึ๋มก็จะเห็นยอดชูชัน งดงามน่ามองถนัดตา
หลินอู๋เฉินอยากจะห้าม แต่ต้องจนด้วยเกล้าเพราะผู้หญิงคนนี้เหมือนเด็กๆ บอกยากเหลือเกิน
“อีกไม่กี่วันฉันก็จะกลับบ้านเกิด หวังว่าช่วงเวลาที่ฉันไม่อยู่ เธอจะทำตัวดีๆ นะ” ระหว่างนั่งทานข้าวเช้า หลินอู๋เฉินพูดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วัน
เนื่องจากเขาเรียนจบปี 1 ปิดเทอมใหญ่ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่กลับบ้านก็มักจะอยู่ที่เมือง เพื่อทำงานพาร์ทไทม์
เมื่อก่อนหลินอู๋เฉินไม่มีเงิน จึงเป็นประเภทหลัง ต้องทำงานพาร์ทไทม์ไม่ได้กลับบ้าน
“เอ๋..คุณจะกลับบ้าน งั้นในฐานะภรรยาฉันเองก็ต้องเดินทางไปด้วยสิ” หยางลู่ซือบอก ทั้งที่ปากยังคาบน่องไก่ตุ๋นโสมแดง
“เธออย่าลืมสิว่ามีเรื่องสำคัญต้องทำในเมืองชุนเหลียน เมื่อจัดการต้นเหตุของตะขาบไม่ได้ ฉันก็ยังไม่วางใจหรอกนะ” หลินอู๋เฉินยกเหตุผลมาอ้าง ทั้งที่ความจริงแค่ไม่อยากให้เธอไปบ้านด้วยก็เท่านั้น
หยางลู่ซือมีท่าทางซึมๆ จนเขาต้องเสริมว่า
“บ้านฉันไม่หนีหายไปไหนหรอกน่า เธอจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่เรื่องมนุษย์ตะขาบมันกวนใจฉันจริงๆ ถ้าหากไม่กำจัดให้สิ้นซาก มีหวังได้ยุ่งอยู่ในโรงพยาบาลจนตาย”
“เข้าใจแล้ว ถ้าหากสามีพูดแบบนี้ล่ะก็ ฉันก็คงต้องอยู่ที่นี่สินะ เพียงแต่ว่าอยากจะขออะไรคุณสักหน่อย..”
“ว่ามาสิ อยากได้อะไร”
“ฉันอยากได้รถ”
สำหรับเรื่องนี้ถือว่าง่ายมาก ดังนั้นเขาจึงผงกศีรษะทันที
“ได้สิ ฉันมีรถอยู่ในโรงจอดหลายคันเลย เธอชอบคันไหนก็เลือกเอาตามสบาย”
หยางลู่ซือส่ายหน้า เป็นเชิงตอบปฏิเสธ
“ไม่ชอบเลยเหรอ?” เขาค่อนข้างประหลาดใจ เพราะรถทุกคันที่อยู่ในโรงจอดมีราคาแพงมาก เป็นไปได้เหรอที่จะไม่ถูกใจเลยสักคัน
“ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่พวกมันคันใหญ่ไป เทอะทะน่าจะขับเข้าตรอกซอยเล็กๆ ไม่ได้ ฉันอยากจะได้มอเตอร์ไซค์สักคันน่ะ” หญิงสาวตอบ
“เอ๋..มอเตอร์ไซค์ จะขับได้เหรอ” ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลินอู๋เฉินจะกังวล เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาเธอเอาแต่เดินตลอด ไม่เคยขับรถเองสักครั้ง
“ได้สิ เดี๋ยวให้คนในสำนักต้าเทียนสอน แค่ขับมอเตอร์ไซค์คันเดียว มันไม่ยากหรอก”
“แล้วอยากได้แบบไหน สีอะไร กี่ซีซี บอกมาได้เลยนะ” หลินอู๋เฉินไม่เซ้าซี้เรื่องหัดขับ เพราะเธอเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ การเรียนรู้รวดเร็วกว่าคนทั่วไป แปบเดียวก็คงขับได้นั่นแหละ
“อยากได้คันใหญ่ กี่ซีซีคืออะไร ส่วนสีขอเป็นสีขาวแล้วกัน” หยางลู่ซือเกิดและเติบโตจากภูเขาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นแล้ว จึงไม่แปลกที่จะไม่รู้จัก
ด้วยเหตุนี้หลินอู๋เฉินจึงบอกว่าจะช่วยดูรถให้ แน่นอนว่าเป็นการซื้อรถจากเว็บเช่นเคย
หลังจากนั้นเขาจึงเดินทางไปมหาลัยชุนเหลียน
เป็นเช้าของวันที่น่าเบื่อ นั่นก็คือการสอบนั่นเอง
—————
ตระกูลสือ เช้านี้แทนที่จะได้ทำงาน แต่สมาชิกตระกูลหลายคนกลับถูกเรียกมารวมตัว เนื่องด้วยคนจากตำหนักม่วงเดินทางมาหาถึงหน้าประตูบ้าน!
“ท่านทั้งสอง ดื่มชาร้อนๆ ก่อน มีอะไรค่อยๆ พูดคุยกันนะครับ” สือก้วนผิง เจ้าบ้านสือคนปัจจุบันให้การต้อนรับขับสู้เด็กหนุ่มในชุดม่วงด้วยตัวเอง
ชายในชุดม่วงคือ ซูโจวและซูจีนั่นเอง พวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงชุนเหลียน เนื่องจากการเสียชีวิตของซูเหว่ย นักฆ่ามากฝีมือจากตำหนักม่วง
ซูโจวยกชาขึ้นมาจิบ ส่วนซูจีนั่งเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยคำใด
หลังจากดื่มชาพอเป็นพิธี ซูโจวกล่าวว่า “คนของเราตายไป 2 คนติดๆ กัน สำหรับตำหนักม่วงเรื่องนี้ถือว่าแปลกมาก ทางเราอยากจะได้ข้อมูลมากกว่านี้ก่อนเริ่มงาน หวังว่าเจ้าบ้านสือจะอำนวยความสะดวกให้กับเรา”
สือก้วนผิงลอบเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ไม่กล้าชักช้า รีบตอบกลับว่า “หลินอู๋เฉินเป็นคนร่ำรวยรุ่นที่สอง เขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อตระกูลซ่ง ตระกูลซ่งเป็นตระกูลอันดับ 2 ในชุนเหลียน..”
สือก้วนผิงไม่กล้าปิดบัง เล่าทุกอย่างที่ตัวเองรู้มาอย่างหมดเปลือก ก่อนที่จะทำให้ทั้งสองคนโกรธ
ซูโจวพยักหน้า ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ปรากฎนอกจากหลินอู๋เฉินจะเป็นลูกหลานคนรวยรุ่นที่สอง เขายังเป็นผู้ฝึกยุทธด้วยสินะ”
“เดี๋ยวสิ อย่าด่วนสรุปว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ จากคำบอกเล่าของสือก้วนผิง เขาแทบไม่ขยับนิ้วก็ฆ่าคนในสนามประลองได้ ตัวตนแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าของท่านบรรพบุรุษ นี่คือยอดยุทธอย่างไม่ต้องสงสัย!” ซูจีเสริม แม้จะอายุน้อยกว่าพี่ชายหลายปี แต่เขาเป็นคนรอบคอบ ละเอียดในข้อมูลมาก
“ก็จริง แม้แต่สำนักซูของคุณอาที่อยู่ในชุนเหลียนยังแพ้ราบคราบ เราสองคนจะไปสู้อะไรได้ เพียงแต่เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่าน เขาฆ่าคนของเราตายไป เรื่องนี้จะต้องมีการชดใช้!” ซูโจวมีท่าทางหนักแน่นจริงจัง ถึงจะรู้ว่าตนเองด้อยกว่าหลินอู๋เฉินมาก ทว่ากฏก็ยังเป็นกฏ นั่นคือฆ่าไม่ก็มีคำตอบที่เหมาะสมมาอธิบาย
“เอ่อ..เรื่องหลังจากนี้ทางเราจะคอยช่วยเหลือตำหนักม่วงอีกแรงเอง พวกเราจะคอยซัพพอร์ตเบื้องหลังระหว่างคุณอยู่ในชุนเหลียน” สือก้วนผิงบอก แม้ใจจริงอยากจะเชิญทั้งคู่ออกไปจากบ้านก็ตาม ทว่าเพราะแรงกดดัน จึงทำให้เขาไม่มีทางเลือกนัก
“ซัพพอร์ตหรอ น่าขันนะ ตำหนักม่วงยิ่งใหญ่กว่าตระกูลสือไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ยังต้องมาซัพพอร์ตอะไร นอกจากนั้นทางคุณยังจงใจปกปิดข้อมูลแก่ทางตำหนักม่วง ทำให้เราเกิดการสูญเสียมือดีที่ไม่จำเป็น เรื่องนี้จะชดใช้ยังไงดี ผู้นำสือ..” ซูโจวถาม ทำเอาสือก้วนผิงไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี
“เสียเวลาคุยเปล่าๆ จบเรื่องกันดีกว่า” ซูจีลุกขึ้นยืน สะบัดมือคราวหนึ่งมีดบินสีเงินอันน่าสะพรึงก็ถูกปล่อยออกมาจากแขนเสื้อ มันคล้ายกับมัจจุราชที่แหวกว่ายกลางห้องโถง บินโฉบไปที่บุคคลใด คนผู้นั้นจะหัวหลุดจากบ่า เลือดพุ่งจากลำคอ ตกตายเป็นว่าเล่น!
สือก้วนผิงมองภาพดังกล่าวจิตใจถึงกับร่ำร้องว่าแย่แล้ว
เพียงแต่เขาไม่มีเวลาได้หนีก็ถูกมีดบินเล่มนั้นพุ่งผ่านลำคอ ศีรษะหลุดจากบ่า ตายในสภาพเดียวกับสมาชิกตระกูล
วันนั้นเรียกได้ว่า ตระกูลสือแห่งชุนเหลียนถูกฆ่ายกครัว ตายโดยที่ศีรษะหลุดจากบ่า กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปในอากาศ เป็นภาพชวนขนหัวลุก
จัดการเสร็จมีดเล่มนั้นบินกลับมาหาซูจีผ่านเส้นเอ็นสีเงินที่ซุกซ่อนใต้เสื้อตัวใหญ่ หลังจากทำความสะอาดมีดแล้วจึงเดินออกจากบ้านตระกูลสือ
ตลอดการกวาดล้างตระกูลสือ ซูโจวไม่ได้ลงมือเอง เพียงนั่งมองสิ่งที่เกิดขึ้นเงียบๆ