เสียงจอแจดังขึ้นจากด้านหลังอีกรอบเหมือนเมื่อคราวของฮุ่ยชินอ๋อง ผู้คนต่างส่งเสียงดังเซ็งแซ่เรียกความสนใจให้ทุกคนหันไปมอง
ซูเจินหันมอง เห็นบุรุษสวมหน้ากากเดินตรงมาหัวใจของนางกระตุกอยู่ๆก็เต้นถี่เร็วขึ้น รู้สึกกระวนกระวายอย่างไม่มีสาเหตุนางอยากจะหนีไปจากตรงนี้ ไม่อยากเจอเขา อยากหลบไปให้พ้นๆ
ความรู้สึกบางอย่างที่ซูเจินไม่เข้าใจกำลังถาโถมเข้ามาจนเผลอก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ชั่วจังหวะหนึ่งนางกับเขาสบตากันหัวใจนางราวกับจะหยุดเต้น สองมือกำเข้าหากันแน่น
โจวอ๋องสบตากับสตรีคนหนึ่งก็ชะงักหัวใจเต้นเร็วขึ้น ในที่สุดพระองค์ก็เจอคนที่ตามหาโจวอ๋องก้าวยาวๆเข้าไปหมายจะเอื้อมมือสัมผัสนางเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความจริงไม่ใช่ความฝันอย่างที่ผ่านมา
ทว่าถูกร่างสูงใหญ่เข้ามาขวางไว้เสียก่อนโจวอ๋องมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ แต่ก็ต้องเปิดตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆนัยน์ตาเกิดวูบไหว
“ไม่คิดว่าโจวอ๋องจะมาด้วย”ฮุ่ยชินอ๋องใช้ร่างกายใหญ่โตของตัวเองบังจิ้งจอกน้อยของพระองค์ไว้จนมิดเมื่อเห็นบุรุษผู้นี้พุ่งตัวเข้ามาโดยมีเป้าหมายคือคนของพระองค์
พระองค์ไม่รู้ว่าพวกเขารู้จักกันมาก่อนหรือไม่แต่เมื่อครู่พระองค์เห็นโฉมงามผิดแปลกไป ก้าวถอยหลังทั้งใบหน้าชื้นเหงื่อบางอย่างในใจร่ำร้องว่าต้องขวางไว้ รู้ตัวอีกทีก็เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายแล้ว
“คารวะชินอ๋องเป็นครั้งแรกที่คนของแคว้นได้มาสอบเข้าสำนักหลังจากผ่านมาเนิ่นนานปีนี้มีอัจฉริยะปรุงยาสอบหลอมโอสถมากถึงห้าคน แม้แต่ชินอ๋องยังมาข้าย่อมไม่พลาดอยู่แล้ว”
“ข้าเป็นเจ้าบ้านก็ย่อมต้องมาดูไม่ทราบว่าโจวอ๋องมาผู้เดียวหรือ?”ฮุ่ยชินอ๋องไม่ชอบใจสายตาที่อีกฝ่ายพยายามมองคนที่หลบอยู่ด้านหลังนัก
“ย่อมไม่ใช่ วันนี้ข้ามากับสหายอีกคน”โจวอ๋องเอ่ย ด้านหลังเป็นเสนาบดีหนุ่มที่ติดตามมาด้วย
“ถวายพระพรชินอ๋อง กระหม่อมเสนาบดีอี้เต๋อเจิ้งพ่ะย่ะค่ะ”อี้เต๋อเจิ้งกล่าวยิ้มแย้ม
“สหายที่ว่าคือเสนาบดีนี่เอง” ฮุ่ยอ๋องกล่าวความหมายคือช่างว่างเหลือเกินอ๋องและเสนาบดีของแคว้นว่างงานถึงขนาดมาแคว้นอื่นได้ทั้งคู่สีหน้าโจวอ๋องมืดครึ้มลง
ซูเจินรู้สึกอยากพบโจวอ๋องตั้งแต่ครั้งที่ไปแคว้นโจวนางออกมาจากด้านหลังเมื่อทำใจให้สงบลงแล้ว นางมองโจวอ๋องที่สวมหน้ากากดังข่าวลือฟังจากน้ำเสียงเหมือนเป็นผู้มากอำนาจอย่างแท้จริง
ความรู้สึกแรกพบคือไม่ชอบหน้าเป็นความรู้สึกที่แปลกจริงๆ ไม่ชอบใจแม้ไม่รู้จักกันมาก่อนเหมือนนางกำลังกลายเป็นคนงี่เง่า
“ถวายพระพรโจวอ๋อง คารวะท่านเสนาบดี”ซูเจินย่อกายลง อี้เต๋อเจิ้งที่เห็นใบหน้าของนางเข้าก็อุทานเบาๆไม่น่าเล่าฉีกวนถึงได้พุ่งตัวออกไป
“พบกันอีกแล้วท่านมะ...”
“ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ ข้าน้อยเฉินซูซู”ซูเจินชิงกล่าวตัดหน้า
อี้เต๋อเจิ้งทำหน้าเหลอหลา คราวก่อนบอกชื่อเฉินเซินจูมาวันนี้บอกชื่อเฉินซูซู ตกลงชื่อใดกันแน่?
โจวอ๋องขมวดคิ้วไม่เข้าใจเหตุใดนางทำราวกับไม่รู้พระองค์ พระองค์พยายามค้นหาความจริงจากอีกฝ่ายอยู่นานทว่าไม่พบพิรุธใดๆ หรือนางจะลืมเรื่องราวครั้งก่อนไปหมดแล้วหรือนางจะจำพระองค์ที่สวมหน้ากากอยู่ไม่ได้?
โจวอ๋องที่มีความคิดจะถอดหน้ากากออกพลันหยุดชะงักหวั่นเกรงว่าจะหนีจากไป หากนางเห็นใบหน้าของพระองค์แล้วจำได้นางจะหนีไปหรือไม่?
ไม่! พระองค์ไม่ต้องการเช่นนั้นมือที่แตะหน้ากากอยู่ลดลง อี้เต๋อเจิ้งเห็นเข้าก็รู้ว่าสหายคิดสิ่งใดทั้งรู้สึกสงสารทั้งรู้สึกเห็นใจ
“เอ่อ...ระ เรามาดูบนเวทีกันเถอะพวกเขามากันแล้ว” อี้เต๋อเจิ้งหาทางออกเมื่อเห็นคนขึ้นมาบนเวทีแล้วก็รีบเบี่ยงความสนใจทันที
“ได้เวลาสอบแล้ว เชิญนั่งเถอะ” ฮุ่ยชินอ๋องตัดบทไม่ต้องการให้โจวอ๋องมองจิ้งจอกของพระองค์อีก ทว่าใครจะคิดว่าทันทีที่พวกเขานั่งลงโจวอ๋องก็นั่งลงยังเก้าอี้อีกด้านของหญิงสาวที่ยังว่างอยู่เช่นกันถัดไปก็เป็นอี้เต๋อเจิ้ง
ซูเจินอึดอัดเป็นอย่างมากที่ต้องมานั่งคั่นกลางระหว่างผู้ยิ่งใหญ่ของสองแคว้นเช่นนี้นอกจากจะเป็นเป้าสายตาแล้วนางยังรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมากพวกเขาทั้งสองคนต่างจับจ้องมาที่นาง พยายามชวนคุยนู่นนี่
หากรู้อย่างนี้นางยอมลุกขึ้นอย่างที่สหายบอกตั้งแต่แรกก็ดีสำนึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
ผู้อาวุโสของสาขาปรุงโอสถเดินขึ้นเวทีมาพร้อมกับผู้เข้าสอบทั้งห้าคนการสอบเป็นหน้าเป็นตาทั้งยังเป็นชื่อเสียงของสำนักไม่อาจทำเป็นเรื่องเล็กได้ เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นผู้คนให้ความสนใจ
ดวงตาล้ำลึกขึ้นเมื่อเห็นคนจากสำนักอื่นปะปนอยู่ด้วยก่อนจะจ้องเขม่นยังที่นั่งตรงกลางด้านหน้าที่จริงควรจะเป็นชินอ๋องผู้สูงศักดิ์แต่กลับเป็นสตรีน้อยศิษย์ใหม่ที่น่าสนใจเมื่อวานส่วนชินอ๋องกลับนั่งอยู่ด้านข้าง อีกด้านยังมีบุรุษที่สวมหน้ากากนี่ไม่ใช่โจวอ๋องแห่งแคว้นโจวหรอกหรือ?...
เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าศิษย์หญิงผู้นี้เป็นใครกันแน่ถึงมีสองมหาบุรุษนั่งขนาบข้างได้
ชายชรากระแอมไอก่อนจะมาสนใจหน้าที่ของตัวเอง
“ต่อไปจะเริ่มทำการสอบหลอมโอสถของสำนักสวรรค์ ทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นผู้เยาว์ที่มากพรสวรรค์พวกเขาได้เก็บส่วนผสมจากการสอบรอบแรกเพื่อจะทำการหลอม การสอบไม่ซับซ้อนเพียงพวกเขาทำการหลอมโอสถของตัวเองต่อหน้าทุกคนข้าและอาจารย์จากสาขาปรุงโอสถอีกสองคนจะดูการหลอมและให้คะแนนแน่นอนว่าพวกเขาต้องหลอมให้สำเร็จ ความบริสุทธิ์ของโอสถ ชนิด ระดับความยากง่ายและปริมาณที่หลอมสำเร็จในแต่ละครั้ง ทุกกระบวนการจะถูกตัดสินให้คะแนนหากหลอมล้มเหลวจะถึงว่าสอบตกทันที”
“จำกัดเวลาสองชั่วยาม เริ่มได้!”
ชายชราเดินไปนั่งยังเก้าอี้ด้านข้างเวทีรวมกับอาจารย์จากสาขาปรุงโอสถอีกสองคนชายคนหนึ่งและสตรีอีกหนึ่งคน ทั้งคู่ยังดูอายุไม่มากไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าพวกเขาอายุเท่าไหร่กันแน่
ในโลกนี้ผู้ฝึกยุทธ์จะมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไปมากยิ่งระดับสูงก็ยิ่งอายุยืนยาว ยิ่งพวกปรุงโอสถยิ่งคาดเดาได้ยากพวกเขาสามารถหาโอสถมาคงความเยาว์วัยของตัวเองเอาไว้ได้ง่ายกว่าคนอื่นและพวกเขาก็มักจะทำทุกวิธีการให้คงรูปลักษณ์ของตัวเองเอาไว้โดยเฉพาะผู้ปรุงโอสถที่เป็นสตรี
บนเวทีทั้งห้าคนกระจายยังพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ให้แต่ละคนเรียงจากซ้ายไป คนแรกคือน่าหลันเฟยหยา บุรุษที่ดูจากชุดแล้วคงเป็นคนแคว้นโจวต่อมาเป็นเหลียงจือ มู่เหลียนฮวา และสตรีอีกคนที่ไม่รู้จักชื่อ
เหลียงจือที่อยู่ตรงกลางหันซ้ายหันขวามองคนอื่นๆเอาเตาหลอมของตัวเองออกมาวางเขามองมายังซูเจินอย่างต้องการถามว่าจะทำอย่างไรดีซูเจินเพิ่งนึกได้ว่านางกำชับไม่ให้เขาเอาเตาหลอมเงินกับกระเป๋ามิติออกมาใช้ให้คนอื่นเห็น
ก่อนออกมานางให้เขายืมแหวนมิติวงหนึ่งหลังจากเอาของข้างในออกมาแล้วให้เขาเก็บสมุนไพรที่จะใช้ในการหลอมและเก็บกระเป๋าสมุนไพรของตัวเองด้วย
นางก็ลืมคิดว่าเขายังต้องการเตาหลอมแต่อย่างนั้นก็ไม่อาจให้เขาเอาเตาหลอมเงินออกมาให้ฝูงชนดูได้ นางส่ายหน้าตอบเขาทำหน้าเหวอยืนทื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ