ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 158 ความอาฆาต

            มันใช้ขาที่มีอยู่ข้างเดียวของมันเหยียบซ้ำเข้าไปที่หน้าของมันอย่างต่อเนื่องพร้อมกับสาดคำด่าหยาบคายออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดเช่นกัน

            “ไอ้หน้าแมว เจ้าบังอาจทำเป็นเก่งต่อหน้าข้าหรือ!”

            “เจ้าบังอาจมารบกวนเวลานอนของข้า!”

            “เจ้าบังอาจหน้าตาขี้เหล่ต่อหน้าข้าด้วย!”

            จุดที่หั่วเอ๋อร์ไม่พอใจนั้นดูจะแตกต่างจากคนทั่วไปไม่น้อยแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกสะใจของคนรอบข้างลดน้อยลงเลย พวกเขาต่างก็รู้สึกราวกับได้ระบายความคับแค้นใจออกมาบ้างแล้ว

            “ท่านหั่วเอ๋อร์เยี่ยมยุทธ์เกินไปแล้วสุดยอดจริงๆ!!”

            เจ้าอ้วนน้อยจ้าวเหวินชางยิ่งมายิ่งใจกล้าขึ้นเรื่อยๆในสถานที่ที่มันอันตรายขนาดนี้แต่มันกลับไม่ได้หนีไปตอนนี้มันกำลังตะโกนอย่างสุดเสียงเพื่อเชียร์หั่วเอ๋อร์อย่างสุดกำลัง

            คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ไม่ได้แสดงอาการออกมาขนาดนั้นแต่พวกเขาล้วนพยักหน้ากระทืบเท้า ส่งเสียงออกไปว่า “ฆ่ามันซะ! ย่างมันซะ!!”

            หั่วเอ๋อร์ก็ไม่ทำให้ผู้คนผิดหวัง

            ไม่ว่าจะในด้านไหนๆ มันก็ล้วนสามารถสะกดซากศพชั่วร้ายร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ตอนนี้แค่รอว่ามันจะเล่นจนเบื่อเมื่อไหร่ก็เท่านั้น

            “พอละ เบื่อแล้ว”

            หั่วเอ๋อร์ความอดทนต่ำมาก

            ฮูมมม

            มันพ่นเปลวเพลิงแห่งปี้ฟังออกมาอย่างรุนแรง

            พลังของเพลิงแห่งปี้ฟังของหั่วเอ๋อร์ที่ตอนนี้ได้ฟื้นฟูกลับไปอยู่ในขอบเขตพลังระดับโพ่ไห่แล้วนั้นไม่ธรรมดาจริงๆซากศพที่ผ่านการปรับเสริมเติมแต่งเพิ่มพลังเป็นอย่างดีร่างนี้มันกลับถูกไฟวิเศษอันร้อนแรงเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโกในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที

            พอลมพัดผ่านมา มันก็แหลกสลายเป็นเศษธุลีทันที

            ใครจะคิดล่ะว่ามหันตภัยร้ายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรโล่ยื่อนี้กลับถูกแก้ไขลงได้ง่ายดายขนาดนี้

            บอกได้แค่สองประโยคว่า

            วิทยาการและเทคโนโลยีคือพลัง

            การจะข้องเกี่ยวกับใครนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก

            ในตอนที่หั่วเอ๋อร์เพิ่งจะปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นและกำลังคิดว่าจะไปทวงรางวัลกับหลินเฮ่ายวนอยู่นั่นเองบนท้องฟ้าก็มีเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังพุ่งทะยานมาอย่างรีบร้อน

            มันคือหลินหยางที่รีบบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาอย่างยาวไกลจากราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยจนมาถึงที่นี่นั่นเอง

            “พวกท่าน...ไม่เป็นไรใช่ไหม!!”

            หลินหยางตะโกนถามขึ้นจากกลางอากาศมาถึงเขาก็รีบหันสายตาไปมองทางหลินเฮ่ายวนก่อนใครเลย

            หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเปราะหนึ่ง

            ถึงอย่างไรศัตรูก็เป็นถึงยอดฝีมือที่ทรงพลังมากซึ่งพวกลัทธิหมื่นวิญญาณไปเชิญมาจากภพภูมิที่สูงกว่าแม้หลินหยางจะรู้ว่าพลังรบของราชอาณาจักรโล่ยื่อตอนนี้เองก็ไม่ธรรมดาแล้ว และยังมีหั่วเอ๋อร์อยู่ด้วยแต่ว่าเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงว่าคนใกล้ตัวจะโดนทำร้ายรึเปล่า

            “หยางเอ๋อร์ พ่อไม่เป็นอะไร!” หลินเฮ่ายวนตะโกนตอบรับขึ้นฟ้า แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี

            “หลินหยางน้อยครั้งนี้เป็นเพราะข้าลงมือช่วยนะถึงรอดกันมาได้ แค่หัวสิงโตสักหัวคงไม่เกินไปหรอกนะ!”หั่วเอ๋อร์พลันบินขึ้นไปทวงของตอบแทนโดยไร้ซึ่งความอายทันที

            หลินหยางที่มองเห็นภาพความวุ่นวายตรงหน้า และซากศพของเหล่าประชาชนคนธรรมดาทั้งหลายที่นอนกองอยู่เต็มพื้นแล้วก็ราวกับว่าได้เห็นความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ด้วยตาตนเอง

            ถึงแม้ว่าเหล่าขุนนางชั้นสูงคนสำคัญจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่ประชาชนชาวเมืองฮุยยื่อต่างก็ต้องพบกับความเจ็บปวดและความเศร้าโศกที่เกิดจากโศกนาฎกรรมอันร้ายแรงครั้งนี้

            แววตาของหลินหยางพลันเย็นชาขึ้นมาทันทีถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่พวกนักพรตที่ใจดีมีเมตตาเหมือนกับโม่เชาหยันแต่โศกนาฏกรรมที่โชกไปด้วยเลือดครั้งนี้มันได้ทำให้จิตสังหารอันเกรี้ยวกราดยากที่จะควบคุมได้ในตัวเขาปะทุขึ้นมาแล้ว

            เขาค่อยๆ โรยตัวลงพื้น ในหูเขาก็ได้ยินเสียงหารือกันระหว่างเซียวหยันและพวกหลานห่ายดังขึ้น

            และในตอนที่หลินหยางนำเรื่องที่เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและเผ่าฝูโปเล่าให้ผู้คนทั้งหลายฟังพวกเขาก็ล้วนตกอยู่ในความตะลึงอย่างรุนแรง

            แต่ละคนต่างก็กัดฟันแน่นพร้อมกับลั่นวาจาออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวว่า

            “ถ้าไม่รีบกำจัดพวกลัทธิหมื่นวิญญาณทิ้งโลกใบนี้ได้เข้าสู่กลียุคแน่ๆ!!”

            ..................................

            โพละ

            หนึ่งในโลงศพทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าของเมี่ยชางเซิงเกิดพังขึ้นมาอีกโลงแล้ว

            ซึ่งครั้งนี้เมี่ยชางเซิงได้ลืมตาตื่นขึ้นมาจากการเดินพลังสีหน้าของเขาไม่เหลือความมั่นใจที่ดูไม่สนสิ่งใดเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว

            เขาถูกตบหน้าเข้าอย่างจรัง

            วิทยาการของทวีปชี่อู่มันอยู่เหนือกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก

            ซากศพที่เป็นร่างแยกที่เขาใช้ตอนอยู่ราชอาณาจักรโล่ยื่อนั้นมันคือ ศพวิญญาณ ตนหนึ่ง เป็นศพที่สามารถบรรจุจิตสำนึกของคนเป็นลงไปได้เป็นสุดยอดสมบัติที่สามารถใช้เพื่อต่อสู้ระยะไกลได้

            แต่สิ่งที่เมี่ยชางเซิงคาดไม่ถึงเลยก็คือในทวีปชี่อู่นี้ไม่ได่มีแค่หลินหยางคนเดียวเท่านั้น

            แต่มันยังมีไอ้ชุดเกราะสีเงินบ้าบอนั่น แล้วก็ไอ้นกสีแดงที่น่ากลัวสุดขีดตัวนั้นอีก...

            ไอ้พวกนี้มันคืออะไรกันแน่!!

            แต่ว่า...

            สำหรับเมี่ยชางเซิงแล้วความล้มเหลวในครั้งนี้ก็เป็นแค่อุบัติเหตุที่เหมือนคำแจ้งเตือนให้เขาสำนึกได้ว่าการจะเป็นผู้พิชิตในทวีปชู่หวี่นี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด

            แต่ว่า...มันก็เป็นแค่คำแจ้งเตือนเท่านั้น

            เกรงว่าแม้แต่พวกหลินหยางก็คงคาดไม่ถึงกันหรอกว่า จนถึงตอนนี้เมี่ยชางเซิงเพิ่งจะใช้พลังไปแค่สามส่วนเท่านั้น

            ทั้งศพพิษและศพวิญญาณล้วนเป็นของที่อยู่ในระดับโพ่ไห่ขั้นต้นเท่านั้นแต่ตัวเขาเองนั้นกลับเป็นยอดฝีมือที่มีพลังระดับโพ่ไห่ขั้นกลางแล้ว แถมเขายังพกเอาสุดยอดสมบัติล้ำค่าที่พกติดตัวมาจากตอนที่อยู่ในลัทธิวิญญาณอสูรด้วย

            ทั้งแผ่นดินชี่อู่ก็ยังคงหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องจมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาอยู่ดี

            “คนพวกนี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกเกินคาดได้บ้างเหมือนกัน...”

            เขาเอ่ยปากขึ้นอย่างเย็นชา ทำเอายินว่านเสียที่อยู่ข้างๆ เขาก็ต้องรู้สึกตื่นตกใจขึ้นมาเหมือนกัน

            หรือว่าแม้แต่ท่านอาจารย์เองก็โดนสวนกลับมาเหมือนกัน?

            เป็นไปได้อย่างไร?

            “แต่ว่า ถ้าไอ้พวกมดปลวกนั่นคิดว่าพลังแค่นั้นก็สามารถต่อกรกับลัทธิหมื่นวิญญาณเราได้ละก็พวกมันคิดง่ายเกินไปแล้ว...หึ!”

            รอบนี้เมี่ยชางเซิงรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว

            การดำเนินแผนการแก้แค้นขั้นแรกของเขาก็เป็นไปอย่างไม่ราบรื่นแต่นั่นกลับกระตุ้นจิตสังหารของเขาให้เกรี้ยวกราดมากขึ้น

            ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ก็เหมือนกับตอนที่เดินไปเหยียบมดแต่กลับโดนมดตัวอื่นในกลุ่มที่ดูจะแข็งแรงกว่ากัดสวนคืนมาอย่างแรงไปหนึ่งคำชวนให้รู้สึกหงุดหงิดโมโหจนทนรับไม่ไหวแล้ว

            ดังนั้นเมี่ยชางเซิงจึงตัดสินใจว่าจะมอบบทเรียนที่เจ็บปวดทรมานมากที่สุดให้กับพวกมดปลวกทั้งหลายได้สำนึก

            “ว่านเสีย เตรียมตัวออกเดินทางเถอะ...”

            “ท่านอาจารย์หมายความว่า?”

            เมี่ยชางเซิงตอบกลับอย่างเยือกเย็นว่า

            “หมดเวลาเล่นสนุกแล้วถึงเวลาที่จะทำให้คนพวกนั้นได้ลิ้มลองรสชาติของความสิ้นหวังอย่างแท้จริงแล้ว... ในเมื่อเป้าหมายสุดท้ายของพวกเราคือผู้นำของอาณาจักรชูอวิ๋นอยู่แล้วอย่างนั้นเราก็ไปถล่มอาณาจักรชูอวิ๋นให้กลายเป็นทะเลเลือดตรงๆ เลยดีกว่า ไอ้หลินหยางกับจักรพรรดิของชูอวิ๋นมันจะต้องโผล่หัวออกมาเองแน่นอน”

            “ท่านอาจารย์หลักแหลมยิ่งศิษย์จะไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้”

            ยินว่านเสียพยักหน้ารับหงึกๆแววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง

            เขาไม่เคยคิดสงสัยในพลังของอาจารย์ของตัวเองเลย

            ในความคิดเขานั้น ทั้งหลินหยางและอาณาจักรชูอวิ๋นล้วนถูกนำขึ้นแท่นประหารที่อำมหิตและน่าหวาดกลัวมากที่สุดแล้ว!

            ..................................

            ภายในท้องพระโรงของพระราชวังแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อผู้คนทั้งหลายกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่

            หลินหยางย่อมต้องเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหมดอยู่แล้ว

            หลังจากเหตุการณ์ที่ทะเลสาบฟ้าสมุทรผ่านไปได้แค่ปีเดียวหลินหยางในตอนนี้ก็ได้กลายเป็นผู้มีอำนาจและอิทธพลสูงที่สุดและสำคัญมากที่สุดของดินแดนฝั่งทิศตะวันตกและใต้ไปแล้ว

            ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่เพราะแค่หลินหยางมีพลังที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวเท่านั้นแต่เป็นเพราะเขามีทรัพยากรด้านการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดอย่างชุดเกราะราชันเงินขาวอยู่ด้วย

            หนึ่งปีก่อนหน้านั้นหลินหยางในความคิดของผู้คนทั้งหลายนั้นมีแค่ว่าเขาเป็นยอดฝีมือที่มีฤทธิ์เดชสูงส่งเทียมฟ้าเท่านั้นแต่หลังจากที่หลินหยางผ่านการเจรจาด้านการค้าอันชวนปวดหัวทั้งหลายนั่นรวมกับการที่เขาสามารถกู้วิกฤตที่เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยได้แล้วมันทำให้ผู้คนทั้งหมดได้รับรู้แล้วว่าหลินหยางในตอนนี้นั้นมีทั้งพลังและสติปัญญาที่สูงส่ง

            ในการตั้งกองกำลังต่อต้านลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นหลินหยางได้กลายเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวอย่างที่ไม่อาจมีใครมาแทนได้ไปแล้ว

            “หลินหยางตอนนี้พวกลัทธิหมื่นวิญญาณแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการยึดครองดินแดนทั่วทั้งภาคตะวันตกและใต้ทั้งหมดไปเราควรทำอย่างไรกันดี พวกเราอยากจะฟังความคิดเห็นของเจ้าเสียหน่อย”

            ภายในท้องพระโรง เซียวหยันทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ด้วยน้ำเสียงที่ดูจะแหบแห้งอยู่บ้างเล็กน้อย

            เขาเพิ่งจะจัดการงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เวทีตะวันฉายเสร็จเรียบร้อยเหล่าญาติสนิทมิตรสหายของผู้ประสบภัยกว่าแสนคนกำลังร้องไห้น้ำตานองอยู่ตรงหน้าเขาความเจ็บปวดนั่น ความเศร้าโศกนั่น และความโกรธแค้นที่เกิดขึ้นทำให้จิตใจของพระราชาผู้สูงวัยท่านนี้ยากจะสงบลงได้จริงๆ

            “ขอแค่หลินหยางพูดออกมาหนึ่งประโยคพวกเราก็พร้อมจะรวมตัวกันไปบุกหุบเขาหมื่นวิญญาณฆ่าล้างบางพวกปีศาจชั่วนั่นให้หมดทันที!!” พวกของผู่อาหมานเองก็ตามาสมทบที่ราชอาณาจักรโล่ยื่อในภายหลังและเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

            ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเองก็ได้รับความเสียหายจากลัทธิหมื่นวิญญาณมาย่างสาหัสเหมือนกันตอนนี้พวกเขาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้นที่มีต่อลัทธิหมื่นวิญญาณอย่างสุดหัวใจ

            “แต่พวกเราไม่รู้เลยว่าลัทธิหมื่นวิญญาณตอนนี้มีพลังอะไรแอบซ่อนอยู่มากน้อยแค่ไหนถ้าฝืนบุกไป ต่อให้หลินหยางจะมีแผนการนับพันเกรงว่าก็คงไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจอยู่ดี” ฮว๋างฉางอธิบายถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังกังวลสมกับเป็นผู้มีประสบการณ์โชกโชนจริงๆ

            “อย่างนั้นจะให้ทำอย่างไรล่ะ? หรือว่าจะให้ยกก้นน้อยๆ ของเราขึ้นมารอให้พวกสกปรกโสโครกนั่นมาตีเล่นหรือ?”เป้ยเค่อเหลือกตามองบน รู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างมาก

            สุดท้าย ผู้คนก็หันสายตากลับมามองที่หลินหยาง

            หลินหยางมองไปทั่วทุกทิศแล้วก็ค่อยๆ พูดขึ้นมาว่า

            “บอกตรงๆ ว่าก่อนหน้านี้หลินหยางได้มีการเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้ลัทธิหมื่นวิญญาณโดยเฉพาะไว้อยู่ก่อนแล้วในเมื่อไอ้พวกต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉานกลุ่มนั้นมันปรากฏตัวออกมาแล้วแบบนี้อย่างนั้นเรามาจัดการลบให้หายไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์กันเถอะ!”

            คำพูดประโยคนี้ถ้าเปลี่ยนให้คนอื่นมาพูดเหล่าคนใหญ่คนโตทั้งหลายในที่แห่งนี้คงจะหัวเราะเยาะใส่แล้วมีเพียงหลินหยางเท่านั้นที่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกสนใจขึ้นมาได้

            “ทำอย่างไรรึ?” ผู้คนทั้งหลายต่างก็อยากรู้แผนการของหลินหยาง

            แววตาของหลินหยางตอนนี้ทั้งเย็นชาและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันเย็นยะเยือก

            “ภูเขาเมฆมรกตที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอาณาจักรชูอวิ๋นพวกเราจะไปเตรียมงานเทศกาลกันที่นั่น...เพื่อส่งทั้งลัทธิหมื่นวิญญาณไปสู่ปรโลก!!”

            ด้วยคำพูดประโยตนี้ของหลินหยางทำให้ผู้คนทั้งหมดมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

            เซียวหยัน ผู่อาหมาน โม่เชาหยันพวกนี้คือผู้นำของอาณาจักรที่เคยประสบภัยร้ายจากลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วในแววตาของพวกเขาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

            ไอ้พวกลัทธิสมควรตาย...

            พวกเจ้าเตรียมล้างคอรอได้เลย!!