เกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 69 แบ่งเสบียง

            หลังจากจ่ายภาษีเสบียงเสร็จและหว่านเมล็ดใหม่ลงดินแล้วช่วงเร่งรีบของการทำนาในหน้าร้อนจึงผ่านพ้นไปในที่สุด

            คนอื่นๆ สามารถผ่อนคลายสบายใจได้ แต่ไม่ใช่กับเจิ้งเฉวียนกังเขาต้องนับและคำนวณแต้มงานของคนในหมู่บ้านกับนักบัญชีและหัวหน้ากองย่อยแต่ละคนด้วยทุกคนในกองหยางหลิวจะมีส่วนแบ่งเสบียงรายหัวเป็นของตนเองซึ่งแตกต่างกันไปตามคนใช้แรงงาน สตรี คนแก่ และเด็ก หลังจากแบ่งรายหัวเสร็จก็เหลือแบ่งตามแต้มงานอีกทีใครแต้มงานมากจะได้ส่วนแบ่งเสบียงมาก ใครแต้มงานน้อยย่อมได้ส่วนแบ่งน้อยสุดท้ายค่อยมาตรวจสอบดูว่าคนเหล่านี้เคยติดหนี้เสบียงจากกองผลิตหรือเปล่า หากติดจะหักส่วนของเขาออก บางครอบครัวเป็นหนี้เสบียงของกองแทบทุกปี แต่ก็ไม่อาจปล่อยเขาหิวโหยได้ต้องแบ่งเสบียงให้เขาด้วย หากหิวตายขึ้นมาจะทำอย่างไร?

            กองหยางหลิวแบ่งเสบียงสองครั้งต่อปีคือหลังเก็บเกี่ยวในฤดูร้อนทีหนึ่ง หลังเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงอีกทีหนึ่งปกติฤดูใบไม้ร่วงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรอย่างพวกมันเทศ ข้าวโพดและถั่วเป็นหลัก เสบียงพวกนี้ไม่ต้องส่งเข้าคลังรับซื้อเสบียงของรัฐเยอะ จึงได้ส่วนแบ่งมากหน่อยส่วนการเก็บเกี่ยวในฤดูร้อนเป็นข้าวสาลีทั้งหมดซึ่งข้าวสาลีส่วนใหญ่จะโดนรัฐบาลเอาไปดังนั้นแบ่งตามบ้านแล้วเลยเหลือไม่เยอะสักเท่าไร

            แต่ต่อให้ได้มาไม่เยอะ แป้งกับข้าวก็ยังคงราคาแพงอยู่ย่อมทำใจกินกันไม่ลง จึงมักเอาไปแลกเปลี่ยนแป้งหรือข้าวหนึ่งจินสามารถแลกธัญพืชได้หลายสิบจิน เหล่าชาวนาไม่ขอสิ่งใดมากแค่อิ่มท้องก็พอแล้ว คนในเมืองมีผลปันส่วนดีกว่าคนในชนบทได้แป้งขาวคนละหลายจินต่อเดือน ส่วนธัญพืชที่เหลือแบ่งเป็นแป้งข้าวโพดมันเทศแห้งและถั่วห้าสีนิดหน่อยในอัตราส่วนเจ็ดต่อสองหรือเจ็ดต่อหนึ่งบางครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างดีไม่ชอบทานมันเทศแห้ง เลยนำมันเทศแห้งไปแลกแป้งขาวกัน

            วันนี้แต่ละครอบครัวจะมาที่สำนักงานพร้อมถุงผ้าป่านใบใหญ่ท่าทางปลาบปลื้มยินดีกันทุกคน

            เมื่อเรียกชื่อใคร คนนั้นจะก้าวไปข้างหน้าครั้นตรวจสอบจำนวนเรียบร้อยแล้วคนรับหน้าที่แจกจ่ายเสบียงจะวางเสบียงที่เขาควรได้ลงบนเครื่องชั่งน้ำหนักครอบครัวนี้ชะโงกหน้ามองดูขีดตาชั่ง ด้วยกลัวคนชั่งจะชั่งหายไปหลายขีดบางคนถึงกับเอะอะโวยวาย บอกว่ายังไม่ถึงเลยต้องลบน้ำหนักถุงด้วยจะให้ตักเสบียงเพิ่มลงในถุงให้ได้ น้ำหนักถุงป่านจะหนักเท่าไรกันเชียวแต่คนแจกเสบียงรู้ว่าอะไรควรไม่ควร จึงหยิบกำเล็กๆ ให้เขาเสบียงที่วางซ้อนหลายใบในสำนักงาน ไม่นานก็ลดไปเกือบครึ่ง

            สกุลเจิ้งมีทั้งหมดเก้าคน เจิ้งเฉวียนกังเป็นหัวหน้ากองไม่เพียงไม่ต้องทำงานหนักมาก ยังได้แต้มงานสูงที่สุดยิ่งมีคนใช้แรงงานอย่างเจิ้งเทียนหมิง และเจิ้งหยวนที่ตามไปลงนาเก็บแต้มรวมกับแต้มประปรายที่เฝิงหมิงเยว่กับเจิ้งเจวียนหามาแล้วไม่ถือว่าน้อย สกุลเจิ้งจึงได้ส่วนแบ่งเสบียงแต้มงานมาจำนวนหนึ่งนอกเหนือจากเสบียงรายหัวหนำซ้ำผลผลิตยังดี เมื่อสรุปออกมา ครอบครัวพวกเขาได้ข้าวสาลีรวมเกือบสองร้อยจิน

            แรงงานหลายคนของสกุลเจิ้งมาเบิกเสบียงแล้วถือและแบกขึ้นบ่ากันคนละไม้ละมือ ไม่นานก็ขนข้าวสาลีสองร้อยจินกลับถึงบ้าน

            แม้ข้าวสาลีจะมีไม่เยอะ แต่คนในครอบครัวยังคงมีความสุขเจิ้งเทียนเลี่ยงร้องจะกินเกี๊ยวดังลั่น เมื่อเขาตะโกนขึ้นซิงซิงจึงขอกินเกี๊ยวตามด้วยขณะตะโกนยังดึงแขนเฉินชุ่ยอวิ๋นให้เฝิงหมิงเยว่ช่วยพูดอะไรหน่อย

            เฝิงหมิงเยว่มองลูกสาวอย่างจนใจ เธออุ้มหนิวหนิวแล้วหันมาบอก“คุณแม่คะ ถ้าอย่างนั้นเรากินเกี๊ยวกันเถอะค่ะ!”

            ฤกษ์งานยามดีย่อมทำให้คนจิตใจเบิกบาน เฉินชุ่ยอวิ๋นก็ดีใจเช่นกันและคิดว่าครอบครัวทำงานหนักตลอดฤดูร้อนควรบำรุงสักหน่อยแต่เมื่อฉุกคิดว่าได้ส่วนแบ่งเสบียงมาแค่นี้ เธอเลยรู้สึกเสียดายเล็กน้อยมีเสบียงติดบ้านไว้ย่อมอุ่นใจกว่า มีอย่างที่ไหนเอามากินทั้งที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมา!

            เจิ้งหยวนอยากกินเกี๊ยวที่เฉินชุ่ยอวิ๋นห่อตั้งนานแล้วความปรารถนาสุดท้ายก่อนตายในชาติที่แล้วคือได้กินเกี๊ยวน้ำฝีมือแม่อีกครั้งกลับชาติมาเกิดอีกรอบเธอยังไม่มีโอกาสขอเลย

            “แม่ที่บ้านยังเหลือแป้งขาวอยู่หน่อยไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อน้องกับซิงซิงอยากกิน เราก็ทำนิดหน่อย ไม่ต้องห่อเยอะให้พอหายอยากสิคะ!” เจิ้งหยวนเกลี้ยกล่อมก่อนชะงักไปพักหนึ่ง แล้วค่อยจับแขนเฉินชุ่ยอวิ๋นแกว่งเบาๆ รอยยิ้มเขินอายปรากฏบนดวงหน้าสะสวย “ฉันก็อยากกินเกี๊ยวที่แม่ทำเหมือนกันนะ”

            ปกติเฉินชุ่ยอวิ๋นรักเอ็นดูเจิ้งเทียนเลี่ยงกับเจิ้งซิงซิงที่สุดยิ่งมีลูกสาวเธอมาออดอ้อนเช่นนี้อีก เธอจะไม่ตกลงได้อย่างไร? “งั้น… ก็ห่อกันสักหน่อยจะเป็นไรไป?”

            “เย้!” เจิ้งหยวนกระโดดตัวลอย “งั้นฉันไปนวดแป้งเอง แม่ผสมไส้เกี๊ยวนะ?”

            เฉินชุ่ยอวิ๋นบอก “ได้” แล้วหันมาถามเด็กๆ“พวกเธออยากกินเกี๊ยวไส้อะไรกัน?”

            “กุยช่ายผัดไข่!”

            พวกเด็กๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

            เฉินชุ่ยอวิ๋นสั่งการเจิ้งเจวียน “ตกลง งั้นเจวียนจื่อแกไปตัดกุยช่ายตรงลานบ้านมา”

            เมื่อแจกจ่ายหน้าที่กันเรียบร้อยแล้ว ใครจะดูลูก จะนวดแป้งจะผสมไส้หรืออยากยืนดูก็แยกย้ายกันไป

            เจิ้งหยวนอยากให้ทุกคนได้กินเกี๊ยวไส้เนื้อแต่น่าเสียดายที่ไม่อาจเปิดเผยมิติได้ ทว่าเกี๊ยวกุยช่ายผัดไข่ก็อร่อยเหมือนกันแถมบ้านยังมีไข่กับกุยช่ายพร้อมสรรพด้วย

            เจิ้งเจวียนตัดกุยช่ายเสร็จแล้ว ค่อยกดน้ำมาล้างแล้วหั่นให้พอดีเฉินชุ่ยอวิ๋นหยิบกะละมังเคลือบออกมาสำหรับใช้ผสมไส้ เฉินชุ่ยอวิ๋นรู้จักใช้ชีวิตแข็งใจกินไข่ไม่ลง เลยตอกไข่ใส่ลงไปเพียงสองฟองเจิ้งหยวนจึงฉวยโอกาสตอนที่เฉินชุ่ยอวิ๋นไม่สังเกต แอบดึงไข่ไก่ออกจากมิติใส่เพิ่มลงไปเงียบๆ

            ครั้นผสมไส้เสร็จเตรียมแป้งเรียบร้อยก็ถึงตาทุกคนล้อมโต๊ะกลมคลึงแป้งห่อเกี๊ยวแล้ว

            เด็กๆ ชอบมีส่วนร่วมที่สุด ซิงซิงอยากมาช่วยด้วยแต่เฝิงหมิงเยว่กลัวเธอทำเละ เลยเรียกเจิ้งเทียนหมิงมาแทน “คุณพาลูกไปเล่นเถอะอีกเดี๋ยวก็ได้กินเกี๊ยวแล้ว”

            “ซิงซิงมาเถอะ” เจิ้งเทียนหมิงหัวเราะร่า ยื่นแขนไปโอบเด็กหญิงแขนอีกข้างอุ้มหนิวหนิวขึ้นแล้วพาเด็กทั้งสองเดินออกไป

            เจิ้งเทียนเลี่ยงกำลังคึกคักเต็มที่ เขาอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้หลังช่วยล้างผักเสร็จเลยวิ่งออกไปเล่น

            เฉินชุ่ยอวิ๋นเวลาห่อเกี๊ยวชินกับการบิดขอบเกี๊ยวให้เป็นวงกลมข้างในอัดแน่นไปด้วยไส้ รสชาติอร่อยอย่างยิ่งตอนเด็กเจิ้งหยวนชอบกินเกี๊ยวฝีมือเฉินชุ่ยอวิ๋นที่สุด

            ทางภาคเหนือหลังห่อเกี๊ยวเสร็จจะวางเรียงบนแผ่นรองให้เรียบร้อยซึ่งเจ้าแผ่นนี้ทำจากก้านข้าวฟ่างแห้งร้อยด้วยด้ายเป็นวงกลมทั้งเล็กและใหญ่ทำใช้กันเองในบ้าน ตลอดบ่ายพวกเธอห่อเกี๊ยวได้ทั้งหมดสามถาด มีประมาณร้อยชิ้น

            เวลานี้คนหนึ่งกินกันเยอะมาก ร้อยกว่าตัวอาจจะกินไม่พอด้วยซ้ำแต่หายอยากก็พอแล้ว

            เมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าเจิ้งเทียนเลี่ยงก็กระโดดโลดเต้นกลับมา เขาสะพายตะกร้าไว้บนหลังพอเจิ้งหยวนรับมาส่องดูก็พบว่ามีปลาไหลนามากมายอยู่ในนั้น!

            เฉินชุ่ยอวิ๋นถาม “แกไปจับปลาไหลกับใครมา?”

            เจิ้งเทียนเลี่ยงเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางบอก “กับพี่ใหญ่และพวกหงจวินด้วย”

            เฝิงหมิงเยว่โมโหทันทีที่ได้ยินประจวบเหมาะกับเจิ้งเทียนหมิงเดินเข้าประตูมาพอดี เธอถามขุ่นเคือง “ฉันให้คุณดูลูกคุณไปดูอะไรมา?”

            เจิ้งเทียนหมิงเลอะโคลนไปทั้งตัวเขาหัวเราะเผยให้เห็นฟันที่ขาวเรียงเป็นระเบียบแล้วบอก“ฉันให้เทียนเลี่ยงคอยดูลูกตอนลงบึงโคลนน่ะ น้ำในบึงไม่ลึกด้วย!ไม่เป็นไรหรอก ได้ปลาไหลตั้งเยอะแน่ะ”

            เขาเป็นมือฉมังด้านการจับปลาไหลเจิ้งหยวนลองแกว่งตะกร้ากะดูคาดว่าข้างในมีปลาไหลนาเจ็ดถึงแปดจินเลยทีเดียว

             

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ] ที่คุณอ่าน