สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_46_เจ้านิกายผู้น่าหวาดกลัว ศิษย์ในนิกายล้วนเป็นปีศาจ

    ครั้งแรกที่นางได้เห็นวิชาหมัดของเย่จิงอวิ๋นปรากฏ ก็สัมผัสได้ถึงความลึกลับ จึงรู้ว่ามันต้องมีความลับอะไรบางอย่าง แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นวิชาหมัดเทพทลายจากยุคโบราณ


    เมื่อศิษย์พี่ใหญ่ลงมือแล้ว ศิษย์น้องเช่นนางจะมัวโอ้เอ้ได้อย่างไร?


    ฉับพลันดวงตาสีเขียวมรกตของนางก็เหลือบมองไปยังเซวี่ยหลิงอวิ๋นเบา ๆ ก่อนจะเหยียดมือออกพลันปรากฏกระจกเรียบง่ายไม่โดดเด่นขึ้นบนฝ่ามือ


    ทันทีที่กระจกบานนี้ปรากฏ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดภายในนิกายเทพกระบี่พลันตอบสนอง


    นางยกกระจกขึ้นพร้อมกับลำแสงเก้าสีในกระจกพุ่งออกมาราวกับผีเสื้อที่กำลังแหวกออกจากรังไหม


    ในเวลาเดียวกันก็สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ากระจกบานนี้กำลังขยายใหญ่ขึ้น และในชั่วพริบตามันก็ได้มีขนาดใหญ่ปกคลุมท้องฟ้าแล้ว


    กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์สูงส่งหาสิ่งใดเปรียบได้พวยพุ่งออกมา จวนจะถึงเวลาปิดฉากแล้ว


    ในเวลาเดียวกัน พลังทำลายล้างจากกฎแห่งฟ้าดินก็ลงมาเยือนดั่งพายุขนาดยักษ์


    นี่คือพลังแห่งฟ้าดินที่เซวี่ยหลิงหยุปรากฏไม่อาจต้านทาน อีกทั้งยังมีกระจกโบราณไร้นามซึ่งเขย่าขวัญสั่นประสาทเขาเป็นอย่างยิ่ง


    ต้องรู้ก่อนว่ากระจกบานนี้อยู่ในระดับเดียวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนศาสตราอมตะ!!


    หลังจากนั้นร่างมายาที่มีขนาดใหญ่กว่าเทพพฤกษาโบราณก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง หยู่เหวินเซิ่งซิน


    เมื่อเทียบกับร่างนี้แล้ว พูดได้แค่ว่าเทพพฤกษาโบราณเปรียบเสมือนน้องชายตัวเล็ก ๆ ก็ว่าได้


    และร่างนี้ไม่เพียงแต่หนาแน่นราวกับมีกายเนื้อเท่านั้น ทว่ายังมีแรงกดดันอันมหาศาลและกลิ่นอายที่รุนแรงยิ่งกว่ามาก


    แค่มองดูอากาศที่บิดเบี้ยวอีกทั้งยังเกิดเสียงอื้ออึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง ก็ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้แล้ว


    เมื่อภาพมายานี้ปรากฏขึ้นมา บนท้องฟ้าที่มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ได้ค้อมหัวและคำรามต่ำ โดยเป็นสัญญาณของการเคารพทันที


    นี่คือร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ


    ฉับพลันนั้นเอง


    “ไป!!”


    หยู่เหวินเซิ่งซินสูดลมหายใจเบา ๆ พร้อมกับโบกมือออกไป กระจกโบราณที่ปกคลุมท้องฟ้าพลันส่องแสงดุจดวงตะวันที่เจิดจ้า


    ในเวลาเดียวกันร่างจิตวิญญาณหยินหายนะที่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับร่างของหยู่เหวินเซิ่งซิน ก็พลันยกมือขึ้นออกท่าทางเดียวกับนาง


    หึ่ง หึ่ง


    ฟิ้วววว~~


    ฟิ้ววววววว~~


    “...”


    เห็นเพียงแสงสีฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาราวกับหยาดฝนจากกระจกโบราณ โดยที่มีเสียงหวีดแหลมทะลวงชั้นบรรยากาศลงมาอย่างไม่ขาดสาย โดยมันพุ่งตรงไปทิศทางที่เซวี่ยหลิงอวิ๋นยืนอยู่นั่นเอง


    หากมองอย่างละเอียดแล้ว แสงสีฟ้าเหล่านั้นคือปราณกระบี่อันแหลมคม!


    พลังของมันแต่ละเล่มนั้นล้วนไม่ด้อยไปกว่ากระบี่เซียนเหินเลยแม้แต่น้อย


    ไม่ว่าห่าฝนปราณกระบี่นี้จะกวาดไปทิศทางใด อากาศจะบิดเบี้ยวปริแตก


    กระบี่ทุกเล่มยังอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันของมหาปราชญ์!!


    ทันใดนั้นท้องฟ้าก็สูญเสียสีสันไปชั่วขณะ


    “ฮึ่ม!” ใบหน้าของซวนหยวนชิงเทียนมืดลง กลิ่นอายอันเยือกแข็งพวยพุ่งออกมาจากดวงตา


    นางไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนออกมาเฉิดฉาย


    พริบตาที่กระบี่ออกจากฝัก โลกทั้งใบล้วนอับแสง ยกเว้นเพียงกระจกโบราณที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย


    ทันทีที่เสียงคมกระบี่ดังขึ้น กลิ่นอายอันแหลมคมได้เข้าห้อมล้อม เซวี่ยหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ อีกทั้งยังทำให้ทุกสรรพสิ่งสั่นสะเทือน


    ในเวลาเดียวกันแสงสีทองระยิบระยับก็พลันส่องไปทั่วหล้า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ขุนเขาและแม่น้ำ ภาพทั้งหมดนี้ปรากฏขึ้นบนกลางอากาศ


    และหลังจากนั้น


    “เก้ารูปแบบหายนะ ฟ้าคนรวมเป็นหนึ่ง!!”


    เมื่อเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้น กระบี่ยักษ์สีทองขนาดมหึมาก็ปรากฏ โดยฝั่งหนึ่งมีดวงอาทิตย์เจิดจ้า อีกฝั่งเป็นดวงจันทร์เย็นยะเยือก ที่ค่อย ๆ พุ่งเข้าหาเซวี่ยหลิงอวิ๋น


    ไม่ว่ามันจะผ่านไปทิศทางใด ทิศทางนั้นจะกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ซึ่งสุ้มเสียง ไม่ว่าพลังใด ๆ ก็ไม่อาจหยุดยั้งมันได้


    ครั้งนี้ ซวนหยวนชิงเทียนรู้สึกเดือดดาลถึงขีดสุด


    นางต้องการจะผ่าสะบั้นเซวี่ยหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ให้กลายเป็นความว่างเปล่าเสียให้หมด


    เย่เสวียนที่กำลังมองดูคนอื่น ๆ เคลื่อนไหวนั้น เขาก็รู้สึกว่าเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน


    มันเป็นความตื้นตันจากการที่ทุกคนพร้อมใจกันปกป้องนิกายและท่านเจ้านิกายอย่างแท้จริง!!


    .................


    เวลานี้เขาจึงเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง


    เย่เสวียนไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยกระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่ง ออกมา


    กระบี่ยักษ์สีแดงฉานพุ่งขึ้นไปในอากาศราวกับจะแยกเซวี่ยหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ให้กลายเป็นสองส่วน


    ...................


    สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นกินเวลาเพียงกะพริบตาหนึ่งครั้ง เมื่อเซวี่ยหลิงอวิ๋นเห็นฉากทั้งหมด เขาก็ตกอยู่ในอาการตกตะลึงโดยสมบูรณ์ และคนอื่น ๆ นิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งกลายเป็นประติมากรรมรูปปั้น


    หลังจากสามลมหายใจเขาก็ได้สติขึ้นมา


    นี่มันบ้าอะไรกัน?


    เจ้าคนพวกนี้มันเป็นสัตว์ประหลาดแบบไหน?


    คนหนึ่งมีวิชาหมัดของเทพพฤกษาโบราณ


    คนหนึ่งไม่เพียงแต่จะมีกระจกไร้นามที่ทำให้เขาสั่นกลัว ทว่ายังมีกายาที่ทำให้เขารู้สึกกดดันจนแทบจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้


    คนหนึ่งมีกระบี่ยักษ์สีทองที่ราวกับหมายคร่าชีวิตเขาอยู่กรายๆ


    ที่สำคัญที่สุดยังมีกระบี่เซียนเหินและเคล็ดวิชานั่นอีก!!


    ................


    ใครหน้าไหนมันบอกว่านิกายเทพกระบี่อยู่ในสภาพทรุดโทรมใกล้ล่มสลาย มรดกสืบทอดล้วนมลายหาย?


    ไอ้นั่นมันต้องตาบอดขนาดไหน?


    นิกายเล็ก ๆ ใกล้ล่มสลายมันจะไปมีของเช่นนี้ได้อย่างไร?


    ศิษย์ของนิกายนี้ล้วนเป็นปีศาจ


    อาวุธและสมบัติต่าง ๆ ล้วนท้าทายสวรรค์


    นี่มันคือความรู้สึกที่ไม่อาจหยั่งถึงความน่ากลัวของศัตรูได้


    หากเป็นนิกายเล็ก ๆ ที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม แค่กระท่อมหนึ่งหลังก็ยังไม่มีปัญญาหา


    แต่นี่มันเรียกได้ว่าเกินกว่าขุมอำนาจใหญ่ไปไกลแสน


    .................


    เซวี่ยหลิงอวิ๋นละสายตาไปทางหลินเฟิงเจ้านิกายเทพกระบี่ พร้อมกับเผยความตกตะลึงผ่านแววตา


    “เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้านิกายผู้นี้จะเป็นผู้กลับชาติมาเกิดพร้อมกับพลังที่หาได้มีผู้ใดเทียบเคียง?” เขาไม่สามารถหยุดการคาดเดาในใจได้


    ระหว่างที่เขากำลังคาดเดาไปต่าง ๆ นานา หมัดเทพทลายของ เย่จิงอวิ๋น ก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว


    จากนั้นเซวี่ยหลิงอวิ๋นก็ดึงสติกลับมาพร้อมกับหลบอย่างหวุดหวิด


    ทว่าอย่างไรก็ตาม เหล่าผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์ไม่ได้โชคดีนัก พวกเขาถูกหมัดชกเข้าอย่างจัง จนกลายเป็นละอองเลือดในชั่วพริบตา


    ทันใดนั้นดวงตาของเซวี่ยหลิงอวิ๋นได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ทุกคนล้วนแต่เป็นยอดฝีมือของสำนักดาบสัตโลหะที่ตนได้ทุ่มเททรัพยากรมากมายเพื่อฟูมฟักคนเหล่านี้


    เขาออกคำสั่งแก่เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ที่เหลือให้ทำการตอบโต้กลับไปอย่างบ้าคลั่ง


    ทันใดนั้นเองปราณวิญญาณที่ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันจนเสมือนภูเขาไฟระเบิด อาวุธต่าง ๆ นานาถูกนำออกมา หลังจากนั้นเคล็ดวิชาทั้งหลายก็ถูกใช้ออกมาอย่างพร้อมเพรียง


    ไม่ช้า ห่าฝนสีฟ้าก็ได้พุ่งมาประชิดตัวเซวี่ยหลิงอวิ๋นแล้ว


    เวลานี้เขาแทบจะหายใจไม่ออก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ โดยไม่ต้องใช้ความคิด เขารวบรวมพลังปราณปกคลุมทั่วทั้งร่างกายพร้อมกับใช้เคล็ดวิชาทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีนี้


    “อ๊ากกกก!!”


    “มือข้า!!”


    “เท้าข้า!!”


    “อ๊ากกก หน้าข้า!!”


    ผู้อาวุโสและศิษย์ชั้นยอดบางคนที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีนี้ได้ ชั่วพริบตา มือ เท้า และอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ถูกตัดเป็นชิ้น ๆ บางคนถึงกับศีรษะขาดกระเด็นและตกตายไปในพริบตา


    ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสังเวชนั้น เหล่าอาวุโสและศิษย์ที่เหลือต่างหวาดกลัว ซึ่งพวกเขาได้ใช้เคล็ดวิชาโลหิตคุ้มกายที่เป็นไม้ตายก้นหีบเพื่อหลบหนี

    คล้ายกับเรื่องสำนักเทพเปย์ศิษย์ ที่คุณอ่าน