ลู่เฟยเอ่ยออกไปโดยไม่คำนึงเลยว่ามันบอบบางปานใดยังโชคดีที่ลู่เทียนฉีปกป้องมันไว้ได้มิเช่นนั้นมันจะเป็การตายที่โง่เง่าไร้สมองอย่างถึงที่สุดนี่ถือเป็บทเรียนสำหรับคนอ่อนแอครั้งแรกของมัน
ลู่เฟยหันไปมองหน้ามันผู้นั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องเอะใจเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยออกไปด้วยรอยยิ้ม“ข้าไม่เป็อะไร ขอบคุณท่านมาก”
ตามมาด้วยคนกลุ่มหนึ่งวิ่งตามมันมาเห็นชัดว่าคนผู้นี้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วจึงรีบวิ่งจากพรรคพวกตนเองมาหาลู่เฟย
คนกลุ่มนั้นเมื่อวิ่งมาถึงพวกมันมีกันสี่คนแต่ละคนต่างสวมอาภรณ์แบบเดียวกันเป็สีน้ำเงินยาวทั้งตัวหนึ่งในนั้นเอ่ย “นายน้อย คนผู้นี้?”
ลู่เฟยที่ได้ยินมันผู้นี้ว่านายน้อยจึงเอ่ยถาม“ท่านคือผู้ใด?”
“ข้าคือนายน้อยตระกูลหนิงหนิงกวงซือ แล้วท่านเล่า แล้วเหตุใดจึงถูกคนผู้นั้นโจมตีหากท่านโดนเข้าไปเกรงว่าต่อให้มีสิบชีวิตยังไม่พอ” มันกล่าวด้วยแววตาจริงจังมันตรวจดูลู่เฟยแล้วแต่กลับพบว่าพลังลมปราณลู่เฟยเพียงอยู่่ชั้นแรกเริ่มขั้นหกที่ไม่ต่างจากเด็กแปดขวบแต่กลับถูกขุมพลังที่แข็งแกร่งกว่าไม่รู้กี่เท่าโจมตีใส่
หนิงกวงซือมันผู้นี้เป็นายน้อยตระกูลหนิงรูปร่างผอมเล็กพอๆกับลู่เฟยเส้นผมรวบมัดเรียบร้อยผิวขาวผ่องคิ้วโค้งหางตาคมดวงตากลมโตจมูกเรียวเล็กกลีบปากซีดจางใบหน้าเรียวแหลมโดยรวมหน้าตาหล่อเหลางามสง่า มองดูคร่าวๆอายุของมันราวๆสิบห้าปีพอๆกับลู่เฟย
“ท่านคงจะไม่อยากเชื่อ ข้านี่แหละคือลู่เฟยนายน้อยตระกูลลู่” ลู่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดาไม่ได้คาดหวังอะไรมันก็พอจะรู้ได้คร่าวๆว่าหนิงกวงซือผู้นี้จะแปลกใจหรือรู้สึกสมเพชเวทนามันอยู่ไม่น้อย
แต่กลับไม่เป็ดั่งที่เด็กหนุ่มคาดไว้หนิงกวงซือผู้นี้กลับแตกต่างจากผู้อื่น
หนิงกวงซือแน่นิ่งดวงตาเบิกกว้างจ้องเขม็งไปที่ลู่เฟยเอ่ยวาจาแ่เบาที่มีแค่มันสองคนได้ยิน“อะไรกัน หรือว่าท่านก็...” กล่าวจบมันก็เงียบไป
ลู่เฟยเอ่ย “ท่านมีอะไรหรือ?”
หนิงกวงซือส่ายศีรษะเล็กน้อยเอ่ยตอบ“ไม่มีอะไรไม่มีอะไร ท่านอย่าได้ใส่ใจวาจาเมื่อครู่” กล่าวจบมันก็ยื่นมือไปให้ลู่เฟยพร้อมกับพยุงขึ้น
ลู่เฟยสบตากับหนิงกวงซือเมื่อครู่มันกลับไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดััได้เพียงความเศร้าและความรู้สึกอันซับซ้อนนี่ถือเป็คนอีกผู้หนึ่งที่ไม่ได้มีความคิดสมเพชในตัวของลู่เฟยแต่แววตาของมันก็ทำให้ลู่เฟยแปลกใจอยู่ไม่น้อย
ผู้ติดตามของตระกูลหนิงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงดังหนักแน่น“อะหื้ม ตัวแทนตระกูลหนิงมาถึงแล้ว พวกเรามาพบปะพูดคุยกันก่อนเป็อย่างไร”
ตอนนี้ลู่เทียนฉีกับผู้อวุโสหกก็ยังจ้องหน้ากันไม่วางตาหมัดของอวุโสหกก็ยังถูกปัดป้องด้วยฝ่ามืออย่างเหนียวแน่น
ลู่เทียนฉีขบฟันแน่นเอ่ยเสียงต่ำ “คงเสี่ยวเ้าทำเกินไปแล้วหัดควบคุมสติให้สมกับขึ้นชื่อว่าผู้อวุโสหากเป็ที่อื่นมีใครมาเห็นเข้าเกรงว่าชื่อเสียงอันใดทั้งชีวิตเ้าคงจะได้ปาทิ้งทั้งหมด!” ปกติมันเรียกอวุโสแต่ยามนี้เอ่ยด้วยชื่อแทนที่จะเรียกอวุโสหกแสดงถึงว่ามันโกธรเพียงใดแต่มันก็ยังไว้หน้าอีกฝ่าย
อวุโสหกเอ่ย “ช่างมันปะไร”กล่าวจบมันก็สบัดมือออกอย่างแรงไม่คิดทำอะไรต่อ มันรู้ดีว่าลู่เทียนฉีไว้หน้ามันปานไหนหากเป็แบบตรงกันข้ามคงจะไม่มีผู้ใดเรียกมันผู้อวุโสมีเพียงเหมือนมีคำสลักไว้กลางหน้าผากว่ามันลงมือแบบไม่ได้ตั้งตัวกับผู้เยาว์ที่ไม่มีอะไรที่จะปัดป้องด้วยซ้ำ
ลู่เทียนฉีพุ่งทยานมาอย่างรวดเร็วสองมือกุมไหล่ลู่เฟยสีหน้ากังวลเอ่ยอย่างรวดเร็ว“เ้าไม่เป็ไรหรอกกระมั้ง?”มือคนก็ตบๆไหล่ท่อนแขนลำตัวของลู่เฟยท่าทางของมันกังวลอยู่ไม่น้อยไม่เหลือท่าทีของผู้นำตระกูลอีกต่อไปตอนนี้ตระกูลหนิงอันใดมันยังไม่สนใจด้วยซ้ำ
ลู่เฟยจับมือของลู่เทียนฉีออกเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้นแย้ม “ข้าไม่เป็อะไรท่านพ่ออย่าได้กังวลรับแขกก่อนเป็อย่างไร” มันหันไปด้านข้าง “นี่นายน้อยหนิง เป็มันที่ช่วยข้าเมื่อครู่”
ลู่เทียนฉีเอ่ย “ขอบคุณที่เข้ามาช่วยลู่เฟยน่าขำนักคนในตำหนักไม่มีแม้แต่เงาที่คิดจะมาช่วยมัน”
ลู่เทียนฉีไม่ได้เอ่ยเสียงเบาทุกคนในตำหนังต่างก็พากันได้ยินสีหน้าพวกมันก็ต่างกระอักกระอ่วนก้มหน้าไม่กล้าที่จะเอ่ยวาจาแม้แต่ครึ่งคำถึงลู่เฟยจะเพียงเป็ไก่เป็เป็ดในสายตาพวกมันแต่จะอย่างไรมันก็เป็ถึงนายน้อยของพวกมันเื่นี้ทุกคนก็ต่างตระหนักดีพวกมันตอนนี้จึงทำได้เพียงยืนแข็งทื่อด้วยสีหน้าโง่งม
หนิงกวงซือยืนแน่นิ่งไม่ขยับไหวติงสายตาก็จับจ้องไม่วางตาไปยังลู่เฟยกับลู่เทียนฉีมันไม่มีท่าทีตอบสนองจากคำกล่าวของลู่เทียนฉีเหมือนกับว่าสติมันหลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว
ลู่เฟยหันไปมองคนตระกูลหนิงอีกสี่คนด้านหลังพวกมันก็ต่างส่ายศีรษะด้วยสีหน้าจนปัญญา
ลู่เฟยเอ่ยขึ้น “หนิงกวงซือ เ้าไม่เป็ไรหรอกกระมั้ง” กล่าวจบมันก็ใช้มือทาบวางไว้บนไหล่พร้อมเขย่าเล็กน้อย
มาตอนนี้เองมันจึกรู้สึกตัวอีกครั้งส่ายหน้าเอ่ย“อย่าได้ใส่ใจข้ามักเป็เช่นนี้บ่อยครั้ง” มันแย้มยิ้มเล็กน้อยจับมือลู่เฟยออก “ขอบคุณท่านมาก”
ภายในแววตาของมันเป็เหมือนเมื่อครู่แต่กลับทวีความเศร้ากับความรู้สึกอันซับซ้อนแต่หากทีนี้กลับมีความรู้สึกบางประการสายหนึ่งที่มันเหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็นึกไม่ออก
...ความรู้สึกนี่มันคืออะไรเหมือนว่าข้ารู้จักเป็อย่างดีแต่จะนึกคิดยังไงก็คิดไม่ออกคาใจยิ่งนัก
เวลาก็ผ่านไปซักพักผู้คนตระกูลหนิงทั้งห้าคนก็พากันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตรงกันข้ามเป็ลู่เทียนฉีกับลู่เฟยหนิงกวงซือผู้นี้มันไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำเมื่อลู่เทียนฉีถามอะไรเกี่ยวกับมันไปจะต้องเป็คนสี่คนที่ตามมาด้วยตอบแทนมันทั้งหมดคนสี่คนนี้เหมือนว่ามันจะไม่ได้เป็ขุมกำลังหลักของตระกูลหนิงมันเป็เหมือนคนที่คอยติดตามหนิงกวงซือ
พวกมันก็ต่างยกเื่ต่างๆนาๆมาคุยแต่ไม่มีใครเลยที่จะหยิบยกเื่พลังลมปราณของลู่เฟยมาพูดถึงแรกเห็นจะแปลกใจอยู่บ้างแต่ก็ดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย
ลู่เฟยรู้สึกว่าั้แ่ที่มันนั่งคุยกันมาซักพักมันก็รู้สึกถึงสายตาจับจ้องมันเขม็งหนิงกวงซือไม่ขยับซักนิดแต่มันกลับจ้องลู่เฟยไม่วางตาลู่เทียนฉีก็เหมือนจะรู้ตัวแต่มันดูจะไม่กล้าถามส่วนอีกสี่คนตระกูลหนิงพวกมันปกติยิ่งเหมือนว่ามันไม่เห็นอะไรทั้งนั้นทำให้ลู่เฟยรู้สึกกระอักกระอ่วนจนมันอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล
ปรากฏหยาดเหงื่อบนหน้าของลู่เฟยหลังไหลไม่ขาดสายลู่เฟยไม่ได้มองหนิงกวงซือมันพยายามทำเป็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจ้องมันเขม็งแต่มันก็พยายามเหล่สายตาไปอยู่พักๆทีแรกมันอาจจะคิดว่ามันคิดไปเองแต่ก็ดูเหมือนว่าหนิงกวงซือจะจ้องหน้ามันจริงๆ ...มันจะจ้องหน้าข้าไปถึงไหนข้าคงไม่ได้ไปทำอะไรให้มันไม่พอใจหรอกกระมั้ง
ลู่เฟยไม่ได้มีเื่บาดหมางกับหนิงกวงซือแต่อย่างใด แต่มันกลับรู้ได้เลยว่าหนิงกวงซือผู้นี้ต้องมีเื่อะไรคาใจตัวมันอย่างแน่แล้ว