เช้าวันนี้ผมได้ใช้พื้นที่รอบเครื่องฉายฮอโลแกรมกลางห้องชั้นห้าเป็นครั้งแรกเพราะผมเข้าเป็นสมาชิกในทีมเต็มตัวผมเพิ่งมีโอกาสเห็นหน้าค่าตาทุกคนในทีมข่าวการเมืองภาคเช้าที่ยืนรายล้อมโต๊ะเครื่องฉายภาพสามมิติอันนั้นปกติจะเห็นชื่อแต่ในแชตของแอปซัมอินไซด์ ผมไล่กวาดตามองเร็ว ๆ ผ่านนิกรณ์ แบและลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยของอิสรา
{ ผมศึกษามาบ้างแล้วว่าโครงสร้างของแผนกเราจะแบ่งเป็นสามสาย[1] นั่นคือสายก่อนการผลิตทำหน้าที่วางแผน และอำนวยความสะดวกก่อนไปทำข่าว ใช้จำนวนคนไม่มากมีแค่ ไมตรี กับผู้ช่วยสองคนเท่านั้นไมตรีมีความสามารถสูงจึงควบตำแหน่งหลังการผลิตไปด้วย ผมเคยเจอคนหนึ่งที่ชื่อ กมลาซึ่งเป็นเลขานุการกองบรรณาธิการ เพราะเคยไปถามเรื่องการเบิกค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับทำข่าวปกติกมลาจะบริการนักข่าวภาคสนามมากกว่าทั้งติดต่อประสานงานด้านการเดินทาง สถานที่และจัดการงบประมาณ ส่วนสายหลังการผลิตก็จะตรวจสอบก่อนจะเผยแพร่ทั้งรีไรต์ จัดองค์ประกอบศิลป์ และอะไรต่าง ๆมากมาย เท่าที่ผมรู้แค่ส่งงานที่ดีที่สุดในเบื้องต้นให้ไมตรีก็พอ
สายการผลิตในที่นี้ก็คือ ผู้สื่อข่าวซึ่งจะแบ่งเป็นปฐมภูมิกับทุติยภูมิ นักข่าวปฐมภูมิเองก็จะแบ่งเป็นภาคสนามและนักข่าวออนไลน์ นักข่าวปฐมภูมิภาคสนามที่ผมรู้จักก็จะมีอิสรา กับแจนส่วนธรณีเพิ่งย้ายจากภาคสนามมาเป็นออนไลน์หรืออาจเรียกว่าผู้สื่อข่าวเบื้องหลังได้ไม่นานเพื่อนเคยเล่าว่าวัน ๆ หนึ่งในสำนักงานเขาก็จะนั่งอยู่หน้าคอมฯไม่ต่างจากตอนที่ผมเห็นที่คอนโด เขาจะเสพข้อมูลปริมาณมหาศาล ที่เปิดเผยมาของรัฐบาลทั้งจากในเว็บไซต์ ภาพจากเอวีเอสอีหรือในโซเชียลมีเดียล้วนเป็นแหล่งข่าวได้แล้วเลือกประเด็นที่น่าสนใจมานำเสนอ ภาพที่นักข่าวหลายสำนักรุมสัมภาษณ์นักการเมืองคนเดียวจนไมโครโฟนเกือบแทงจมูกแบบในยุคผมไม่มีอีกแล้วหรือแย่งกันถ่ายภาพจนขาตั้งกล้องล้มระเนระนาดนักข่าวเหมือนกลายเป็นผู้คัดกรองว่าอันไหนที่สำคัญควรจะเป็นประเด็นมากกว่าเหมือนที่ไมตรีเน้นว่าส่งผลกระทบต่อสังคม อย่างเช่นถ้ามีข่าวลัทธิหนึ่งบอกให้กราบไว้แมลง ปรากฏขึ้นมาซึ่งมีผู้เข้าร่วมแค่ห้าถึงสิบคนเราอาจรวบไว้ทำเป็นสกุ๊ปข่าวรวมลัทธิประหลาดทีเดียวแทนที่จะตามไปทำข่าวทุกอันกรณีมีเหตุการณ์สำคัญที่สำนักข่าวทุกสำนักสนใจพร้อมกันก็ต้องถูกสภาวิชาชีพนักข่าวควบคุมให้สุ่มเลือกมาสามสำนักข่าวอยู่ดี
การทำงานของนักข่าวยังแบ่งเป็นช่วงเวลาสามรูปแบบ[2] คือข่าวเฉียบพลันหรือมีชื่อเล่นว่าเนื้อสดนักข่าวกลุ่มนี้จะรับผิดชอบสถานการณ์ที่ต้องทันต่อโลกโดยแข่งขันด้านความเร็วรายละเอียดอาจไม่ต้องมาก เพราะส่งไม้ต่อไปขยายความทีหลังได้มักจะพ่วงอยู่เวรยามกะบ่ายหรือกะดึกด้วยพอพร้อมรับสิ่งที่เกิดโดยไม่ทันตั้งตัว รูปแบบที่สองคือข่าวกึ่งเฉียบพลันหรือเรียกกันว่าเนื้อเปื่อยมักจะทำข่าวที่เน้นประเด็นมากกว่าความรวดเร็วและอาจต้องมีการตามต่อเนื่องเพราะประเด็นยังไม่จบทราบกำหนดการล่วงหน้าเป็นรายสัปดาห์หรือเดือนอิสราก็อยู่กลุ่มนี้ทำให้เธอวางแผนชีวิตได้ในระดับหนึ่ง รูปแบบสุดท้ายคือข่าวเรื้อรังหรือเนื้อแห้งซึ่งทำอะไรก็ได้ที่ไม่ได้เกี่ยวกับกาลเวลาแต่ว่ายังมีอิมแพกต์ต่อสังคม น่าจะถูกพูดถึงในไม่ช้า มักเขียนข่าวออกมาในรูปของสกู๊ปข่าวเช่น ประเด็นเรื่องข้อกฎหมายเรื่อง สิทธิสัตว์ที่เป็นข้อถกเถียงกันในสังคมมาอย่างยาวนานยังไม่ได้ข้อสรุปที่ต้องแบ่งย่อยแบบนี้เพื่อจุดประสงค์เดียวคือให้แต่ละคนวางแผนชีวิตตัวเองได้ง่ายขึ้น
ผมเพิ่งรู้ว่าตำแหน่งนักจับใจความของตัวเองมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าผู้สื่อข่าวทุติยภูมิ ในทีมเรามีกันแค่สามคนผมกับนิกรณ์จะรับงานแบบเนื้อแห้งกับเนื้อเปื่อยคละกันส่วนรุ่นพี่นักจับใจความอีกคนที่ชื่อ สิริน จะรับงานประเภทเนื้อสดผมมารู้ภายหลังว่าเธอคือหญิงสูงวัยที่ถักผมเปียที่ยืนข้าง ๆ นิกรณ์เธอแต่งตัวกระชากวัยด้วยเสื้อหนังกางเกงรัดรูปจนผมจำติดตาผมมีโอกาสได้เห็นตัวจริงในวันนี้แค่ครั้งเดียว จากนั้นเธอก็วิดีโอคอลหรือมาในรูปฮอโลแกรมโดยตลอด ในวันอื่น ๆมีข่าวลือว่าเธอทำงานดีจนถูกใจไมตรีมากจนเป็นคนเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ ผมไม่เชื่อคำพูดของธรณีที่บอกว่าระบบอุปถัมภ์หมดไปจากสังคมยุคนี้แล้วผมเข้ามาทำงานใหม่จึงยังไม่ได้ทำข่าวเฉียบพลันไมตรีบอกว่าปีหน้าค่อยตกลงกันใหม่ว่าจะสลับผมไปทำเนื้อสดแทนสิรินหรือไม่ }
แม้จะคุ้นหน้าทั้ง28 คนนั้นแต่ก็จำชื่อได้ไม่หมด บางคนเคยเดินสวนกันแต่ไม่มีโอกาสคุยกัน ผมโบกมือให้ธรณีซึ่งยืนข้าง ๆเพื่อนผมตอบรับโดยการพยักเพยิด ผิดกับอิสราที่โบกมือกลับอย่างมีชีวิตชีวาทำให้ผมกลับมาหลงเสน่ห์เธออีกทั้งที่ลืมไปได้หลายวันอยากตำหนิตัวเองที่ไม่ยอมตัดใจได้เสียทีนับว่าเป็นบุญของผมที่สหายกับแก๊งเพื่อนชั่วของมันไม่ได้ทำงานในแผนกนี้
เก้าโมงตรงไมตรีก้าวออกจากห้องมายืนอยู่หน้าทุกคน แม้เวลาทำงานจะยืดหยุ่นแต่ทุกคนก็ต้องมารวมกันที่นี่ทุกเช้าเวลาเดิมเพื่อมอบหมายงานก่อนแยกย้ายเขาเอ่ยทักทายสั้นๆ ก่อนจะเข้าเรื่องทันทีโดยไม่อารัมภบทถามไถ่สารทุกข์สุกดิบชายศีรษะล้านกดปุ่มลิงก์จากเครื่องเอวีเอสอีของตนเองเพื่อแสดงภาพฮอโลแกรมของเนื้อหาที่จะประชุมซึ่งแบ่งเป็นสามวาระ วาระแรกข่าวที่ผ่านมาที่ยังต้องตามต่อรวมทั้งพูดผลกระทบเชิงลบเชิงบวกจากคอมเมนต์ในโลกอินเทอร์เน็ตวาระที่สองจะพูดถึงข่าวเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ที่ต้องไปติดตามทำข่าวไปจนถึงสิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้และวาระที่สามก็จะเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในอนาคตอีกสามถึงเจ็ดวันข้างหน้า
“วันนี้อาทร ลา ขอรบกวนท่านทำภาคสนามวันหนึ่งนะ” ไมตรีหันหน้าไปพูดกับเพื่อนผมอีกฝ่ายพยักหน้า
“ดิวของทีมธรณีให้ไปรอสัมภาษณ์นายกฯ จะประชุมเรื่องตัวชี้วัดที่สุ่มเสี่ยงเสร็จตอนเที่ยง”หัวหน้าประกาศ
ตอนแรกผมนึกว่าหูฝาดที่ได้ยินคำว่า‘ดิว’มารู้ทีหลังว่าเป็นศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สำนักข่าวซัมนิวส์ก่อตั้งขึ้นมาย่อมาจากคำว่า ‘Duty’ ในบริบทนี้จะหมายถึงภารงานของแต่ละคนในหนึ่งวันความหมายคล้ายคำว่า หมาย (ข่าว) ซึ่งก็ข่าวที่ต้องทำนอกพื้นที่ ยุคนี้การสร้างคำใหม่เกิดขึ้นได้ง่ายมากแทบจะทุกวันมีเงื่อนไขแค่มีคนเข้าใจความหมายคำคำเดียวกันเกิน 100 คน ก็จดทะเบียนในเว็บไซต์สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้แล้วถ้าคำคำนั้นถูกพูดด้วยชาวไทยใหม่ ก็ถือว่าเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการโดยไม่สนว่าจะแปลงมาจากภาษาอะไรคนทั้งบริษัทซัมนิวส์มีร้อยกว่าคนจึงผ่านได้สบายๆ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แม้ว่ายุคผมจะมีศัพท์วัยรุ่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ่อยแต่แบบนี้มันง่ายเกินไปทำให้ภาษาวิบัติ ไม่เหลือเค้าโครงเดิมแต่ผมก็ไม่มีอำนาจอะไรไปแก้ไขกฎหมาย ในเมื่อไม่ใช่คนยุคนี้ด้วยซ้ำ
“สภาวิชาชีพสุ่มได้เราไปเค้นเหรอ”ธรณีถาม เพื่อนบอกผมภายหลังว่า ‘เค้น’ ในบริบทนี้ คือ การสัมภาษณ์
“ใช่พร้อมกับสำนักข่าวเอเอสเอลแล้วก็ตาเหยี่ยว” หัวหน้าตอบพลางพยักหน้าผมจำชื่อสำนักข่าวสองแห่งนี้ได้เพราะเคยผ่านตามาตอนรวบรวมข่าวทั้งคู่ทำข่าวทั้งปฐมภูมิกับทุติยภูมิ
“ดิวของทีมอิสราเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายครอบครัวแล้วกัน เรื่องอะไรก็ได้ช่วงนี้มีกระแสเรื่ององค์การอนามัยโลกประกาศว่าอัตราคนอยู่เป็นโสดเพิ่มมากขึ้น”ไมตรีหันไปบอกอิสรา
“อืม...ทำเป็นพัฒนาการของกฎหมายและแนวทางพัฒนาในอนาคตดีไหมค่ะ” อิสราตอบสนองอย่างรวดเร็ว เหมือนคิดมาจากบ้านไม่ก็ไหวพริบเป็นเลิศ
“ก็ดีนะอย่าลืมนัดกับ ดร.นิธิ ด้วย เพื่อนเราบอกว่าเขาเก่งด้านนี้แต่ไม่ค่อยออกสื่อทั่วไปเท่าไหร่” หัวหน้าเสนอแนะเพิ่มเติม ก่อนจะหันไปมองผมสลับกับนิกรณ์และสิริน
“พวกท่านมีเรื่องอะไรจะเสนอให้แผนกปฐมภูมิไปหาข่าวไหมเหล่านักจับใจความทั้งหลาย” ไมตรีจ้องไล่ทีละคนราวตามลำดับ ราวกับว่าใครพูดก่อนจะได้คะแนนพิเศษนิกรณ์ก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย รอบนี้เขาแต่งชุดเสื้อคลุมดำเหมือนวันแรกที่ผมเจอเขา
“เขียนเรื่องประโยชน์ที่ได้รับจากการลงพื้นที่ของสส. เขตดีไหม ถามนักวิชาการที่เห็นต่างกันอย่างละคนสองคนก็ได้” เขาเสนอ
ผมรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรเมื่อคืนนี้มีการถกเถียงข่าวนี้ในโลกออนไลน์จนติดเทรนด์ยอดฮิตชาวเน็ตกำลังพากันวิจารณ์ความเหมาะสมของ สส.สิทธิกร จากพรรคพลังกายพลังใจ ที่มารับเรื่องร้องเรียนตอบแทนประชาชนพื้นที่ที่เลือกตนเองแทนที่จะเข้าประชุมสภา ผมยังเห็นนิกรณ์สรุปข่าวนี้ไว้ในไฟล์ที่ส่งในแชตกลุ่มตั้งแต่เมื่อวานนี้
“อืม...ดีมาก” ไมตรีกล่าวชม หลังจากนั้นนิกรณ์ก็ร่ายยาวมาอีกสี่ห้าเรื่องไมตรีเลือกมาหนึ่งเรื่อง ส่วนสิรินส่งเป็นไฟล์ที่ให้ตัวเลือกมาราว ๆ 20 หัวข้อได้เลยผมยิ่งรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่ธรรมดาต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกกี่ปีจึงจะเก่งเท่าสองคนนี้ เผลอ ๆจะโดนส่งกลับโลกเดิมก่อนที่จะเป็นนักจับใจความผู้เชี่ยวชาญ
ไมตรีใช้เวลาสิบวินาที สแกนอ่านลิสต์ของสิรินและเลือกเรื่องที่น่าสนใจมอบหมายให้คนในทีมข่าวปฐมภูมิไปทำเพิ่มอีกสองหัวข้อ ไม่ว่าจะเห็นกี่ทีผมก็ทึ่งในการอ่านความเร็วสายฟ้าฟาดของหัวหน้าซึ่งน่าจะเหนือชั้นกว่าเหล่านักจับใจความอีก
“ประชามีอะไรจะเสนอไหม”สายตาคมกริบของหัวหน้าตรึงผมไว้กับที่ในที่สุดก็ถึงคิวจนได้ คำถามสั้น ๆ นั้นทำให้ผมถึงกับขนลุกชันความประหม่าแล่นปราดไปทั่วร่างจนขาสั่นความกดดันถาโถมเข้ามาทันทีเมื่อทุกคนในห้องเงียบกริบเพื่อรอคอยคำตอบจากผม
“เราน่าจะไปสัมภาษณ์ความเห็นของพรรคฝ่ายรัฐบาลเพิ่มนะครับ” ผมหันมองรอบ ๆซึ่งยังคงปราศจากเสียง ไม่มีใครพูดอะไรราวกับไม่เห็นด้วย บางคนส่ายหน้าบางคนกลั้นหัวเราะ ผมรู้สึกว่าเวลาเชื่องช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตุบ ๆอยู่ในอก
“ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น” ไมตรีเลิกคิ้วโดยไม่แสดงอาการอื่นใด
“เราเห็นว่าสัมภาษณ์ไม่สมดุลกัน”เสียงของผมที่เปล่งออกไปสั่นพร่า “ในข่าวมีไปสัมภาษณ์ฝ่ายค้านทุกพรรคแต่ไปสัมภาษณ์ฝ่ายรัฐบาลแค่พรรคเดียว”
“แล้วทำไมท่านถึงไม่ถามเพิ่มไปเลยล่ะ”คำตอบของไมตรีขึ้นเสียงสูง ทำทีมงานบางคนตลกขบขัน ผมได้แต่ทำหน้าเจื่อน เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นประปรายนั้นไม่ต่างอะไรกับเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงความมั่นใจที่เพิ่งก่อตัวจนพรุนผมอยากมุดแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดสมองที่พยายามเค้นคำพูดมาแก้ต่างกลับว่างเปล่า พลันนั้นก็นึกคำพูดหัวหน้าขึ้นได้เขาเคยย้ำว่าเป็นหน้าที่ผมที่ต้องอัพเดทข่าวสาร ส่งแชตถามได้เลยโดยเฉพาะเมื่อบุคคลนั้นถูกพาดพิงถอนคำพูดตอนนี้ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว
ทันใดนั้นธรณีก็พูดแทรกเสียงหัวเราะของคนรอบข้างออกมา
“เราคิดว่าความคิดเห็นก็ไม่ต่างกันหรอกถามไปก็ไม่ได้สาระอะไรขึ้นมา” เป็นคำพูดที่แรงใช้ได้ถึงจะเป็นความเห็นที่ซื่อตรงจริงใจตามนิสัยเพื่อนผม แต่ก็ไม่น่าหักหน้าขนาดนี้
“ท่านมีอะไรจะพูดอีกไหมเราจะได้ไปทำงาน”ธรณีกล่าวต่อพลางเงยหน้ามองหน้าปัดนาฬิกาฮอโลแกรมที่อยู่ด้านบนของรายชื่อข่าวที่จะทำในวันนี้ผมเพิ่งเข้าใจจุดประสงค์ของเขา ต้องการตัดบทเบี่ยงเบนความสนใจไมตรี ความขุ่นเคืองที่มีต่อเพื่อนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
“อืม ไม่มีแล้ว แยกย้ายได้”ไมตรีประกาศ แล้วดึงภาพจากฮอโลแกรมกลับเข้ามาที่เอวีเอสอีของตนเองทำให้ภาพสามมิติกลางห้องเปลี่ยนกลับเป็นภาพสามจอตามค่าตั้งต้นซึ่งแสดงข่าวต่างประเทศ ตลาดหุ้น และข่าวด่วน
พนักงานฝ่ายการเมืองทุกคนต่างแยกย้ายทำหน้าที่ตนเองบางคนยังจับกลุ่มปรึกษากันอยู่ที่เดิม ผมรู้ตัวอีกทีอิสราก็หายไปกับทีมของเธอแล้วธรณีพยักเพยิดให้ผมครั้งหนึ่ง ชูนิ้วโป้งขึ้นเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าพยายามเข้าก่อนจากไป ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พื้นที่ที่แออัดด้วยคนเกือบ 30 คนกลายเป็นที่โล่งภายในช่วงเวลาไม่เกินห้านาที
ผมยังยืนเก้ ๆ กัง ๆไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ทำทีเป็นอ่านไฟล์ที่ไมตรีส่งให้ผมเมื่อหันไปเห็นหัวหน้ายืนจับกลุ่มคุยกับนิกรณ์ และสิริน จึงต้องตัดสินใจเดินไปสมทบ
“ทำตามที่บอกเลยนะ” ไมตรีบอกพวกเขาจากนั้นทั้งสองคนก็หมุนตัวแยกกันไปโดยไม่มีใครพูดทักทายผมสักคำ นิกรณ์เดินไปทางบล็อคทำงานตนเองส่วนสิรินไปทางลิฟต์ คนยุคนี้เป็นบ้าอะไรกันไปหมดผมไม่ได้รู้สึกถึงทีมเวิร์คเลยสักนิดเหมือนต่างคนต่างทำงานส่วนตัวโดยมีไมตรีเป็นศูนย์บัญชาการ
ทันใดนั้นหัวหน้าก็หันมาทางผมแบบไม่ทันตั้งตัว
“ประชาท่านมีเรื่องอะไรจะถามไหม”
“ไม่มีครับ”ผมชิงตอบก่อน ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งอ่านหัวข้อได้แค่ครึ่งเดียว
“แล้วมีหัวข้ออื่นที่สนใจอีกไหม”ไมตรีสีหน้าเคร่งเครียดจนผมรู้สึกกดดัน ตอนนี้เหลือแค่พวกเรายืนตรงนั้นสองคน
“อืม...”ผมพยายามเลี่ยงการสบตาหัวหน้าด้วยการมองเพดานภาพแรกที่ผมนึกออกคือการดีเบตที่ดูพร้อมกับธรณีเมื่อวันก่อน
“ผลการดีเบตกฎหมายเรื่องอวตาร” ผมตอบในที่สุด
“อืมกู๊ดชอยส์...” เขาทำทีพูดภาษาอังกฤษ “...มีเรื่องอะไรอีกไหม”
“ไม่มีแล้วครับ”ผมแสยะยิ้มส่ายหน้า
“งั้นก็ทำตามที่เราจะส่งให้ท่านเลยเรื่องที่ท่านบอกมีอยู่ในลิสต์แล้ว” ไมตรีบอก ตบบ่าผมเบา ๆ แล้วเดินจากไปผมแอบกดมือถือดูไฟล์ที่เขาส่งมาให้รู้สึกโชคดีแล้วที่ไม่ได้สนใจอะไรเพิ่ม เดาว่าถ้าไม่มีในลิสต์ หัวหน้าจะสั่งผมเพิ่มแหงๆ แค่ 11 ข่าวนี้ก็ทำผมรากเลือดได้
ผมได้แต่ถอนใจแล้วเดินคอตกออกไป
[1]โครงสร้างของแผนกข่าวการเมือง: สายก่อนการผลิตPre-production, สายการผลิต Production,สายหลังการผลิต Post-production
[2]ประเภทงานข่าวตามสไตล์ซัมนิวส์: ข่าวเฉียบพลันAcute News, ข่าวกึ่งเฉียบพลัน SubacuteNews, ข่าวเรื้อรัง Chronic News