บทที่ 29 เป็นโจรใจหวาดหวั่นผู้ประหม่าเพราะทำความผิด
“นายท่าน นั่นมิใช่องค์ชายสามหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อาเอ้อร์ชี้ไปทางอวิ๋นอินอิน พร้อมกล่าวกับเซวียนเหยียนฟู่ “กระหม่อมคิดว่าทุกคนในวังล้วนรังแกองค์หญิงเก้าเสียอีก คิดไม่ถึงว่ายังมีองค์ชายสามที่เป็นมิตรกับนาง”
ทว่าคำตอบกลับที่อาเอ้อร์ได้รับคือเสียงแค่นเย็นชาของนายท่าน
อาเอ้อร์แอบมองนายท่านของตนที่มีสีหน้าดำทะมึนอย่างเงียบ ๆ นี่นายท่านกำลังไม่สบอารมณ์อยู่หรือ? เป็นเพราะองค์ชายสามมาหาองค์หญิงเก้าหรือ?
“เสด็จอา”
อวิ๋นหมิงอวี่ที่เงยหน้าขึ้นมา สายตาก็พลันไปสบกับเซวียนเหยียนฟู่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี อวิ๋นอินอินที่ได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น จึงหันร่างตามไปเช่นกัน ทันใดนั้นนางก็คลี่ยิ้มดั่งดอกไม้แรกแย้ม วิ่งเข้าไปเสด็จอาอย่างรวดเร็ว
“เสด็จอา ทรงกลับมาแล้วหรือเพคะ”
เมื่อคิดว่าเมื่อครู่นางก็ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลเช่นนี้กล่าวกับอวิ๋นหมิงอวี่ และแย้มยิ้มให้อวิ๋นหมิงอวี่อย่างอ่อนหวานเช่นกัน สีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ก็ยิ่งเย็นเยียบ ส่งสายตาเย็นชาให้อวิ๋นอินอิน และเดินผ่านนางไป
อวิ๋นอินอินกะพริบตาปริบ ๆ อย่างุนงง บ่นพึมพำด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่า “เสด็จอาเป็นอันใดไป? หรือจะถูกองค์จักรพรรดิผู้นั้นต่อว่าเพราะเรื่องของข้ากัน?”
จะต้องใช่แน่ ๆ พอเห็นข้าถึงได้ไม่สบอารมณ์ โฮ… ข้าทำให้เขาเดือดร้อนเสียแล้ว
อวิ๋นหมิงอวี่เห็นเซวียนเหยียนฟู่เดินมาทางตน จึงรีบเข้าไปคารวะ “เสด็จอา”
เพียงแต่ ฝีเท้าของเซวียนเหยียนฟู่มิได้หยุดลง กลับเดินผ่านเขาไปเลย
อวิ๋นหมิงอวี่ที่ก้มตัวฉีกยิ้มอย่างจนใจ รอจนอวิ๋นอินอินเดินมาใกล้ จึงได้ยืดกายขึ้น
“พี่สาม ท่านกลับไปก่อนเถิดเพคะ ข้าจะไปดูเสด็จอาเสียหน่อย”
หากแต่อวิ๋นหมิงอวี่รีบคว้าแขนอวิ๋นอินอินที่รีบร้อนไว้ แล้วกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “เสด็จอาทรงอารมณ์ไม่ดีนัก เจ้าอย่าไปเลย”
“ไม่ได้เพคะ เสด็จอาถูกข้าทำให้เดือดร้อน ข้าไม่อาจปล่อยวางได้หรอก” อวิ๋นอินอินดันมือของอวิ๋นหมิงอวี่ออก รีบเดินไป พร้อมโบกมือให้เขา “พี่สาม รอกลับมาแล้วข้าค่อยไปหาท่านนะเพคะ”
อวิ๋นหมิงอวี่มองดูเงาหลังที่รีบร้อนของอวิ๋นอินอิน ในแววตาของเขาก็ผุดความกังวลขึ้นมา
นางวิ่งมาตลอดทางจนถึงศาลาสวนสน ยื่นหัวเข้าไปด้านในมองไปรอบ ๆ “เสด็จอา… เสด็จอาเพคะ…”
เซวียนเหยียนฟู่ยืนอยู่นอกประตู มองดูเงาหลังที่กระดกก้นราวกับโจรที่จิตใจหวาดหวั่นนิ่ง ๆ
“เสด็จอา…”อวิ๋นอินอินเรียกอีกครั้ง ก็ยังไม่มีการตอบรับ จึงอดขมวดคิ้วบ่นพึมพำไม่ได้ว่า “เมื่อกี้เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเขากลับมาแล้ว เอ… หรือว่าหลับไปแล้ว?”
“ช่างเถิด ข้ากลับไปก่อนแล้วกัน” อวิ๋นอินอินค่อย ๆ หมุนตัวกลับ “อ๊า…!”
แต่ทว่านางก็ต้องตกใจจนก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น ในยามที่มองเห็นชัด นางก็อดบ่นไม่ได้ว่า “เสด็จอา… หลอกกันได้นะเพคะ นี่ท่านเดินแล้วไม่มีเสียงฝีเท้าหรืออย่างไร”
“ที่เจ้าจิตใจหวาดหวั่นคงเพราะกระทำความผิดกระมัง” เซวียนเหยียนฟู่ตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ “เจ้าหมอบอยู่ตรงนี้เตรียมจะลอบสังหารข้าหรือ?”
“เสด็จอา! คำพูดนี้ไม่อาจกล่าวอย่างเลื่อนลอยได้นะเพคะ!” อวิ๋นอินอินถูกสีหน้าที่เคร่งขรึมของเซวียนเหยียนฟู่ทำให้ตกใจ รีบโบกมือปฏิเสธ “ท่านวรกายสูงใหญ่ อีกทั้งวรยุทธ์ล้ำเลิศ ไก่อ่อน[1]*ตัวน้อยเช่นข้าจะสามารถสังหารท่านได้อย่างไร? อีกอย่าง ข้าก็ไม่มีความกล้าเช่นนั้นนะเพคะ”
“ข้าเพียงแต่คิดว่าท่านทรงถูกลงโทษเพราะข้า จึงได้จะมาดูท่านสักหน่อย…”
อวิ๋นอินอินยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบา จนท้ายที่สุดถูกสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของเซวียนเหยียนฟู่จดจ้องจนก้มหน้างุด
เมื่อได้ยินว่าอวิ๋นอินอินกำลังเป็นห่วงตน สีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย แต่เมื่อคิดถึงความใกล้ชิดสนิทสนมของนางกับอวิ๋นหมิงอวี่ เขาก็กลับมาไม่สบอารมณ์อีกแล้ว ที่เขาช่วยนาง นางก็ต้องยิ้มให้นั่นเป็นสิ่งที่สมควร ทว่าเจ้าอวิ๋นหมิงอวี่นั่นอาศัยสิ่งใดถึงได้รอยยิ้มนั้นกัน
อวิ๋นหมิงอวี่มีคุณสมบัติใดจะได้รับการปฏิบัติเช่นตน
“เจ้าสนิทกับองค์ชายสามหรือ?”
อวิ๋นอินอินเงยหน้า กล่าวตามความจริง “เพคะ พี่สามดีต่อข้ามาก ก่อนหน้านี้ในยามที่ทุกคนล้วนรังแกข้า มีเพียงพี่สามที่แอบไปเยี่ยมข้า ทั้งยัง…”
“พอ เจ้ากลับไปเถิด”
เซวียนเหยียนฟู่ตัดบทอวิ๋นอินอินด้วยน้ำเสียงเย็นชา หมุนกายเดินเข้าไปในห้อง ทิ้งอวิ๋นอินอินที่มีสีหน้างุนงงยืนอยู่ข้างนอก
“อะไรกัน? ถามแล้วก็ไม่ให้คนเขาพูดจบ”
อวิ๋นอินอินที่ถูกเมินยืนเกาจมูก เบะปากใส่อย่างน้อยใจ
นางหมุนตัว ออกจากศาลาสวนสนไปอย่างหดหู่ใจ
ในตำหนัก เซวียนเหยียนฟู่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง สีหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่ายามมาเสียอีก เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงได้เป็นเช่นนี้ ราวกับเด็กชายที่ต้องแย่งของเล่นกับผู้อื่น
หลายวันถัดมา ในยามที่อวิ๋นอินอินไปส่งอาหาร หากไม่ใช่เซวียนเหยียนฟู่ไม่อยู่ ก็เป็นตอนที่เซวียนเหยียนฟู่กำลังจะออกไป ยามที่บังเอิญเจอกันระหว่างทาง หรือยามเผชิญหน้ากับการทักทายอย่างกระตือรือร้นของอวิ๋นอินอิน เซวียนเหยียนฟู่ก็ทำราวกับมองไม่เห็น และเดินผ่านไป
ในที่สุด อวิ๋นอินอินก็ทนไม่ไหวแล้ว หากหนึ่งครั้งสองครั้งนางคงคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่หลายครั้งถึงเพียงนี้แสดงว่าเขาจงใจทำ!
อวิ๋นอินอินซุกหน้าอยู่บนโต๊ะ ใกล้จะร้องไห้เต็มทน หลานเยว่กับหงรื่อเห็นเช่นนั้นก็สงสารนางเป็นอย่างมาก
“องค์หญิงเก้าเพคะ วันนี้พระองค์เป็นทุกข์มาทั้งวันแล้ว เยว่หยามาหา พระองค์ก็ไม่สนพระทัย อาหารที่เตรียมไว้ให้พระองค์ก็ทรงเสวยไม่กี่คำ ทรงมีความกังวลใจใช่หรือไม่เพคะ? หรือว่า พระวรกายมีที่ใดไม่สบายเพคะ?”
“หากทรงมีที่ใดไม่สบาย พวกเราไปตรวจที่สำนักหมอหลวงกันเถิดเพคะ”
อวิ๋นอินอินโบกมือ กล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่ต้องกังวล”
“นี่อย่างไรเล่า แม้แต่คำพูดของพระองค์ก็ไม่มีเรี่ยวแรง ยังทรงตรัสว่าไม่เป็นไรอีกหรือเพคะ!” หงรื่อร้อนใจ ยื่นมือออกไปประคองอวิ๋นอินอินขึ้นมา “เร็วเข้าเพคะ พวกเราจะส่งพระองค์ไปที่สำนักหมอหลวง”
“หงรื่อ ข้าไม่เป็นไรจริง ๆ” อวิ๋นอินอินผลักมือของนางออก พลันทำหน้าน้อยใจ “พวกเจ้าว่าเหตุใดจู่ ๆ เสด็จอาก็ทรงไม่สนพระทัยข้า? เพราะพระองค์ทรงเห็นใบหน้าที่แท้จริงของตัวภาระเช่นข้า จึงได้เสียใจที่ช่วยข้าใช่หรือไม่?”
หลานเยว่กับหงรื่อสบตากัน ที่องค์หญิงเก้าถามเช่นนี้ พวกนางไม่อาจตอบได้หรอก
“พวกเจ้าอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางมานานเพียงนี้ จะต้องรู้ถึงความชื่นชอบของเสด็จอาเป็นแน่ นี่ พี่สาวคนดี ช่วยข้าหน่อยเถิด บอกข้าทีว่าเสด็จอาทรงชอบสิ่งใดกัน?” อวิ๋นอินอินดึงมือของหลานเยว่ อีกมือดึงมือของหงรื่อ แกว่งไกวอย่างออดอ้อน “พี่สาวคนดี ขอร้องพวกท่าน…”
หงรื่อกับหลานเยว่ถูกนางแกว่งจนหัวใจปั่นป่วนไปหมด เมื่อไม่มีทางอื่น จึงได้แต่นั่งลงมาออกความคิดให้นาง
“องค์หญิงเก้าเพคะ หากจะกล่าวว่าท่านอ๋องทรงโปรดสิ่งใด พวกเราก็ไม่รู้หรอกเพคะ เพราะตั้งแต่พวกเราเข้าตำหนักมา ท่านอ๋องก็ทรงยุ่งอยู่ตลอด ยามเสวยก็ไม่เห็นว่าจะทรงโปรดสิ่งใดเป็นพิเศษ แต่พวกเรารู้ว่าท่านอ๋องทรงมีความเคยชินอย่างหนึ่ง…”
“ความเคยชินอันใดหรือ?” อวิ๋นอินอินเบิกตาโต ตั้งใจฟัง
“ทุกวันหลังจากท่านอ๋องทรงสรงน้ำเสร็จ ก็จะทรงเสด็จไปอ่านหนังสือที่หอร้อยตำราด้านหน้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม เป็นเช่นนี้ทุกวัน ไม่เคยขาดเพคะ” หลานเยว่เขยิบเข้าไปใกล้อวิ๋นอินอินและกล่าวเสียงเบา ทั้งยังไม่ลืมกำชับ “องค์หญิงเก้า พระองค์อย่าได้ทรงตรัสเด็ดขาดว่าเป็นพวกเราบอกพระองค์นะเพคะ หากนายท่านรู้ จะเป็นโทษถึงตัดหัวเชียวนะเพคะ”
อวิ๋นอินอินพยักหน้า ยกมือขึ้นรับรอง
“พวกเจ้าวางใจ ข้าจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ทรยศต่อพวกเจ้าเด็ดขาด”
“อย่างนั้นแล้ว ยามนี้อารมณ์ขององค์หญิงเก้าคงดีขึ้นแล้วหรือไม่เพคะ”
“ดีขึ้นนิดหน่อยน่ะ”
หากจะหายดีอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องรอตอนเอาใจเสด็จอาจนดีแล้วถึงจะใช้ได้นั่นแหละ
ส่วนยามนี้ ในมุมหนึ่งของตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง มีคนอีกสองคนที่กำลังรอการมาเยือนของราตรีที่มืดมิดเหมือนกับอวิ๋นอินอิน
[1] ไก่อ่อน เป็นคำอุปมาหมายถึงคนที่ไร้ความสามารถหรือด้อยประสบการณ์