หลังจากนักโทษที่ถูกเนรเทศทั้งสองกลุ่มมารวมตัวกันหัวหน้าผู้คุมก็เอ่ยวาจาตักเตือนพวกเขาไปยกหนึ่ง แล้วสั่งให้พักผ่อนอยู่ที่เดิม
โซ่ที่เดิมทีพันธนาการทุกคนไว้ถูกปลดออกทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระภายในขอบเขตที่กำหนด
ในเมื่อถูกเนรเทศย่อมไม่ได้รับการปฏิบัติดีๆอย่างการนั่งรถม้า
หยวนซิวถูกเ้าหน้าที่สองคนลากลงมาจากรถแห่นักโทษจากนั้นก็โยนร่างของเขาลงกับพื้นอย่างขอไปที
ลู่ซื่อกับลู่โม่ก้าวไปอุ้มหยวนซิวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
ดวงตาของลู่ซื่อเต็มไปด้วยความวิงวอน “ใต้เท้า ซิวเอ๋อร์เดินไม่ได้ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่?”
ผู้คุมเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เดินไม่ได้ก็ต้องเดินเ้าคิดว่าเขายังเป็ท่านอ๋องอยู่อีกหรือ?”
ลู่ซื่อโมโหจนหน้าแดง กำลังจะเอ่ยปากโต้แย้งก็ได้ยินหลินเสวี่ยจู๋เอ่ย “เื่นี้ย่อมไม่อาจรบกวนท่านผู้คุมพวกเราจะคิดหาทางเองเ้าค่ะ”
พูดจบนางก็ดึงหลินเฉิงเหยาให้เดินไปทางหยวนซิว
“ท่านอารบกวนท่านดูอาการสามีข้าหน่อยเ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย
หลินเฉิงเหยาย่อตัวลงไปดูอาการของหยวนซิวโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงเมื่อมองได้สักพักก็รู้สึกใ
ขาของเขาพิการแน่แล้วแม้ว่าจะรักษาทันเวลาหรือบำรุงร่างกายอย่างเหมาะสมถึงอย่างไรก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ว่าขณะเดินทางไปยังชายแดนเหนือย่อมไม่สามารถรักษาหรือหาสิ่งใดมาบำรุงร่างกายได้เลย
นี่คือสิ่งที่พี่ชายทำกับน้องชายจริงๆน่ะหรือ?
เมื่อเห็นหลินเฉิงเหยาเบ้าตาแดงก่ำลู่ซื่อก็ถามด้วยความร้อนใจอย่างยิ่ง “ท่านหมอหลิน ซิวเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้าง?”
“ข้าขอตรวจดูก่อน” หลินเฉิงเหยาสงบสติอารมณ์ ก่อนจะวางมือลงบนแขนของหยวนซิว
ต่อมาเขาก็คิ้วกระตุกราวกับเจอเื่แปลกใจบางอย่าง
ลู่ซื่อร้อนใจจนทนไม่ไหว ทว่าไม่กล้ารบกวนยามที่หลินเฉิงเหยาตรวจเพียงเอามือกำแขนเสื้อของตนเองไว้ด้วยความเคร่งเครียด
ผ่านไปนานกว่าหลินเฉิงเหยาจะเอ่ย “ร่างกายของหลานเขยแข็งแรงดีนอกจากอาการาเ็ที่ขาแล้ว ไม่มีสิ่งใดอันตราย นับว่าโชคดียิ่งนัก”
“เช่นนั้นอาการาเ็ที่ขาต้องทำอย่างไร?” ลู่ซื่อรีบถาม
หลินเฉิงเหยาทำได้เพียงหลีกเลี่ยงที่จะพูดความจริงออกมา “เฝือกแ่าดีขอเพียงเดินทางอย่างระมัดระวัง ไม่ให้อาการาเ็รุนแรงขึ้น เขาย่อมมีความเป็ไปได้ที่จะฟื้นตัว”
ลู่ซื่อได้ฟังก็ยิ้มเยาะ “จะไม่ให้อาการาเ็รุนแรงขึ้นได้อย่างไร? ซิวเอ๋อร์ถูกทรมานถึงขั้นนี้ ทว่าผู้คุมเ่าั้กลับบังคับให้เขาเร่งเดินทางนี่หมายความว่า้าให้เขาตายไม่ใช่หรือ!”
ความจริงแล้วฮ่องเต้สุนัข้าให้หยวนซิวตายเื่นี้หลินเสวี่ยจู๋มั่นใจมาก
เพียงแต่ฮ่องเต้สุนัขไม่้าลงมือเองทว่าปรารถนาให้เหล่าสุนัขรับใช้เข้าใจเจตนาของเขาแล้วลงมือแทน
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็อดไม่ได้ที่จะร้องเพลงสรรเสริญฮ่องเต้สุนัขในใจ
หยวนซิวคือพระเอก ย่อมมีรัศมีของความเป็พระเอกไม่เพียงแต่เขาจะตายไม่ได้ ทว่าเขายังจะลากเ้าไปทำเป็อาหารสุนัขไม่ช้าก็เร็ว
เื่นี้สอนให้รู้ว่าฮ่องเต้สุนัขไม่ควรโลภจนเกินไปทั้งยังไม่อาจทำเื่ชั่วช้า ในขณะที่้าทำให้ตนเองมีชื่อเสียงดีงามไปด้วยได้
นับว่าเขาฆ่าตัวตายอย่างแท้จริง
หลินเสวี่ยจู๋ถอนหายใจพลางส่ายหน้านางหยิบเชือกป่านออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้หลินเฉิงเหยา จากนั้นก็เอื้อมมือไปตบบ่าลู่โม่ “ลู่โม่ใช่หรือไม่? วันหน้าสามีข้าต้องไหว้วานเ้าแล้ว”
ลู่โม่หน้าแดง ก่อนจะพยักหน้าอย่างงุนงงโดยไม่รู้ตัว
หลินเฉิงเหยางุนงงยิ่งกว่าลู่โม่เสียอีก “เ้าเอาเชือกป่านมาจากที่ใด?”
“ข้าหยิบติดมือมาตอนเดินขบวนเมื่อครู่เ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ตอบด้วยท่าทีเฉยเมย
หลินเฉิงเหยาอยากถามต่อว่าทำอันใดถึงหยิบติดมือมาได้
ทว่ายังไม่ทันถามก็ถูกหลินเสวี่ยจู๋พูดแทรกขึ้นมาก่อน “ท่านอาเรามัดสามีข้าไว้บนหลังของน้องชายลู่โม่กันเถิดเ้าค่ะ”
หลินเฉิงเหยายิ้ม “ความคิดดี”
พอคิดจะทำก็ทำทันทีสองอาหลานลงมือมัดหยวนซิวไว้บนหลังของลู่โม่ โดยจัดแจงให้ขาสองข้างของหยวนซิวเหยียดตรงไปข้างหน้าที่ข้อเท้ามีเชือกมัดไว้ ส่วนเชือกอีกด้านพันอยู่รอบลำคอลู่โม่
ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ ไม่ว่าลู่โม่จะยืนหรือนั่งก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อขาที่าเ็ของหยวนซิวแต่ข้อเสียคือหยวนซิวจะกลายเป็สัมภาระที่ติดตัวลู่โม่ไปตลอด ไม่ว่าเขาจะไปไหนก็ต้องพาหยวนซิวไปด้วยทั้งยังสร้างภาระให้กับกระดูกสันหลังส่วนคอของเขาไม่น้อย
ลู่โม่ไม่มีข้อร้องเรียนใดๆขอเพียงดีต่อนายท่าน ตัวเขาจะเป็อย่างไรก็ได้
หลินเสวี่ยจู๋ตบบ่าของเขาพลางเอ่ยให้กำลังใจ “อดทนหน่อยนะรอตั้งค่ายพักแรมแล้วพวกเราค่อยเอาเขาลงมา”
“พี่สะใภ้วางใจเถิดข้าจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จขอรับ” ลู่โม่หน้าแดงก่ำ ก่อนจะรับปากอย่างรวดเร็ว
ลู่ซื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋แก้ปัญหาได้ก็รู้สึกปลื้มใจยิ่งนักทว่าก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ‘นิสัยของเด็กคนนี้ออกจะโดดเด่นไปสักหน่อย’ แต่ถึงอย่างไรหลินเสวี่ยจู๋ก็ทำให้นางไม่รู้สึกเป็กังวลกับการเนรเทศครั้งนี้
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋จัดแจงเื่หยวนซิวเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับมารวมกลุ่มพร้อมกับหลินเฉิงเหยา
“ลูกเขยเป็อย่างไรบ้าง?” เหวินซิ่วชิงถามอย่างเป็กังวล
หลินเฉิงเหยาไม่โกหกคนในครอบครัวของตนเองเขาเอ่ยตามความจริง “ขาที่หักเกรงว่าจะพิการแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างกายของเหวินซิ่วชิงก็โงนเงนจนเกือบจะล้มลง โชคดีที่เจี่ยงฉีซวงประคองได้ทัน จากนั้นนางก็เอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “น่าสงสารบุตรสาวของเรายังไม่ทันได้ใช้ชีวิตกับสามีดีๆ...” อันที่จริงนางอยากพูดว่า‘ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตสมรสจริงๆ’ ทว่าไม่กล้าพูดออกมา
หลินเสวี่ยจู๋กลับไม่ยี่หระนางยื่นมือไปตบหลังมารดา “ขอเพียงครอบครัวเราสบายดีก็พอส่วนสามีของลูกก็ปล่อยให้เป็เื่ของโชคชะตาเถิดเ้าค่ะ”
ว่ากันว่าบุตรสาวที่ออกเรือนแล้วก็เปรียบได้กับน้ำที่ถูกสาดออกไปแต่หลินเสวี่ยจู๋ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของครอบครัวเหนือสามี
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฉิงจางก็เกือบจะน้ำตาไหลเขาดีใจยิ่งนักที่ไม่ได้เลี้ยงดูบุตรสาวผู้นี้มาเสียเปล่า ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้คือหลินเสวี่ยจู๋กังวลเื่ของตัวนางเองมากกว่าเื่ร่างกายของหยวนซิวเสียอีก
เพราะหากปล่อยไว้ไม่สนใจผ่านไประยะหนึ่งหลินเสวี่ยหลานก็จะใช้ชะตานางเอกตามหาหมอเทวดาให้หยวนซิวอยู่ดีด้วยเหตุนี้หยวนซิวจึงเกิดความรู้สึกดีๆ กับนาง
ตอนที่หยวนซิวฟื้นตัวจากอาการาเ็ถือเป็จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่ด้านมืดของเขานับแต่นั้นมาเขาก็ไม่มีความเห็นอกเห็นใจสรรพสิ่งในใต้หล้าอีกต่อไป
ในนิยายบอกว่า หลินเสวี่ยจู๋ไม่ดูตาม้าตาเรือสร้างปัญหาอย่างไร้เหตุผล นางใส่ร้ายนางเอกจนถูกหยวนซิวเกลียดชัง สุดท้ายก็ถูกบีบคอตายบนูเา
เมื่อนึกถึงตรงนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
แน่นอนว่าเหตุผลที่นางช่วยเหลือหยวนซิวอย่างสุดความสามารถในตอนนี้เป็เพราะนางมีมนุษยธรรมไม่อาจเห็นคนตายโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้ แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือ นางหวังว่าหลังจากหยวนซิวเข้าสู่ด้านมืดจะซาบซึ้งถึงพระคุณที่นางเคยช่วยชีวิตและไม่บีบคอนางตาย
เหตุผลของนางนับว่าเรียบง่ายและน่าเบื่อยิ่งนัก
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋จมอยู่ในความคิดของตัวเองก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น “หลินเหนียงจื่อ”
หลินเสวี่ยจู๋หันไปมองเมื่อเห็นเ้าของเสียงก็ร่าเริงขึ้นมาทันที “หม่าซิง ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ยอดเยี่ยมแพะรับบาปแทนนางตลอดหลายวันมานี้มาแล้ว
หม่าซิงหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยความอึดอัด “หัวหน้าผู้คุมส่งข้ามาคอยคุมตัวนักโทษเขาบอกให้ข้ารู้จักออกกำลังกายเสียบ้าง”
ความจริงแล้วเขาก็แค่อยากทำให้หม่าซิงเผชิญกับความยากลำบากหลินเสวี่ยจู๋ลอบค่อนแคะหัวหน้าผู้คุมอยู่ในใจ
เพียงแต่นี่เป็เื่ดีสำหรับนางอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเมื่อมีแพะรับบาปแล้ววันหน้าหากนางหยิบของที่อธิบายที่มาที่ไปได้ไม่ชัดเจนออกมาจากในมิติ นางย่อมสามารถอ้างชื่อแพะรับบาปได้
อันใดที่เรียกว่ามีคนหนุนหลัง? ไม่ใช่ว่านางกอดต้นขาหม่าซิงเอาไว้แน่นหรอกหรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ หลินเสวี่ยจู๋ก็ยื่นมือเข้าไปในมวยผม
ก่อนจะหยิบแท่งเงินออกมาห้าตำลึงท่ามกลางสายตาตื่นใของทุกคนแล้วยัดแท่งเงินนั้นใส่มือของหม่าซิงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
.............................