ฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดราวกับหมึกดำ ลวี่เยาเดินไปเรื่อย ๆ ทั่วเขตลิ้วเหอ
คืนนี้ นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่นอน
นางเฝ้าจินตนาการถึงการเจอกันครั้งแรก ทว่ามันกลับเป็นเรื่องเลวร้ายเช่นนั้น จะว่าไป แม้แต่นางก็ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องเศร้าเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตนเอง
โชคดีที่คืนนี้ไม่เศร้าจนเกินไป อย่างน้อยนางก็พบอีกคนหนึ่งที่สามารถทำสัญญากับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่นางไม่รู้ว่าสตรีผู้นั้นต้องการสิ่งใดกันแน่
หูเหยียนยื่นมือออกไปแบ่งแสงจันทร์บนฟ้าออกเป็นหกส่วน ก่อนจะออกแรงคว้ามันโดยพลัน นางยิ้มมุมปาก ความหยิ่งผยองที่มีเสน่ห์นั่น แม้แสงจันทรายังต้องก้มหัวให้
ในเมื่อคืนนี้ไม่ได้นอน เช่นนั้นสนุกกันหมู่มากย่อมดีกว่าสนุกคนเดียว จะต้องเชิญไป๋จื่อชีมาร่วมสนุกด้วย
หูเหยียนเริ่มออกวิ่ง ราวกับเงาดำ นางกระโดดไม่กี่ก้าวก็มาถึงโรงบ่อนของไป๋จื่อชี ในเวลานี้ ข้างในมีเพียงความเงียบงัน เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังหลับใหล
หูเหยียนข้ามกำแพงและหาที่พักของไป๋จื่อชีพบ นางค่อย ๆ เปิดม่านกระดาษช้า ๆ ก่อนจะชี้ไปด้านหน้า พร้อมกล่าวเสียงต่ำด้วยความเจ็บปวด “ข้าไม่รู้วันตกฟากของคนผู้นั้น คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว เพื่อนยาก” พูดจบ นางเช็ดนิ้วชี้จนเกลี้ยงเกลา จากนั้นใช้เล็บนิ้วโป้งกรีดบนผิวนิ้วชี้เบา ๆ ก่อนที่เลือดสีชมพูหยดหนึ่งจะค่อย ๆ ไหลออกมา
หูเหยียนดีดนิ้วเบา ๆ หยดเลือดสีชมพูนั้นตกลงบนหน้าผากของไป๋จื่อชี
ความสามารถในการสะบัดของหูเหยียนแม่นยำมาก โดยปกติแล้วจะไม่มีใครจับได้ ทว่าไป๋จื่อชีกลับตื่นตัวผิดปกติ เขาลืมตาทันที แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
หูเหยียนนั่งยองกับพื้น พลางแอบกล่าว ‘เจ้าสารเลวนี่ความรู้สึกไวดีจริง’
ไป๋จื่อชีตั้งสติเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง และเมื่อไม่พบความผิดปกติใด ๆ จึงหลับตาลงอีกครั้ง
หูเหยียนราวกับปีศาจร้ายตนหนึ่ง นางหัวเราะคิกคัก พลางหันหลังกลับและเดินออกไป เมื่อมาถึงที่เปลี่ยว นางรีบประทับรอยนิ้วมือ ก่อนจะร่ายมนตร์คาถาแปลก ๆ บนอากาศ จากนั้นพ่นลมหายใจ “ฟู่!” ทันใดนั้นยันต์ที่ส่องแสงสีเงินจาง ๆ ก็สว่างและหายไป ในเวลาเดียวกัน เลือดสีชมพูที่หยดลงบนหน้าผากของไป๋จื่อชีก็สว่างขึ้น
“ไป๋จื่อชี” ค่อย ๆ ลืมตา เดินลงจากเตียง เขาออกเดินด้วยเท้าเปล่า ก่อนจะนั่งคุกเข่าและหวีผมแต่งหน้า เขาเผาแท่งไม้ทำเป็นดินสอเขียนคิ้ว ก่อนจะต่อยตนเองไปสองหมัดจนเกิดเป็นรอยแดง ปากยังแดงไม่พอหรือ? ไม่ต้องห่วง กัดสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว เมื่อกัดปากจนเลือดไหล ก็นำมันไปถูบนริมฝีปาก นี่สิจึงจะเป็นสีแดงสดที่เหมือนกับเลือดจริง ๆ
หลังจากที่ “ไป๋จื่อชี” ถูกทรมานไปครู่หนึ่ง เขาพบว่ายังมีสีเหลืออยู่บางส่วน จึงเริ่มแต่งแต้มสีเพิ่มอีกครั้ง
ครั้นแต่งหน้าเสร็จ “ไป๋จื่อชี” ลุกขึ้น เปิดหีบบรรจุเสื้อผ้าสำรวจดู เมื่อเห็นว่านอกเหนือจากผ้าจิ่นต้วน สีดำ ยังมีเสื้อคลุมสีดำ เขาก็หมดความสนใจในทันที เขาปิดหีบหันหลังกลับ มองไปรอบ ๆ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายในที่สุด ผ้าม่านสีครามทะเลสาบนั่นดูไม่เลว
จากนั้นไม่นาน ผู้คนในโรงบ่อนก็ได้ยินเสียงกระแทกแผ่นทองแดงที่รวดเร็วและรุนแรง ทุกคนต่างด่าทอสาปแช่งไม่หยุด พวกเขาทยอยลุกขึ้นจากเตียง คิดจะพยายามจับตัวคนที่รบกวนความฝันของตน แล้วทุบตีมันอย่างสาสม!
และแน่นอน เมื่อทุกคนเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่บนหลังคานั่นคือไป๋จื่อชี พวกเขาก็รู้สึกตัวสั่น ในหัวมีเสียงร้องหึ่ง ๆ ราวกับมีเสียงสะท้อนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังตะโกน นี่คือฝันร้าย มันคือฝันร้าย มันคือฝันร้าย
ภายใต้แสงจันทร์สว่างไสว “ไป๋จื่อชี” สวมผ้าโปร่งใสบาง ๆ สีครามทะเลสาบ จีบนิ้วเป็นดอกกล้วยไม้ หวีผมยาว ๆ ของตนเอง พลางตะโกนบอกทุกคน “ข้างามหรือไม่?! ฮ่า ๆ...”
ทุกคนอ้าปากค้างด้วยความตกใจ และรู้สึกขนพองสยองเกล้าอยู่ลึก ๆ
“ไป๋จื่อชี” ไม่สนใจว่าทุกคนกำลังมองเขาด้วยท่าทางราวกับฟ้าจะถล่ม เขาชี้ไปที่พ่อบ้านก่อนตะโกน “เจ้า ไปเรียกชวีหนานอีมา! บอกว่าต้องรับผิดชอบข้า หากไม่อยากให้ข้าตาย ก็มาหาข้าเป็นครั้งสุดท้าย!”
ขาของพ่อบ้านอ่อนแรงจนแทบคุกเข่าลงต่อหน้า “ไป๋จื่อชี” เขารู้ว่าไป๋จื่อชีสัมผัสเข้ากับสิ่งชั่วร้าย ทว่ากลับไม่มีวิธีขับไล่ภูตผีปีศาจนั่นออกไป จึงจำใจส่งคนไปตามชวีหนานอีมา ว่ากันว่าเสี้ยนลิ่งชวีหนานอีคือจื่อเวยซิงกลับชาติมาเกิด และมีลมปราณยิ่งใหญ่อยู่ภายในร่าง ไม่แน่ว่าทันทีที่เขามาถึง อาการเลวร้ายของไป๋จื่อชีอาจจะหายไป เนื่องจากพ่อบ้านกลัวว่าชวีหนานอีจะไม่มา จึงคว้าตัวผู้ส่งสารพลางกล่าว “เจ้าไปบอกว่า ซานเซียวสิงอยู่ในร่างท่านไป๋”
โรงบ่อนอยู่ไม่ไกลจากที่ว่าการเขตมากนัก คนส่งสารเองก็เร่งความเร็วเต็มกำลัง เพื่อไปหาชวีหนานอีที่เพิ่งพิจารณาคดีเสร็จ
ทันทีที่ชวีหนานอีได้ยินว่าซานเซียวออกอาละวาด ดวงตาของเขาพลันเป็นประกาย เรียกเหล่าหยาอีให้รีบขี่ม้าไปที่โรงบ่อน
ยังไม่ทันเข้าใกล้ เขาเห็นในมือของ “ไป๋จื่อชี” กำลังถือกระโถนเคาะเป็นจังหวะ เท้าเหยียบอยู่บนกองจาน ยืดคอร้องเพลงอยู่ที่ไหนสักแห่ง “เจ้าชู้หนอเจ้าชู้ พอไม่ระวังก็กลายเป็นทะลึ่ง ทะลึ่งหนอทะลึ่ง ดีไม่ดีก็ตามน้ำไหลไป ตามน้ำหนอตามน้ำ ค่อย ๆ ปล่อยตามไปก็ลามกเหมือนกัน ลามกเหมือนกันหนอลามกเหมือนกัน นกยวนยาง คอพัวพันแกว่งน้ำไหล หนึ่งดอกเก๊กฮวยรอชายเที่ยวหา”
ในเวลาเดียวกัน หูเหยียนกำลังยืนอยู่บนกิ่งไม้ ถือเศษไม้ที่หัก พลางร้องเพลง ในเมื่อเรียกว่าเพลง มันก็คือละครตลกที่นางเขียนเองแสดงเองนั่นแหละ ปกติแล้วนางจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์ของนักพรต และไม่ยอมร้องเพลงต่อหน้าผู้คนอย่างแน่นอน ทว่าในตอนนี้นางมีทั้งความตื่นเต้นมีทั้งผู้ชม หากไม่ร้องเพลงสักหน่อย ก็คงรู้สึกผิดต่อไป๋จื่อชีและชวีหนานอีน่าดู
ด้านหน้าโรงบ่อน ชวีหนานอีนั่งอยู่บนหลังม้า จ้องมองใบหน้าที่เคลิบเคลิ้มของ “ไป๋จื่อชี” ด้วยท่าทางที่ไม่สามารถอธิบาย
“ไป๋จื่อชี” มองลงมาที่ชวีหนานอี พลางร้องเรียกด้วยสิเน่หา “หนานอี เจ้ามาแล้ว ให้เจ้ากับข้าได้กุมมือกันท่ามกลางสายฝนอันชุ่มฉ่ำนี้...” พูดจบ เขาโยนกระโถนปัสสาวะทิ้ง ของเหลวที่คลุมเครือบางส่วนหกลงมา ก่อนจะพัดไปทางชวีหนานอีราวกับฝนในฤดูใบไม้ผลิ
ชวีหนานอีหลบไม่ทัน ทั้งศีรษะและหน้าของเขาล้วนเปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะ! บ้าจริง!
ทันใดนั้น “ไป๋จื่อชี” ตะโกนเสียงดัง “หนานอี กอดข้าหน่อย!” ก่อนที่เขาจะกระโดดลงมาจากหลังคา และพุ่งตัวไปทางชวีหนานอี
ชวีหนานอีกัดฟันกรอด พลางถอยม้าไปหนึ่งก้าว เพื่อหลบไป๋จื่อชีที่กำลังพุ่งเข้ามา
คาดไม่ถึง “ไป๋จื่อชี” กลับใช้ปลายเท้าเหยียบลงบนหัวม้า ก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าของชวีหนานอี พลางซบอกของเขาอย่างแผ่วเบา ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงอ้าปากค้าง ก็มีเสียงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางกล่าว “สุดท้ายเป็นความพิศวาสที่ทำให้คนสงบได้มากที่สุด”
ชวีหนานอีบอกตัวเอง ต้องอดทน ต้องอดทนไว้! เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ไป๋จื่อชีไม่ปกติ เขาจะต้องควบคุมความโกรธ และไตร่ตรองกับการรับมือเรื่องนี้อย่างใจเย็น ชวีหนานอีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ ทว่าก็เกือบสำลักเพราะกลิ่นปัสสาวะ
อดทนจนไม่ไหว ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว!
ชวีหนานอีลงมือทันที เขาบีบคอไป๋จื่อชี เพื่อให้แน่ใจว่าการทรมานนี้เป็นการลงโทษที่สาสม!
ในเวลานี้ จู่ ๆ ไป๋จื่อชีก็ตัวสั่นราวกับตกใจตื่นจากความฝัน เขารู้สึกเพียงราวกับอยู่ในอ้อมกอดใครบางคน และใครคนนั้นกำลังเอื้อมมือมาบีบคอเขา พยายามจะฆ่าเขาให้ตาย!
พริบตาเดียว ไป๋จื่อชียื่นมือออกไปบีบคอชวีหนานอีเช่นกัน
ชวีหนานอีตกตะลึง คิดว่าปีศาจที่ครอบงำร่างของไป๋จื่อชีต้องการจะฆ่าเขา จึงรีบบีบคอของไป๋จื่อชี
ในเวลานี้ ในที่สุดไป๋จื่อชีเห็นชัดว่าคนที่กำลังบีบคอของตนคือชวีหนานอี เขาแอบผงะในใจ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดชวีหนานอีจึงปรากฏตัวที่นี่ ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงตื่นมาอยู่ในอ้อมแขนของชวีหนานอี แน่นอนว่าเขาและชวีหนานอีต่างเป็นศัตรู ในตอนนี้ศัตรูสองฝ่ายมาเจอกัน ความบาดหมางยิ่งทวีความรุนแรง
ไป๋จื่อชีและชวีหนานอีกำลังบีบคอกันและกัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกหายใจไม่ถนัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะถูกบีบรัด
เหล่าหยาอีและผู้คนในบ่อนต่างงุนงงกันในตอนแรก ก่อนจะเกิดเป็นความโกลาหล จากนั้นกลายเป็นความขุ่นเคือง
ฝูงชนเกิดจลาจล บ้างตะโกนว่ามีคนลอบสังหาร บ้างตะโกนว่าช่วยใต้เท้า บ้างตะโกนว่าปกป้องท่านไป๋ บ้างตะโกนว่าปีศาจปรากฏตัว...
ชวีหนานอีและไป๋จื่อชีตกจากหลังม้า เสียงเอะอะโวยวายจึงหยุดลงในที่สุด
ชวีหนานอีลูบคอของตน พลางหอบหายใจ ก่อนลุกขึ้นมาชี้หน้าไป๋จื่อชี ตะโกนถาม “เจ้าเป็นปีศาจจากไหนกัน?!”
แววตาของไป๋จื่อชีเป็นประกาย เขามองดูสถานการณ์รอบ ๆ ทันใดนั้นราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง ไป๋จื่อชีกลอกตาและสลบไปในทันที
ชวีหนานอีเห็นดังนั้นถึงกับผงะ ก่อนเข้าใจว่าผู้ควบคุมร่างอยู่ตอนนี้คือไป๋จื่อชีอย่างมิต้องสงสัย อีกฝ่ายรู้ว่าตอนนี้เกิดความวุ่นวายจึงแสร้งเป็นหมดสติ น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!
คืนนี้ชวีหนานอีเจอเรื่องหนัก แล้วเขาจะปล่อยไป๋จื่อชีไปง่าย ๆ ได้อย่างไร? เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว สะบัดมือเป็นวงกลม ก่อนทำท่าจะตบไปที่ใบหน้าและส่งเสียงคำราม เจ้าหมดสติใช่ไหม? ข้าจะปลุกเจ้าเอง!
ไป๋จื่อชีพลันลืมตา จับมือชวีหนานอีไว้และถาม “ใต้เท้าชวี? เหตุใดท่านจึงอยู่ในบ้านข้าได้?” ไป๋จื่อชีลุกขึ้นนั่ง พร้อมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ “นี่...นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ชวีหนานอีลุกยืน ดมกลิ่นปัสสาวะที่แขนเสื้อตนเอง พลางขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ “หรือเจ้าไม่รู้ ว่าเมื่อครู่เจ้ายืนอยู่บนหลังคา ร้องเต้น อีกทั้งยังดูหมิ่นบุรุษ?”
ไป๋จื่อชีหน้าซีดเผือด เขาก้มมองตนเองที่สวมสิ่งอัปมงคลอยู่ รูม่านตาพลันหดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเจือแววแห่งความเคียดแค้น
ชวีหนานอีเมื่อเห็นท่าทีของไป๋จื่อชีก็แอบโล่งใจเล็กน้อย กล่าวต่อ “เจ้าเอาแต่พูดว่ารักข้า ต้องการให้ข้ามาหาเจ้าให้ได้ มิเช่นนั้นเจ้าจะฆ่าตัวตาย เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมาก”
ไป๋จื่อชียืนขึ้น โค้งคำนับชวีหนานอี ก่อนจะกล่าว “จื่อชีโดนลอบทำร้าย ไม่สะดวกต้อนรับใต้เท้า คราหน้าข้าจะไปที่จวนเพื่อชดใช้ ที่ข้าจะพูดก็มีเท่านี้ ข้าขอไม่ส่ง” กล่าวจบเขาหันหลังเดินผ่านฝูงชนกลับไปที่ห้อง
เขาจุดเทียน ก่อนจะหยิบกระจกมาส่องตนเอง
ชายในกระจกมีรอยฟกช้ำที่จมูก ใบหน้าบวมเป่ง แต่งหน้าจัด ราวกับมีความสามารถที่ทำให้คนตาบอดได้
ไป๋จื่อชีรู้สึกเพียงว่าดวงตาสองข้างของเขาแสบร้อน และไม่สามารถทนมองอีกต่อไป
กระจกในมือของเขาผิดรูป ทำให้คนที่อยู่ในกระจกกลับดูน่าขันและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
ไป๋จื่อชีสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะที่กำลังจะโยนกระจกทิ้งและไปอาบน้ำ กลับพบว่ามีจุดเล็ก ๆ แปลกประหลาดบนหน้าผาก เขาเอื้อมมือไปถูมัน แต่ถูไม่ออก จึงใช้นิ้วชี้จุ่มน้ำเล็กน้อย และเริ่มเช็ดจุดเล็ก ๆ นั่นอีกครั้ง จากนั้นนำมาดม
บนปลายนิ้ว นอกจากกลิ่นเหม็นบางส่วน ยังมีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ โชยมา เพียงแต่กลิ่นคาวเลือดค่อนข้างจาง หากเขามิใช่คนที่รู้จักเนื้อสัมผัสเลือดเป็นอย่างดี ก็คงมองข้ามรายละเอียดสำคัญนี้ไปอย่างง่ายดาย
เห็นทีว่าเขากำลังโดนลอบทำร้าย
และผู้ที่ลอบทำร้ายเขาคนนั้น มีเลือดสีชมพูอ่อน
สีชมพูอ่อน สีอ่อนละมุนดุจดอกไม้ที่บานสะพรั่งจากการสั่นสะเทือนของร่องรอยแห่งชีวิต หากบดขยี้ชีวิตนั้นด้วยนิ้วมือตนเอง และใช้มีดสับมันอย่างละเอียดตามใจต้องการได้ การตายนี้จะน่าอัปยศอดสูสักเพียงใด
ไป๋จื่อชีหลับตา ก่อนจะแสดงท่าทีความหลงใหลออกมา
สีชมพู เขา...ชอบมันมากจริง ๆ
เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***