สู่ชีวิตนิรันดร์

    บทที่ 40 หน้าตาสวยหรือไม่?

    บทที่ 40 หน้าตาสวยหรือไม่?


            สีหน้าของชายทั้งสองยังคงประหลาดใจ

     

            ขณะนี้เซียวหนิงเสวี่ยก็เข้าใจแล้วว่าบางสิ่งยิ่งพูดถึงก็ยิ่งแย่ลง ในที่สุดนางก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จึงได้แต่ทำหน้าเก้อเขินเดินออกไป


            เหลียงเฟยมองตามร่างของเซียวหนิงเสวี่ยที่จากไป ทันใดนั้นก็รู้สึกว่านางช่างงดงามน่าหลงใหล สง่างามเหนือโลกียะ งามจนทำให้บ้านเมืองล่มสลาย

     

            ชั่วขณะนั้นเขากลับมีความรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ดีอย่างประหลาด

     

            ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นครั้งแรกเลย!

     

            เพราะผู้หญิงคนหนึ่ง

     

            เซียวอู่เหยียนมองดูการเปลี่ยนแปลงระหว่างทั้งสองคน ท่าทางประหลาด ๆ อดหัวเราะในใจไม่ได้ พยักหน้ากับตัวเอง ดูลึกลับเร้นลับยิ่งนัก

     

            สักพักใหญ่ เขาจึงตบไหล่เหลียงเฟยแล้วพูดเอ่ย "น้องชายเหลียงเฟย พวกเราไปกินข้าวด้วยกันเถอะ ถ้าไม่ไปตอนนี้ อาหารจะเย็นชืดหมดเสียก่อน!"

     

            เหลียงเฟยยังคงเหม่อลอยอยู่บ้าง พยักหน้ารับแล้วจึงหันไปยิ้มให้เซียวอู่เหยียนเล็กน้อย ก่อนไปกินข้าวด้วยกัน

     

            มาถึงห้องรับประทานอาหาร ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลเซียวเห็นเซียวอู่เหยียนขยับขาและแขนได้เกือบจะฟื้นตัวสมบูรณ์ ก็ดีใจยิ่งนัก ถามไถ่ถึงปรมาจารย์เทียนฮั่วว่าอยู่ที่ใด พวกท่านอยากจะขอบคุณท่านผู้เฒ่าให้ดี ๆ

     

            เมื่อรู้ว่าปรมาจารย์เทียนฮั่วจากไปแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองจึงไม่สนใจฐานะ คุกเข่าลงต่อหน้าเหลียงเฟย พร้อมกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     

            ผู้อาวุโสทั้งสองพูดต่อเนื่องว่า หากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของเหลียงเฟยตระกูลเซียวของพวกเขาอาจจะไม่มีวันได้เงยหน้าขึ้นมา บาดแผลของอู่เหยียนก็คงไม่หาย ทั้งยังเรียกเหลียงเฟยว่าเป็นดั่งผู้ให้กำเนิดใหม่ของตระกูลเซียว พระคุณอันใหญ่หลวงของเขา ตระกูลเซียวของพวกตนแม้จะต้องเป็นวัวเป็นม้าก็ไม่อาจตอบแทนได้

     

            เหลียงเฟยดูเก้อเขินมาก รีบเข้าไปประคองผู้อาวุโสทั้งสองลุกขึ้น พูดคำสุภาพ “ไม่เป็นไร ข้าทำด้วยความยินดี”

     

            เมื่อผู้อาวุโสทั้งสองลุกขึ้นแล้ว เหลียงเฟยเหลือบเห็นโต๊ะเต็มไปด้วยสุราและอาหารรสเลิศ ก็สงบนิ่งลง เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อชิ้นใหญ่ลองชิมดู

     

            เซียวหนิงเสวี่ยกลับยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หยิบไหเหล้าเล็ก ๆ ขึ้นมา ตั้งใจจะรินเหล้าให้เหลียงเฟยแต่แล้วก็เหมือนรู้สึกติดขัดอะไรบางอย่าง ลองทำอยู่สองสามครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ท้ายที่สุดเหลียงเฟยก็หยิบไหเหล้ามารินให้ตัวเอง ดื่มรวดเดียวหมด ดูกล้าได้กล้าเสียและใจกว้างยิ่งนัก

     

            เหตุการณ์หลังจากนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม เซียวหนิงเสวี่ยเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่ลูกชิ้นสี่สหายเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดและเป็นฝีมือเด็ดของนาง แต่พอคีบชิ้นหนึ่งให้เหลียงเฟยแล้ว กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงชักมือกลับมาตอนที่กำลังจะวางลงในชามของเหลียงเฟย

     

      ทั้งบิดามารดาและเซียวอู่เหยียน ทั้งสามเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ต่างก็ตะลึงงัน มองซ้ายมองขวา

     

            เหลียงเฟยก็งงงวยไปด้วย ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนอายุ 20 กว่าแล้ว ถึงแม้จะยังเป็นหนุ่มโสด แต่ก็ผ่านวัยที่เพิ่งเริ่มรู้จักความรักมาแล้ว บางสิ่งบางอย่างเขาก็เข้าใจ

     

      พูดประโยคที่อาจจะฟังดูหลงตัวเองไปหน่อย สาวน้อยคนนี้ต้องมีใจให้ข้าแน่ ๆ !

     

      เซียวหนิงเสวี่ยเผชิญกับสายตาของทุกคน รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก ระหว่างที่กินข้าวก็รู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากินอิ่มหรือยัง ยามที่นางลุกออกจากโต๊ะไป ยังลืมที่จะพูดอย่างสุภาพว่าตนเองกินอิ่มแล้ว บอกให้ทุกคนกินช้า ๆ

     

            ทุกอย่างนี้ ตระกูลเซียวเห็นกันหมดแล้ว

     

            คนเราไม่ใช่ต้นไม้หรือหญ้า ใครเล่าจะไร้หัวใจ?

     

      เหลียงเฟยช่วยเหลือตระกูลเซียวโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่เกรงกลัวอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังเป็นคนที่เก่งกาจเช่นนี้ การที่เซียวหนิงเสวี่ยจะเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อเขา ก็เป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง

     

            ในฐานะที่เป็นครอบครัวของเซียวหนิงเสวี่ย พวกเขาย่อมหวังให้ลูกสาวได้แต่งงานกับชายที่กล้าหาญ มีความสามารถ มีศักยภาพ และมีความรับผิดชอบอย่าง เหลียงเฟย

     

            ท่านพ่อเซียวรินสุราให้เหลียงเฟยหนึ่งถ้วย แล้วรินให้ตัวเองจนเต็มอีกถ้วย ชนถ้วยกับเขาด้วยรอยยิ้ม ดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นก็ลองถามไถ่ความคิดของชายหนุ่มดู "ท่านชายเหลียง ท่านว่าลูกสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง งดงามดุจน้ำใสไหม?"

     

            "งดงามยิ่งนัก!"

     

            "หน้าตาสวยหรือไม่?"

     

            "สวยยิ่ง!"

     

            "อืม...อาหารที่นางทำอร่อยไหม?"

     

            "อร่อย...เดี๋ยวก่อน ท่านลุงถามข้าแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?" เหลียงเฟยตอบไปเรื่อย ๆ แต่แล้วก็รู้สึกว่าคำพูดของท่านพ่อเซียวนั้นมีนัยซ่อนเร้น จึงอดถามกลับไม่ได้

     

      ท่านพ่อเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ถาม ๆ ไปเท่านั้นเอง! เอ้า มา ๆ พวกเรามาดื่มกันต่อเถิด เพื่อตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ท่านมีต่อตระกูลเซียว ข้าขอคารวะท่านอีกถ้วยหนึ่ง!"

     

            นี่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ท่านพ่อของเซียวหนิงเสวี่ย ในฐานะเป็นพ่อของฝ่ายหญิง ท่านไม่สามารถพูดตรง ๆ ได้ ว่าท่านต้องการยกบุตรสาวให้กับเหลียงเฟย

     

            หากพูดแบบนั้นจะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ควรพูดอ้อม ๆ จะดีกว่า

     

            เหลียงเฟยก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ เพียงแค่พูดว่า " อ้อ ๆ " สองครั้ง แล้วก็ดื่มสุราและตักอาหารกินต่อ

     

            หลังจากกินอิ่มดื่มพอแล้ว เซียวหนิงเสวี่ยผู้มีความเฉลียวฉลาดก็เดินออกมาเก็บชามและตะเกียบ

     

      แต่ขณะนั้นมารดาของเซียวหนิงเสวี่ยก็ปลีกตัวเข้ามาช่วยเก็บด้วยพร้อมกับบอกเสียงเบา "หนิงเสวี่ย ปล่อยให้แม่ทำตรงนี้เถอะ อากาศร้อน เจ้ากับท่านชายเหลียงเฟย ออกไปรับลมข้างนอกด้วยกันสักหน่อยก็ได้!"

     

            ทั้งสองได้ยินดังนั้น จึงหันไปมองตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างก็เข้าใจความตั้งใจของท่านแม่ของเซียวหนิงเสวี่ยได้ไม่ยาก

     

            สักพักหนึ่ง เซียวหนิงเสวี่ยจึงหยุดเก็บชามและตะเกียบ มองไปที่เหลียงเฟย แล้วเดินออกจากห้องไปก่อน

     

            เหลียงเฟยลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กล้าหาญเดินออกไป

     

            ตายก็ตายเถอะ ข้าเป็นชายชาตรี ไม่ว่าจะขึ้นภูเขามีด ลงไปในทะเลเพลิง ก็ไม่กลัว แล้วจะกลัวผู้หญิงคนเดียวได้อย่างไร? นางไม่ใช่ปีศาจร้ายอะไรสักหน่อย!

     

            จะมีปีศาจร้ายที่สวยงามขนาดนี้ได้อย่างไร?

     

            ท่านพ่อท่านแม่ของเซียวหนิงเสวี่ยรวมถึงเซียวอู่เหยียนมองพวกเขาออกไป ไม่นานก็เริ่มพูดคุยกันเบา ๆ

     

            ดูพวกเขาทั้งสองสิ ไม่ว่าจะเป็นความสูง หน้าตา หรือความสามารถ ดูยังไงก็เข้ากันได้ดี ดูยังไงก็เหมือนคู่ที่เกิดมาเพื่อกันและกัน!

     

      อย่างไรก็ตาม เรื่องกลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดไปหน่อย แต่เดิมทีเหลียงเฟยกับเซียวหนิงเสวี่ยเข้ากันได้ดีอยู่แล้ว ทว่าเป็นเพราะคนเหล่านี้ช่วยเหลือทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ กลับทำให้ทั้งสองรู้สึกอึดอัดเป็นพิเศษ

     

            ในตอนแรกที่ทั้งสองมาถึงสวนและหาที่นั่งที่นั่งดี ๆ ท่ามกลางดอกไม้และแสงจันทร์ แต่พวกเขากลับนั่งห่างกันมาก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

     

            แม้ว่าเหลียงเฟยจะกล้าหาญไร้เทียมทาน แต่ในฐานะชายหนุ่มบริสุทธิ์ เขาก็อดเขินอายไม่ได้

     

            ความอายเป็นลักษณะเฉพาะของสตรี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองดูท่าทางของ เซียวหนิงเสวี่ย แม้นางจะอายุยี่สิบปี แต่ก็ยังไม่เคยมีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มาก่อน ดังนั้นนางจึงไม่กล้าที่จะเปิดประเด็นสนทนาก่อนเช่นกัน

     

            ในท้ายที่สุดเหลียงเฟยก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบเป็นคนแรก เขามองท้องฟ้าเหม่ออยู่ครึ่งวัน แล้วกล่าวขึ้น "แม่นางเซียว เจ้ารู้หรือไม่ว่ากระบวนท่าฝีเท้าของข้ามาจากที่ใด?"

     

            "มาจากที่ใดหรือ ท่านพี่เฟย?"

     

            "ดวงดาวบนฟ้า ลักษณะดาวที่เปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด!"

     

            จากนั้นทั้งสองก็เริ่มสนทนากันอย่างเปิดอก

     

            กาลเวลาหมุนไป เหลียงเฟยก็ไม่ได้เรียกเซียวหนิงเสวี่ยว่าแม่นางเซียวอีกต่อไป เพราะเซียวหนิงเสวี่ยเรียกเขาว่าท่านพี่เฟยตลอด ฟังดูสนิทสนมเป็นพิเศษและยังขอให้เหลียงเฟยไม่ต้องเรียกนางว่าแม่นางเซียว เนื่องจากมันฟังดูแปลก ๆ เขาควรจะเรียกนางว่า น้องเสวี่ย จะดีกว่า

     

            แม้คราแรกจะไม่รู้สึกคุ้นเคย แต่หลังจากโดนบังคับให้เรียกอยู่หลายครั้ง ท้ายที่สุดก็สามารถเรียกนางว่าน้องเสวี่ยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

     

            ทั้งสองกลับเข้าห้องด้วยกัน แม้จะไม่ได้นอนด้วยกัน แม้แต่จับมือกันยังไม่ได้ แต่การที่คนในตระกูลเซียวได้ยินพวกเขาเรียกกันว่าท่านพี่เฟย น้องเสวี่ย อย่างสนิทสนม ก็ยิ้มด้วยความดีใจ

     

            แต่ทั้งสองก็ไม่ได้นอนด้วยกันในการพบกันครั้งแรก ด้วยรูปโฉมของ เซียวหนิงเสวี่ย นางไม่มีทางเป็นสาวใจง่ายแน่นอน

     

            ยิ่งไปกว่านั้น เหลียงเฟยก็ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรไม่เลือกหน้า

     

            แต่เซียวหนิงเสวี่ยก็ยังคงกังวลใจอยู่ นางกำชับเหลียงเฟยหลายครั้งมิให้ไปที่ภูเขาโว่หลงตามลำพังในยามค่ำคืนเพื่อตามหาด้ายทอง เขาต้องรับปากอยู่หลายครั้ง นางจึงยอมกลับห้องของตนเอง

     

            เหลียงเฟยมองตามเงาของนางที่จากไป ท่าทางเต็มไปด้วยความห่วงหาอาลัยและยิ้มหันมามองอย่างงดงามน่ารัก ทำให้เขารู้สึกเคลิ้มและหวั่นไหวเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนห่วงใยเขาเช่นนี้ แถมยังเป็นสาวน้อยที่งดงามมากด้วย