(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 49 ราชันย์มังกรจักรพรรดิทองคำ

            หลังจากที่เรื่องวุ่นวายได้สงบลง เศษซากถูกเก็บกวาดเรียบร้อย


            เสียงพูดคุยที่แตกตื่นก่อนหน้านี้เบาบางลงจนเหลือเพียงกระซิบกระซาบประปราย


            รถไฟความเร็วสูงยังคงแล่นฝ่าอากาศด้วยจังหวะคงที่ เสียงครางต่ำของเครื่องยนต์ดังกังวานประหนึ่งท่วงทำนองที่ไม่เคยหยุดพัก


            หวงเยี่ยที่ทำลายห้องพักของตนเองไปแล้ว ย่อมไม่อาจกลับเข้าไปนั่งยังที่เดิมได้อีก


            ชายหนุ่มจึงต้องถือกระเป๋าของตนเดินไปตามทางเดินแคบๆ ท่ามกลางสายตาของผู้โดยสารที่ลอบมองมาเป็นระยะ บ้างจ้องด้วยความประหลาด บ้างแฝงความหวาดหวั่นเล็กน้อย และบางสายตากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น


            เขาเลือกที่นั่งว่างกลางตู้โดยสารรวม แล้วนั่งลงอย่างเงียบๆ พยายามไม่ให้ตนเองกลายเป็นจุดสนใจมากไปกว่านี้


            ทว่าความเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้นย่อมไม่อาจทำให้ตนเองกลืนหายไปกับฝูงชนได้ง่ายดาย


            ชายหนุ่มร่างบอบบาง เส้นผมสีฟ้าสว่างสะท้อนแสงภายในตู้โดยสาร ใบหน้าสง่างามราวภาพวาด กลับเป็นคนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนจนผนังห้องแตกกระจาย ภาพดังกล่าวดูขัดแย้งเกินกว่าที่ผู้คนจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ทันที


            ตรงข้ามกับเขา มีหญิงสาววัยผู้ใหญ่คนหนึ่งนั่งอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยไว้บนตัก เด็กคนนั้นมีดวงตากลมโต ใสบริสุทธิ์ราวหยดน้ำค้างที่เพิ่งตกลงบนกลีบดอกไม้ นางมองหวงเยี่ยอยู่นาน ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว


            “พี่ชาย.. ”


            “พี่เป็นนักล่ามังกรเหรอคะ?”


            คำถามนั้นดังขึ้นอย่างไร้พิษภัย แต่กลับทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปทันที หลายคนเงี่ยหูฟังโดยไม่รู้ตัว


            ในยุคสมัยที่อารยธรรมแปรเปลี่ยนไป มนุษย์ที่สามารถปลุกเจตจำนงแห่งพลังได้ ย่อมถูกมองเป็นวีรบุรุษ เป็นกำแพงที่ยืนขวางหน้าภัยพิบัติ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของผู้คนธรรมดา


            หวงเยี่ยสบสายตากับเด็กหญิงตรงหน้า แล้วพยักหน้ารับ


            “อืม.. พี่เป็นนักล่ามังกร”


            ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกายทันที


            “จริงเหรอคะ!”


            “จริงสิ”


            “แล้วพี่มีพลังแบบไหนเหรอคะ?”


            คำถามถัดมาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้โดยสารรอบข้างเองก็เริ่มหันมามองอย่างเปิดเผยมากขึ้น


            หวงเยี่ยลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างช้าๆ


            “นี่คือเจตจำนงธาตุพฤกษาของพี่น่ะ”


            ทันทีที่คำพูดสิ้นสุดลง พลังวิญญาณอันอ่อนโยนก็ไหลเวียนออกมาจากฝ่ามือของเขาอย่างสงบ


            รากไม้สีม่วงเข้มปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ เส้นใยหนาแน่นค่อยๆแตกแขนงออกเป็นกิ่งก้านนับสิบ ส่องประกายเรืองรองอย่างประณีต แสงสีม่วงล้ำลึกสะท้อนออกมาเป็นประกายราวคริสตัลที่ล่องลอยอยู่ในห้วงนภา ทำให้เด็กหญิงเบิกตากว้างจนแทบกลมโต


            “ว้าว!”


            “รากไม้ของพี่ชายดูงดงามมาก มันเหมือนกับคริสตัลสีม่วงที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเลยค่ะ!”


            คำเปรียบเทียบนั้นเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยจินตนาการบริสุทธิ์ หวงเยี่ยเองยังอดหัวเราะเบาๆไม่ได้


            ผู้โดยสารคนอื่นๆต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน บางคนพยักหน้าอย่างชื่นชม บางคนกระซิบกันด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ความแข็งแกร่งที่ชายหนุ่มแสดงออกมาก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาหวั่นเกรงอย่างแท้จริง


            เด็กหญิงกำมือแน่น สีหน้าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอย่างน่าเอ็นดู


            “ดีละ นู๋ตัดสินใจแล้วว่าในอนาคตถ้าปลุกเจตจำนงได้ นู๋อยากจะมีพลังเจตจำนงธาตุพฤกษาเช่นพี่แน่นอน!”


            หวงเยี่ยยกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


            “พลังแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ใช้มันเพื่อปกป้องคนที่สำคัญก็พอ!”


            “แล้วพี่ใช้พลังเพื่อปกป้องใครเหรอคะ?”


            คำถามตรงไปตรงมาทำให้ตัวของชะงักไปเล็กน้อย


            เขามองไปรอบๆ เห็นใบหน้าของผู้โดยสารธรรมดา เห็นสายตาของเด็กหญิงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น


            “เพื่อปกป้องรอยยิ้มแบบนี้ไง”


            เขาตอบพลางยิ้มกลับให้ ทำเด็กหญิงต้องหัวเราะออกมาคิกคัก


            ผู้คนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนเอ่ยถามถึงการฝึกฝน บางคนกล่าวชื่นชมอย่างเปิดเผย


            หวงเยี่ยเองก็ร่วมสนทนาอย่างไม่ถือตัว เขาเล่าเรื่องราวเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการฝึกฝน การควบคุมพลัง และการระมัดระวังตนเอง เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลายเป็นความอบอุ่นอย่างไม่คาดคิด


            เด็กหญิงยังคงจ้องมองรากไม้สีม่วงที่ค่อยๆสลายตัวไปอย่างอาลัย


            “พี่ชาย.. แล้วตอนพี่ต่อสู้ด้วย มันสวยและงดงามแบบนี้ไหมคะ?”


            “บางครั้งมันก็ไม่สวยเลย”


            “ทำไมล่ะคะ?”


            “เพราะในเวลาต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรมังกร รากไม้พิฆาตดาราของพี่น่ะ มันน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด!”


            เด็กหญิงเอื้อมมือเล็กๆมาจับนิ้วของเขาอย่างไม่ลังเล


            “ถ้างั้นนู๋จะรีบโต”


            “แล้วมาช่วยพี่เอง!”


            หวงเยี่ยมองรอยยิ้มไร้เดียงสาของนาง พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่อ่อนโยนกำลังชะล้างความวุ่นวายภายในใจ


            ความหนาวเยือกจากเหตุการณ์ก่อนหน้าค่อยๆคลายลง


            เขาเอนหลังพิงเบาะ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นท้องฟ้ากว้างใหญ่ไกลสุดสายตา


            “นี่แหละนะว่าทำไมข้าถึงต้องเป็นนักล่ามังกร เพราะรอยยิ้มของเด็กๆน่ะ มันช่วยชำระล้างจิตใจได้ดีจริงๆ”


            ...


            ในที่สุดหวงเยี่ยก็ได้เดินทางมาถึงยังอาณาเขตมหาวิทยาลัยเทพอสูร


            ลมเย็นจากภายนอกพัดผ่านเข้ามาแตะผิวหน้า พร้อมกับกลิ่นอากาศที่แตกต่างจากเมืองเดิมของตนโดยสิ้นเชิง


            หวงเยี่ยก้าวลงจากชานชาลาอย่างช้าๆ


            “นี่มัน..”


            เบื้องหน้าคือเมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านราวมหาสมุทรเหล็กและแก้ว ตึกระฟ้าหลายร้อยหลังเรียงรายขึ้นสู่ท้องฟ้า โครงสร้างสมัยใหม่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนแสบตา ถนนกว้างใหญ่ทอดยาวเป็นสายใยเชื่อมโยงอาคารนับไม่ถ้วน


            ยานพาหนะหลากชนิดแล่นผ่านอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนจำนวนมหาศาลเคลื่อนไหวประหนึ่งกระแสน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง


            แตกต่างไปจากอาณาเขตเมืองที่หวงเยี่ยเคยอยู่อย่างสิ้นเชิง


            เพราะที่นี่คือหนึ่งในห้าเมืองใหญ่ของทวีปทางเหนือ เมืองที่มีประชากรอาจเกือบหนึ่งร้อยล้านคนเลยก็ว่าได้


            ศูนย์กลางของการศึกษา การฝึกฝน และอำนาจที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น


            ตระกูลนักล่ามังกรเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ขั้วอำนาจมากมายสอดประสานและแข่งขันกันอย่างเงียบงัน


            เพียงแค่ยืนอยู่กลางชานชาลาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แตกต่างออกไป


            ในตอนนั้นหวงเยี่ยที่ก้าวเท้าลงจากชานชาลาก็พลันเบิกตากว้างอย่างฉับพลัน


            “เดี๋ยวก่อนนะ?!”


            สายตาของเขาถูกดึงดูดขึ้นไปยังท้องนภาโดยไม่รู้ตัว


            เหนือยอดอาคารสูง เงาหนึ่งกำลังทอดตัวผ่านแสงอาทิตย์


            มังกรสีทองทะยานผ่านฟากฟ้าอย่างสง่างาม เกล็ดสีทองคำสะท้อนแสงจนดูราวกับดวงตะวันที่มีชีวิต ปีกอันกว้างใหญ่โบกสะบัดเพียงครั้งก็ทำให้อากาศโดยรอบปั่นป่วน ร่างกายของมันใหญ่โตอย่างมหาศาล เงาที่ทอดลงมาบดบังพื้นถนนกว้างหลายสาย


            เสียงคำรามเบาๆดังก้องอยู่ในอกฟ้า เป็นเสียงที่หนักแน่นและทรงอำนาจ เหมือนผู้ปกครองที่ไม่จำเป็นต้องแสดงเขี้ยวเล็บให้ใครเห็น


            ทว่าบรรดาผู้คนหรือนักล่ามังกรที่อาศัยอยู่ภายในเมืองนี้กลับไม่ได้แสดงความเกรงกลัว


            บางคนเงยหน้ามองเพียงครู่แล้วก้มลงทำธุระของตนต่อ บางคนเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า


            เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งยังชี้นิ้วขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะคิกคักเหมือนกำลังเห็นนกตัวใหญ่บินผ่านเท่านั้น


            เหมือนกับว่าพวกเขามองเห็นมังกรตนนี้เป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว


            ภาพนั้นทำให้หวงเยี่ยยืนนิ่งอยู่กับที่ หัวใจเต้นแรงด้วยความสับสน


            จนเขาอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น


            “มีสัตว์เลี้ยงเป็นมังกรเหรอ?”


            “เป็นไปได้ยังไงกัน”


            “ไม่ใช่ว่าเผ่าพันธุ์มังกรมองเผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเราเป็นศัตรูหรือยังไงกัน?”


            “แล้วทำไมตัวมันถึงได้.. ”


            ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง อาจารย์สาวอย่างเฟิงหลงอินก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบางเบา เส้นผมยาวสีทองพลิ้วไหวตามแรงลมอ่อน ใบหน้าของนางสงบนิ่งงดงาม ก่อนที่จะเอ่ยแทรกขึ้น


            “บางครั้งก็มีเผ่าพันธุ์มังกรบางตนที่ยอมทำพันธะสัญญาณกับมนุษย์ยังไงละ”


            คำกล่าวนั้นทำให้หวงเยี่ยต้องหันขวับไปมองทันที


            “อาจารย์เฟิง!”


            ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นทันทีที่เห็นผู้คุ้นเคย ความตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งใจในพริบตา


            เฟิงหลงอินพยักหน้ารับ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าร่วมกับเขา


            “มังกรสีทองตนนั้นคือราชันย์มังกรจักรพรรดิทองคำ”


            “เป็นเพศหญิง!”


            “และยังเป็นคู่หูท่านผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเทพอสูรของเรายังไงละ”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน