ตอนที่ 167 ลิ้มรสของหวาน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินยอมรับออกมาตามตรง ตอนนี้เขาจัดการเรื่องทั้งหมดในห้องทดลองได้แล้ว จากห้องที่ดูน่าหวาดกลัวน่าสยดสยอง เปลี่ยนเป็นห้องโถงศิลปะชั้นสูง
แต่เมอร์ลินคงไม่รู้ว่าแม้ภาพเหล่านั้นจะมีความงามมากเพียงใด แต่มันก็ยังแฝงเร้นด้วยความสยองได้อยู่ดี
มาร์เทลที่กำลังเดินลงไปในบันไดวน ครั้งแรกเขารู้สึกตกตะลึงกับศิลปะภาพนูนที่งดงาม การแกะสลักผนังเหล่านี้ดูสมจริงเป็นอย่างมาก อีกทั้งการจัดวางองค์ประกอบยังงดงามน่าเพลินตา
แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกขนลุกและเย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาด
“ห้องนี้ไม่เย็นเกินไปหรอครับ?”
“ไม่นะ เพราะมันเป็นห้องใต้ดินน่ะ”
มาร์เทลพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะลูบแขนที่ขนลุกตั้งชูชันของตัวเอง
ทว่าหลังจากที่เขาเดินลงไปไม่เท่าไหร่ หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
นั่นคือภาพนูนที่เขาเดินผ่านไปมันกำลังกรอกตาไปมา แต่เมื่อเขารีบหันไปด้านหลัง ภาพนูนนั้นก็นิ่งเฉยเป็นปกติ
“ฉันคงจะตาฝาดไปเอง” มาร์เทลกล่าวพึมพำกับตัวเอง
ทันทีที่เขาลงไปด้านล่างมาร์เทลก็พบกับห้องโถงใหญ่ที่มีศิลปะรูปนูนที่ตระการตา
ที่นี่สามารถเปรียบได้เท่ากับพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งหนึ่งก็มิปาน
เขาเดินไปรอบๆ เพื่อสำรวจก็พบว่าห้องนี้ดูเหมือนพึ่งจะทำความสะอาดเสร็จ และมันเป็นฝีมือของเด็กน้อย
“ทำไมคุณไม่เรียกผมมาทำความสะอาดด้วยล่ะ” มาร์เทลเอ่ยถาม
เมอร์ลินยิ้มและเอ่ย “ไม่จำเป็น ฉันสามารถทำคนเดียวได้”
มาร์เทลอดที่จะรู้สึกผิดในใจไม่ได้ เพราะเงินเดือนที่เขาได้รับนั้นสูงมาก อีกทั้งหน้าที่ของเขายังลดลง
หลังจากที่เมอร์ลินได้รับพาหนะเวท เขาก็ไปมหาลัยด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้มาร์เทลไปรับส่ง
หน้าที่ของเขาจึงมีแค่ดูแลบ้านหลังนี้เท่านั้น ดังนั้นหน้าที่ทำความสะอาดห้องโถงที่ใหญ่โตนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของเขา
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้เถอะ ฉันง่วงเต็มทีแล้วเห็นทีวันนี้อาจจะต้องไปเรียนสาย” เมอร์ลินกล่าวจบความ
มาร์เทลไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้ต่อ เมื่อเขาพบว่าที่นี่ไม่มีอันตราย เขาก็วางใจ
ไม่เท่านั้นเขายังตัดสินใจที่จะลงมาดูภายหลังเพื่อตรวจสอบอีกที หลังจากที่เมอร์ลินไปมหาลัยแล้ว
แต่ทว่า
หลังจากที่พวกเขาทั้งสองขึ้นมาด้านบน
ปัง!
“นี่มันอะไรกันครับ?” มาร์เทลเอ่ยออกมาอย่างตกใจ เมื่อเขาพบว่าหลังจากประตูห้องใต้ดินบานนี้ถูกปิดลงมันก็หายไป
พื้นที่เคยมีบานประตูบัดนี้กลายเป็นพื้นเรียบๆ เท่านั้น เขาถึงกับนำมือไปลูบๆ คลำๆ แล้วก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยของบานประตูเลยแม้แต่น้อย
“มันเป็นค่ายกลน่ะ” เมอร์ลินตอบข้อสงสัย ก่อนที่เขาจะใช้พลังอักขระทำให้พรมปิดทับลงไป
มาร์เทลถอยออกจากตรงนั้นสองสามก้าวก่อนจะตั้งสติขึ้นได้
“คุณติดตั้งค่ายกลนี้เองหรอครับ?”
แม้เขาจะไม่รู้เรื่องค่ายกลมาก แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าค่ายกลนี้ทรงพลังไม่น้อย
ทว่าเมอร์ลินกลับไม่ได้พูดคำใดออกมา เขาเพียงยิ้มแล้วเดินออกไปตรงนี้ไปทิ้งไว้เพียงความลับที่เป็นปริศนา
ตอนนั้นเองมาร์เทลก็ตระหนักได้ว่าตนเองพูดมากเกินไป แม้เขาจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับโลกวิชาการมากนัก แต่ก็พอรู้ว่าห้องทดลองของนักวิชาการนั้นต้องการความปลอดภัยชั้นสูง มันจึงไม่แปลกที่เด็กน้อยจะไม่บอกอะไรกับเขา แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นผู้ดูแลก็ตาม
มาร์เทลเดินกลับเข้าห้องไปด้วยท่าทางที่เหม่อๆ วันนี้เขาได้พบว่าเด็กน้อยที่เขาดูแลเริ่มที่จะเติบใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
ด้านเมอร์ลินเองก็ทำตามที่เขาได้บอกไว้กับมาร์เทล
วันนี้เขาไม่ได้ฝึกฝนต่อ เขาเข้านอนเพื่อพักผ่อนร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งในวันนี้เมอร์ลินได้ตื่นสายเกินปกติ หลังจากที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาหลายวัน
แม้เขาจะรู้ว่าการโคจรพลังเวทสามารถช่วยฟื้นฟูความสดชื่นขึ้นมาได้ แต่เขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการพักผ่อนร่างกายได้อยู่ดี
ในเที่ยงวันนั้นมาร์เทลยังพบว่าเมอร์ลินยังอยู่ที่บ้าน เขาจึงเอ่ยถาม
“วันนี้คุณไม่ไปเรียนหรอครับ?”
เมอร์ลินที่กำลังหยิบขนมปังเข้าปากก็เอ่ยตอบไปว่า
“ไม่ครับ วันนี้ผมตั้งใจจะทำวิจัย”
“ครับ”
มาร์เทลไม่ถามต่อ เพราะเขาพอจะรู้ว่าเด็กคนนี้เก่งกาจกว่านักศึกษาทั่วไปเสียอีก เขาได้เห็นเข็มกลัดนักวิชาการสองดาวที่เมอร์ลินนำกลับมาแล้ว นั่นทำให้เขาตระหนักได้ว่าการเรียนในมหาลัยไม่มีผลต่อเด็กน้อยคนนี้แล้ว
เด็กน้อยสามารถทำวิจัยด้วยตัวเองและเพิ่มศักดิ์ศรีในโลกวิชาการ อีกทั้งศาสตราจารย์ออสตินก็รับรู้เรื่องนี้
เขาไม่ใช่ผู้ปกครอง แต่มีหน้าที่ดูแลเรื่องการอยู่กินในชีวิตประจำวันเท่านั้นจึงไม่มีอำนาจที่จะไปเอ่ยปากว่ากล่าวอะไร
เมอร์ลินที่รับประทานอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้วเขาก็กลับขึ้นไปด้านบนเพื่อทำงานวิจัยของตนเอง
แม้เขาจะมีห้องทดลองอยู่ด้านล่าง แต่ตอนนี้จึงยังไม่ย้ายไปทำงานที่นั่นได้ เพราะยังไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้อะไรอยู่ที่นั่น บรรดาโต๊ะเก้าอี้ชั้นวางหนังสือเก่าเหล่านั้นก็ถูกมาวิชกวาดล้างไปหมดแล้ว เมอร์ลินจึงต้องทำงานในห้องทำงานเดิมไปก่อน
อย่างไรงานที่เขาจะทำก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรอยู่แล้ว เขาจึงสามารถทำงานที่นี่ได้
“จากรายงานวิชาการที่ฉันส่งไปตีพิมพ์ ฉันไม่คิดเลยว่าหัวข้อเล็กๆ เหล่านั้นจะทำให้ได้รับแต้มวิชาการมากมายขนาดนี้”
ในตอนแรกเมอร์ลินคิดว่ารายงานวิชาการพวกนั้นจะทำให้เขาได้รับแต้มวิชาการเพียงพอที่จะได้รับเข็มกลัดนักวิชาการหนึ่งดาวเท่านั้น แต่มิคาดว่าจะได้รับแต้มวิชาการหลายร้อยแต้ม จนตอนนี้เขาสะสมได้มากกว่าครึ่งก้าวของการเป็นนักวิชาการสามดาวแล้ว
“หัวข้อวิจัยที่ฉันทำก่อนหน้านี้ ทั้งใช้เวลานานและยังไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งต่อให้สำเร็จก็คงจะได้รับแต้มวิชาการแค่ไม่กี่สิบแต้มเท่านั้น”
เมอร์ลินวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับ หัวข้อเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสี่ไม่สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ ดังนั้นมันจะไม่ส่งผลกระทบจนได้แต้มวิชาการอ้างอิงแน่นอน
หากจุดประสงค์ของเขาคือการได้รับแต้มวิชาการเป็นหลัก ครั้งนี้เขาก็ควรที่จะทำวิจัยหัวข้อที่มีผลกระทบกับผู้คนเหมือนธีสิสทั้งห้าเล่มก่อนหน้านี้
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะทำหัวข้อวิจัยการย่อสูตรเวทต้นกำเนิดต่อไป ฉันไม่เชื่อว่ามันจะไม่ได้รับแต้มวิชาการอ้างอิงอีก” เมอร์ลินกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเขาได้รับการลิ้มรสของหวานมาครั้งหนึ่งแล้ว เขาก็ต้องการที่จะได้กินมันอีก