ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 56 เกิดเรื่องใหญ่

            เหยาเชียนเชียนรู้สึกว่านางมีถ้อยคำหยาบคายมากมายที่ถูกกักเก็บไว้อยู่ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นศพงูที่ตายตัวอ่อนปวกเปียก ความอยากพูดทั้งหมดก็พลันหายไป

             “หวังเฟยมาหาเปิ่นหวังหรือ?” ชิงผิงอ๋องถามอย่างมีความสุข “พอดีเลย เปิ่นหวังเพิ่งล่าสัตว์มาได้ไม่น้อย และกำลังหาที่กำบังลมเพื่อย่างมันให้หวังเฟยอยู่พอดี”

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกวิงเวียนตาลาย นางไม่อยากกิน แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความกระตือรือร้นของชิงผิงอ๋องได้ คาดไม่ถึงว่าเขายังขอให้บ่าวไพร่นำเกลือหยาบและเครื่องปรุงรสมาด้วย เขาตั้งใจจะทำเนื้อย่างบนภูเขาอยู่แล้ว

             ในคราแรกเหยาเชียนเชียนไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้ ในหัวนางมีแต่ไฟบนภูเขา หัวหน้าหน่วยตกหลุมรักข้า ทุกคนล้วนเป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าไม้ที่ดี ราวกับกำลังปกป้องบ้านสีเขียวหลังใหญ่อะไรทำนองนั้น หลอนประสาทเหลือเกิน

             “ท่านอ๋อง อาเหยียนอยู่ที่จวนเพียงลำพัง หม่อมฉันไม่วางใจเลย” นางกล่าวอย่างอ่อนโยน “มิสู้ให้หม่อมฉันกลับไปก่อน หากไม่มีเหตุอะไรหม่อมฉันค่อยกลับมาล่องเรือผ่อนคลายกับท่านอ๋องอีกที ดีหรือไม่เพคะ?”

             เป่ยเหลียนโม่ลังเลเล็กน้อย ในขณะที่เหยาเชียนเชียนคิดว่าเขากำลังครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่นั้น คนผู้นี้ก็พลันกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมา

             “เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเลย ที่มาที่นี่ครั้งนี้ก็เพื่อเชิญหวังเฟยไปล่องเรือในทะเลสาบ แต่ผลคือต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก มิสู้เราไปกันยามนี้เลยดีหรือไม่”

             หา?

             เหยาเชียนเชียนถูกเป่ยเหลียนโม่ดึงขึ้นมาเพื่อพาลงจากภูเขาไปอย่างกระตือรือร้น เขากล่าวว่าเนื้อย่างค่อยรอกินยามเย็น หลังจากจับปลาในทะเลสาบได้แล้วค่อยกลับจวนไปทำเป็นสำรับเย็น

             ส่วนอาเหยียน สิ่งที่ชิงผิงอ๋องอยากจะสื่อคือสุดท้ายเด็กก็ต้องเติบโตและไม่สามารถคอยเฝ้าดูได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะจะทำให้เขาพึ่งพาผู้อื่นมากเกินไปได้ง่าย

             เหยาเชียนเชียนตกตะลึง นี่มันเกิดอะไรขึ้น ครั้งหนึ่งชิงผิงอ๋องเคยดูแลอาเหยียนเป็นอย่างดี แล้วเหตุใดยามนี้เขาถึงบอกว่าจะเป็นการพึ่งพาผู้อื่นมากเกินไปเสียแล้ว?

             เรือใหญ่อันสวยงามแล่นอย่างช้าๆ ไปยังใจกลางทะเลสาบ ชิงผิงอ๋องถือสุราจอกหนึ่ง ดูท่าเหมือนอยากจะขับกวีสักบท ส่วนเหยาเชียนเชียนเดิมทีก็รู้สึกเวียนหัวอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งรู้สึกวิงเวียนหนักกว่าเดิมเสียอีก

             “หวังเฟยไม่สบายหรือ?”

             เป่ยเหลียนโม่แตะหน้าผากของนางเบาๆ ยังดีที่ไม่ส่อเค้าอาการไข้

             “หวังเฟยเมาเรือเหตุใดจึงไม่บอกเปิ่นหวังตั้งแต่แรก” เขาสั่งให้บ่าวไพร่รีบจับปลาอย่างรวดเร็วแล้วย้อนกลับไปขึ้นฝั่ง เหยาเชียนเชียนยิ้มไม่ออก ในเวลาแบบนี้เขาก็ยังไม่ลืมจะจับปลา

             “ถ้ารู้สึกไม่สบายก็พิงมาที่ไหล่ของเปิ่นหวังเถิด” ชิงผิงอ๋องกล่าวแล้วก็โอบนางเข้ามาในอ้อมแขน ปลายนิ้วของเขาแต้มด้วยอะไรบางอย่างและช่วยนวดเพื่อให้นางได้ผ่อนคลาย

             “ท่านอ๋อง...”

             “ไม่ต้องพูดแล้ว” เป่ยเหลียนโม่คิดว่านางต้องการจะกลับจวนอีกแล้วจึงตัดบทอย่างหนักแน่นว่า “เมื่อเรือเข้าฝั่งแล้วเจ้าก็กลับไปพักผ่อนก่อน เปิ่นหวังจะรอหวังเฟยมารับสำรับเย็นพร้อมกัน”

             เหยาเชียนเชียนยิ้ม “หม่อมฉันไม่ได้จะกล่าวเช่นนั้น ที่หม่อมฉันจะบอกคือในสำรับเย็นช่วยปรุงรสเผ็ดให้สักหน่อย หม่อมฉันอยากกินเพคะ”

             ในเมื่อชิงผิงอ๋องแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการให้นางกลับจวน หากนางกลับไปด้วยลำแข้งของตัวเองก็คาดว่าคงก้าวเข้าประตูจวนอ๋องไม่ได้อยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้นางอยู่ที่นี่อย่างสงบจะดีกว่า

             ถึงอย่างไรชิงผิงอ๋องก็คงไม่ปล่อยให้อาเหยียนกังวลและรู้สึกไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าในครั้งนี้เขาวางแผนอะไรไว้

             เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงเรือนพักผ่อน เหยาเชียนเชียนก็หลับไปอีกครั้งตามคาด นางตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาอาหารเย็นได้อย่างน่าอัศจรรย์ สภาพจิตใจของนางฟื้นฟูขึ้นมาไม่น้อย นางเดินออกมาที่กลางเรือน เห็นเหล่าบ่าวไพร่จัดตั้งเตาไฟไว้ ข้างกันคือเนื้อสัตว์ที่หมักไว้เรียบร้อยแล้ว 

             “เนื้อเหล่านี้คือเนื้อที่ท่านอ๋องขึ้นเขาไปล่ามาได้ทั้งหมดเลยหรือ?”      

             หมักจนเป็นเช่นนี้แล้วก็ยากที่จะแยกแยะว่าเป็นเนื้ออะไร เครื่องปรุงรสแต่ละชนิดต่างก็พยายามอย่างเต็มที่ในการปล่อยกลิ่นหอม เหยาเชียนเชียนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะนั่งลงข้างๆ เป่ยเหลียนโม่รอเวลาเริ่มอาหารเย็นอย่างว่าง่าย

             “กระต่ายภูเขาตัวนี้ต้องทำให้นุ่มสักหน่อย” เป่ยเหลียนโม่ยื่นให้ “หวังเฟยลองชิมดูสิ”

             เหยาเชียนเชียนเม้มริมฝีปากแล้วรับมันมา สายตามองไปยังน้ำจิ้มที่อยู่ข้างๆ เจ้ากระต่ายน่ารักขนาดนี้จะต้องเพิ่มรสชาและรสเผ็ด!

             เมื่อเห็นว่านางกลืนเนื้อย่างสีแดงคำใหญ่เข้าไปโดยไม่ลังเล การกระทำของเป่ยเหลียนโม่ก็หยุดชะงัก เขาไม่รู้เลยว่าที่แท้แล้วนางจะชอบกินรสจัดขนาดนี้

             “ท่านอ๋องย่างเนื้อได้รสชาติดีมากเลยเพคะ” เหยาเชียนเชียนเลียมุมปากอย่างพึงพอใจ สายตาจ้องมองไปยังเนื้อชิ้นต่อไป ทว่าชิงผิงอ๋องกลับยื่นเนื้อที่ไม่ทราบว่าเป็นเนื้อสัตว์ชนิดใดมาให้และมองนางด้วยสายตาคาดหวัง

             “หวังเฟยลองชิมเนื้อชิ้นนี้สิ”

             เหยาเชียนเชียนรับมาอย่างคล่องแคล่ว เนื้อชิ้นนี้มีกลิ่นหอมมากแต่ก็ไม่รู้ว่ามันคือเนื้ออะไร เมื่อกัดเข้าไปแล้วกลิ่นหอมก็โดดเด่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าถูกปรุงด้วยเครื่องเทศชนิดใดจึงทำให้ไม่มีกลิ่นคาวเนื้อแม้แต่น้อย ดังนั้นนางจึงกินหมดภายในสองสามคำ

             “นี่คือเนื้อปลาที่จับมาได้เมื่อบ่ายหรือเพคะ?” นางถือโอกาสเอ่ยถาม

             ชิงผิงอ๋องส่ายหัว “นี่คือตัวการที่ทำให้หวังเฟยตกใจเมื่อยามบ่าย เปิ่นหวังนำมันมาย่างให้หวังเฟยเพื่อเป็นการไถ่โทษ”

             ทำให้ตกใจ...

             เหยาเชียนเชียนกวาดสายตามองไปยังชิงผิงอ๋องอย่างช้าที่สุดด้วยแววตาสื่อคำถาม มันคงไม่ใช่สิ่งที่นางคิดหรอกกระมัง?

             “หากหวังเฟยชอบกินปลา เปิ่นหวังย่างให้อีกตัวดีหรือไม่?”

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างอยู่ในท้องของนาง วิญญาณพยาบาทของงูตัวนั้นคงไม่ได้ถูกนางกินเข้าไปแล้วกระมัง นางอยากจะอาเจียนแต่ก็สำรอกไม่ออก และนางยังค้นพบอย่างน่าเศร้าว่าถึงแม้จะรู้ความจริงแล้ว ทว่าชิงผิงอ๋องก็ย่างเนื้อได้หอมเย้ายวนจริงๆ

             เนื้อย่างยามเย็นจบลงด้วยความสับสนของเหยาเชียนเชียนและความสุขของชิงผิงอ๋อง คราวนี้พอได้นอนลงบนเตียงอีกครั้งเหยาเชียนเชียนก็หลับไปแทบจะในทันที ไม่ว่าพรุ่งนี้เขาจะทำอะไรอีกก็แล้วแต่ท่านผู้นั้นจะพอใจเถิด

             ทว่าเมื่อนางตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็เห็นเหล่าบ่าวไพร่กำลังขนของขึ้นรถม้ากันแล้ว

             “อันนี้แล้วก็อันนี้ขนไปวางไว้ตรงนั้น”

             พ่อบ้านที่กำลังยุ่งอยู่เห็นเหยาเชียนเชียนกำลังเดินเข้ามาแต่ไกลก็รีบปรี่เข้าไปคำนับทันที

             “เรากำลังจะกลับกันแล้วหรือ?” เหยาเชียนเชียนเอ่ยถาม

             “ทูลหวังเฟย ท่านอ๋องตรัสว่าได้ล่องเรือไปแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องเสด็จกลับ ท่านอ๋องรับสั่งให้เหล่าบ่าวไพร่ขนของขึ้นบนรถม้า พระองค์ลองทอดพระเนตรดูว่ายังมีสิ่งใดที่ทรงโปรดปรานและอยากนำกลับไปด้วยหรือไม่ และสามารถแจ้งให้เหล่าบ่าวไพร่ทราบได้ทุกเวลาพ่ะย่ะค่ะ”

             เหยาเชียนเชียนเห็นบ่าวไพร่กำลังขนผลเจียงกั่วเต็มสองตะกร้าขึ้นไปวางบนรถม้าก็พลันยิ้มออกมา ของเหล่านี้ก็นึกขึ้นมาได้ เพียงแต่เกรงว่าเรือนพักผ่อนแห่งนี้จะถูกขนของออกไปครึ่งหนึ่ง แล้วจะหลงเหลือสิ่งใดไว้อีก

             นางเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงไปหาชิงผิงอ๋อง ภายในเรือนท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ไร้ผู้ใดเปรียบกำลังเสวยสำรับเช้าอยู่ ดูเหมือนเขาจะแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นนางเข้ามาแต่ก็เผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบาราวกับแสงอาทิตย์ในยามเช้า แม้จะแสงจ้าเข้าตาแต่ก็สวยงามยิ่งนัก

             “เหตุใดท่านอ๋องจึงเสด็จกลับวันนี้เล่าเพคะ?”

             เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ สองวันก่อนนางเป็นฝ่ายรีบร้อนอยากกลับไปเอง พอได้ฟังคำพูดจากปากของนางเองในวันนี้ก็ทำให้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

             “จัดการธุระเรียบร้อยแล้วก็ย่อมต้องกลับไป”

             เป่ยเหลียนโม่คีบถังเปาส่งให้นางและกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “ลองชิมนี่สิ ข้างในเป็นไส้เห็ดที่เจ้าชอบด้วยนะ"

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกปลื้มใจ ก่อนจะละเลียดกินถังเปาทีละคำอย่างตั้งใจจนหมดชิ้น

             ต่อให้นางจะโง่เขลาเพียงใดก็คงไม่คิดว่าสิ่งที่ชิงผิงอ๋องกล่าวจะมีจุดประสงค์เพียงเพื่อล่องเรืออย่างเดียวจริงๆ แต่เรื่องใดเล่าที่เขาต้องออกจากจวนจึงจะทำสำเร็จ?

             ขามาใช้รถม้าเพียงแค่สองคัน แต่ขากลับจัดขบวนรถอย่างยิ่งใหญ่ เหยาเชียนเชียนรอมาตลอดทางแต่เป่ยเหลียนโม่ก็ยังไม่ยอมพูดเสียที นางจึงทำได้เพียงตามเขากลับจวนไปด้วยความรู้สึกร้อนในใจ

             “ท่านอ๋องเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

             เมื่อได้ยินที่บ่าวไพร่แจ้งข่าว อาเหยียนน้อยก็รีบวิ่งออกไป เขาวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพ่ออย่างลวกๆ จากนั้นก็พุ่งเข้าสู่อ้อมแขนของผู้เป็นแม่และติดหนึบไม่ยอมลงมา

             “ท่านอ๋อง หม่อมฉันขอพาอาเหยียนกลับห้องก่อนนะเพคะ”

             ถึงอย่างไรก็นำของดีกลับมาไม่น้อย เหยาเชียนเชียนจึงอยากให้ลูกได้ดูและเล่นในทันที เป่ยเหลียนโม่ไม่คัดค้านและปล่อยให้นางอุ้มอาเหยียนไปอย่างมีความสุข

             “ท่านแม่” อาเหยียนเคี้ยวผลเจียงกั่วแล้วกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว “ท่านพ่อพาท่านแม่ไปขอน้องสาวหรือยังขอรับ?”

             หืม?

             เหยาเชียนเชียนยิ้มเล็กน้อยอย่างกระอักกระอ่วน อะไรที่ทำให้อาเหยียนเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ อย่าบอกนะว่าที่นางออกจากจวนไปสองสามวันนี้ทุกคนในจวนล้วนคิดเช่นนี้กันทั้งหมด

             “สองวันที่ข้าไม่อยู่ ที่จวนเกิดเหตุอะไรขึ้นหรือว่ามีข่าวลืออะไรบ้างหรือไม่?”

             คำถามของเหยาเชียนเชียนนั้นอ้อมค้อมและนุ่มนวล ทว่าสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติเปลี่ยนสีหน้าโดยพลัน นางอ้ำอึ้งเหมือนบอกกล่าวไม่ได้

             คงเป็นเพียงเรื่องอื้อฉาวเล็กน้อยและเกี่ยวข้องกับตัวนางกระมัง แต่เหตุใดสาวใช้จึงลำบากใจถึงเพียงนี้?

             เหยาเชียนเชียนเห็นสีหน้าของสาวใช้ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ คงไม่ถึงขั้นที่พวกเขาจะคาดเดากันไปเป็นอย่างอื่น นางได้รับความอยุติธรรมมามากพอแล้ว และจะไม่ทำให้เกียรติยศชื่อเสียงของชิงผิงอ๋องต้องเสื่อมเสียอย่างแน่นอน นางเพียงแค่ไปกินเนื้อย่างและท่องทะเลสาบอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้นเอง

             “หวังเฟย ระหว่างที่หวังเฟยและท่านอ๋องไม่อยู่จวนในช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจริงๆ เพคะ” สาวใช้กระซิบ “คุณหนูซ่งแห่งตระกูลอัครมหาเสนาบดีผู้นั้น เดิมทีกำลังจะอภิเษกสมรสกับท่านอ๋องในฐานะเช่อเฟย เพียงแต่ว่า มีเหตุเกิดขึ้นเล็กน้อยเพคะ”

             เหยาเชียนเชียนเกือบลืมไปแล้วในยามที่สาวใช้พูดขึ้นมา การแต่งงานระหว่างชิงผิงอ๋องและซ่งอีอีกำลังใกล้เข้ามาแล้ว และดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้

             ทว่าในช่วงเวลาสำคัญนี้ เกิดอะไรขึ้นกับนางกัน?

             “อย่าบอกนะว่าถูกลอบสังหารอีกแล้ว” เหยาเชียนเชียนหยิบผลเจียงกั่วขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านอ๋องเฝ้าดูข้าด้วยพระองค์เองมาตลอดสองวัน เกิดเรื่องอะไรขึ้นจะตำหนิข้าไม่ได้นะ”

             สาวใช้เอาแต่กล่าวคำว่าไม่ใช่ โดยบอกว่าเดิมทีไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้ เพราะทางจวนเฉิงเซี่ยงและวังหลวงล้วนช่วยกันปกปิดไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ปกปิดไว้ไม่มิดอยู่ดี

             “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เหยาเชียนเชียนขมวดคิ้ว

             “หวังเฟยอาจไม่ทราบ เมื่อวันก่อนที่เรือนอีกหลังของเฉิงเซี่ยง คุณหนูซ่งและองค์ชายสาม พวกเขา...”

             เหยาเชียนเชียนเบิกตากว้างอ้าปากค้าง นางคิดว่าตัวเองอาจจะหูฝาดไป สาวใช้พูดอย่างอ้อมค้อมแล้ว แต่ยิ่งเรื่องประเภทนี้คลุมเครือมากเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ให้มากขึ้นเท่านั้น

             ซ่งอีอีไปอยู่กับองค์ชายสามได้อย่างไร แล้วยังถูกจับได้ว่าลักลอบเป็นชู้กันด้วย...

             ไม่สิ ถูกคนบังเอิญไปเห็นว่านอนด้วยกันต่างหาก

             นี่มันประมาทเกินไปแล้ว!

             “ท่านอ๋องทรงทราบเรื่องนี้แล้ว ทว่ายังไม่อนุญาตให้ผู้ใดแพร่งพรายออกไปในขณะนี้เพคะ” สาวใช้ระมัดระวังมากอยู่ตลอดเวลา นางพินิจมองสีหน้าของเหยาเชียนเชียนและกล่าวเบาๆ ว่า

             “หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ท่านอ๋องก็จะเดือดร้อนไปด้วย ดังนั้นทั้งสองฝั่งจึงต้องปกปิดไว้ ทว่าการแต่งงานครั้งนี้ ดูท่าว่าคงจะต้องยกเลิกไปเพคะ”

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกว่านางพลาดอะไรไปหลายอย่างในช่วงสองวันที่ผ่านมา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คาดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่นางและชิงผิงอ๋องไม่อยู่ที่จวนและไม่อยู่ในเขตนครหลวง

             แม้ว่าจะดูบังเอิญไปบ้าง แต่ฟังจากที่สาวใช้เล่าเรื่องได้อย่างละเอียดราวกับประสบมาด้วยตัวเอง คาดว่าเรื่องที่ซ่งอีอีผู้นั้นคลุกคลีอยู่กับองค์ชายสามคงจะเป็นเรื่องจริง

             หากชิงผิงอ๋องปฏิเสธไปในคราแรกก็จะไม่เกิดผลใด แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าสุดท้ายแล้วต้นหลิวเป็นร่มเย็นระรื่น ดอกไม้บานสะพรั่งละลานตา [1]

             เหยาเชียนเชียนก้มศีรษะลงมองอาเหยียนน้อยที่มีสีหน้าไม่แยแสราวกับว่าไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยตั้งแต่แรก

             เรื่องแบบนี้ถึงอย่างไรก็ยากที่จะพูดต่อหน้าเด็ก หลังจากเกลี้ยกล่อมอาเหยียนให้กินข้าวจนอิ่มแล้ว นางก็พาเขาไปพักผ่อน และหลังจากกล่อมให้อาเหยียนนอนหลับไปได้ในเวลาไม่นานนางจึงค่อยไปหาชิงผิงอ๋อง

             หลังจากออกไปข้างนอกเป็นเวลาสองวัน ไม่เพียงได้รับอาหารเครื่องดื่มและความสนุกสนานมากมายเท่านั้น แต่ยังได้รับหมวกที่เจริญรุ่งเรืองอีกด้วย นางสงสัยว่าชิงผิงอ๋องจะรู้สึกอย่างไรในเวลานี้

             เมื่อรวมกับความแปลกประหลาดของสองวันที่ผ่านมา เหยาเชียนเชียนก็มีความคิดอันกล้าหาญ แต่ก็ไม่กล้าที่จะหาข้อพิสูจน์ ทว่าเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ฮ่องเต้จะต้องประกาศเรียกตัวเขาเข้าวังหลวงอย่างแน่นอน นางจะต้องไปปรึกษากับชิงผิงอ๋องเพื่อหาวิธีรับมือ

             อย่างไรก็ตาม ทันทีที่นางไปถึงก็ได้ยินชิงผิงอ๋องนั่งอยู่ที่เรือนและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไม่สนว่าเป็นหรือตาย สิ่งที่เปิ่นหวังต้องการก็คือผลลัพธ์”

     

             เชิงอรรถ

             [1] ต้นหลิวเป็นร่มเย็นระรื่น ดอกไม้บานสะพรั่งละลานตา เป็นการอุปมาว่า ในขณะที่กำลังประสบกับความยากลำบาก ก็ได้มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592