เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 55 เมื่อดวงจันทร์บรรจบ

    บทที่ 55 เมื่อดวงจันทร์บรรจบ

     

            ฝั่งตะวันออกของเมืองปันนาที่แสนห่างไกลอยู่ติดกับชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารจากแหล่งน้ำเค็มขนาดใหญ่ และที่นั่นก็มีเรือนหลักหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าลำบากเป็นเรือนเล็กๆ ที่มีเจ้านายอยู่กันเพียงสามคนและบ่าวหญิงอีกสองคนเจ้าของเรือนนั้นเป็นคหบดีที่ย้ายที่อยู่มากับภรรยาที่เป็นหมอเมื่อหลายปีก่อน

             

            เด็กชายตัวน้อยนายน้อยของบ้านยามนี้กำลังนั่งจ้องแมลงตัวยาวปีกใสที่กำลังเกาะอยู่บนดอกไม้ดอกเล็กที่แปลงผักและสมุนไพรในบ้านดวงตากลมไร้เดียงสาของเด็กชายสบเข้ากับดวงตาของแมลงอย่างน่ารักทุกครั้งที่แมลงขยับ เด็กชายก็จะเอียงคอไปด้วย ช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูยิ่ง

             

            เจ้าของบ้านหลังนี้เจ้านายผู้ชายเป็นคหบดีที่ลาออกมาจากราชการทหารเพราะว่าตนแต่งงานจึงอยากจะใช้ชีวิตสงบจึงลาออกและมาทำการค้าสมุนไพรเล็กๆที่หมู่บ้านแห่งนี้ พร้อมกับเป็นที่ปรึกษาปัญหาของชาวบ้านเพราะเจ้าตัวรู้เรื่องกฎบ้านกฎเมืองมากกว่าคนอื่นๆ ส่วนเจ้านายผู้หญิงนั้นเป็นคนที่พอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้างจึงรับรักษาโรคด้วยสมุนไพรเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับจัดชุดยาให้สามีไปขายหากนางมีเวลานางก็จะสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ชาวบ้านว่ากันว่าตัวนางได้เรียนมาจากอาจารย์หมอท่านหนึ่งเช่นกัน

             

            บ้านของเด็กน้อยไม่อาจเรียกได้ว่าร่ำรวยแต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าขัดสนทั้งบิดาแบะมารดาต่างก็มีงานทำ มีเงินไม่ขาดมือจนสามารถจ้างบ่าวหญิงรับใช้ได้ตั้งสองคน

             

            นานๆ ที สหายของท่านพ่อก็จะมาเยี่ยมสักทียกเว้นช่วงนี้ที่มาแทบจะวันเว้นวัน

             

            “เสี่ยวตง นี่เวลาไหนแล้วหากแม่ของเจ้ากลับมาแล้วเห็นเจ้ายังไม่เข้าบ้าน โดนฟาดก้นเอาพ่อไม่ช่วยเจ้านะ”เสียงเรียกอบอุ่นของบุรุษที่ชื่อว่าบิดาเรียกเด็กชายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

             

            เด็กน้อยหันไปตามเสียงก็พบกับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นดวงตาที่แสดงออกถึงความรักใคร่ออกมามองตนอยู่ จึงลุกขึ้นและรีบวิ่งไปหาคนที่เรียก

             

            สวีตงหยางบุตรชายคนโตของคหบดีสวีและภรรยาที่เกิดหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่นานอันที่จริงดูเหมือนเจ้าก้อนแป้งนี้จะมาอยู่ในท้องมารดาก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกันเสียด้วยซ้ำ

             

            “ท่านพ่อ ข้าดูแมลงอยู่ตรงนั้นมันเกาะบนใบหญ้าไม่ขยับเลย มันตายหรือยัง”นิ้วอวบชี้ไปทางแมลงปอที่ยามนี้กำลังบินขึ้นไปที่อื่น

             

            “มันแค่พลางตัวเท่านั้น เอาล่ะไปรอท่านแม่ในบ้านเถอะ ไม่งั้นเราสองคนโดนดุแน่ๆ”

             

            ชายหนุ่มร่างสูงวัยสามสิบยังเป็นวัยที่ยังหนุ่มยังแน่น ใบหน้าก็หล่อเหลาเกลี้ยงเกลา สาวๆ แถวๆนี้ล้วนอยากเป็นอนุของนายท่านผู้นี้ทั้งนั้น หากแต่เขานั้นรักมั่นกับภรรยาไม่คลายไม่เคยมองสตรีใดเลยนอกจากภรรยาตน

             

            สองพ่อลูกเดินเข้ามาในบ้านยามนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากทั้งสองคนจึงชวนกันไปอาบน้ำชำระร่างกายรอมารดาที่ออกไปรักษาคนและซื้อของเล็กๆน้อยๆ ในเมืองพร้อมกับบ่าวอีกสองคน

             

            เมื่อสองพ่อลูกอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็พอดีกับที่ภรรยาสาววันยี่สิบเอ็ดกับบ่าวทั้งสองคนกลับมาพอดี

             

            “ท่านแม่ ท่านซื้ออะไรมา มีขนมหรือเปล่า”เด็กน้อยถามหาขนมหวานของตนเองอย่างไร้เดียงสาเรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ในบ้านได้อย่างดี

             

            “มีสิ แต่ยังกินไม่ได้นะ พรุ่งนี้ค่อยแบ่งไปกินเข้าใจไหม”

             

            หญิงสาวสวยสะพรั่งวัยยี่สิบเอ็ดก้มลงเอ่ยกับลูกชายตัวน้อยนั่งอยู่บนตักบิดาที่กำลังเช็ดผมให้เจ้าตัวน้อยให้แห้งในขณะที่ผมของตัวเองยังคงปล่อยยาวเปียกอยู่ไม่ต่างกัน

             

            “ท่านพ่อ”

             

            “บ้านนี้แม่เจ้าใหญ่ที่สุดข้าช่วยเจ้าไม่ได้หรอก” เสียงนุ่มของบิดากล่าวด้วยรอยยิ้มเอ็นดูทำให้เด็กน้อยเบะปากอย่างจำยอม “เหนื่อยหรือไม่”

             

            ร่างสูงที่กำลังเช็ดผมให้เจ้าตัวน้อยเงยหน้าถามภรรยาที่อยู่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มเช่นเคยใบหน้าและแววตาของเขาล้วน แล้วแต่มีความอบอุ่นอ่อนโยนการแสดงความรักผ่านแววตาของนายท่านที่มีต่อนายหญิงเป็นภาพที่บ่าวทั้งสองเคยชินแล้ว

             

            “ไปอาบน้ำให้สดชื่นก่อนดีหรือไม่แล้วเราไปกินข้าวกัน เจ้าเด็กนี่คงเริ่มหิวแล้ว”

             

            “เจ้าค่ะ”หญิงสาวรับปากก่อนจะลุกไปยังห้องอาบน้ำในบ้าน

             

            แผ่นหลังเล็กนั้นทำให้เขานึกถึงอดีตที่ทำให้เขาและนางต้องอยู่ในที่ที่ห่างไกลและไม่รู้จักเช่นนี้

             

            “ท่านพ่อ”สวีตงหยางเอียงคอมองบิดาของตนเองด้วยใบหน้าไร้เดียงสาจนหน้าเอ็นดู

             

            เกือบสามปีแล้วสินะ... นับตั้งแต่วันนั้น...

     

     

    ... ... ...

     

     

            “อดีตแม่ทัพเฉิน! ข้าขอสั่งให้เจ้าหายไปนับตั้งแต่วันนี้” สุรเสียงของโอรสสวรรค์แห่งแคว้นฝูเอ่ยกับหลานชายของตนด้วยความเจ็บปวดชายหนุ่มที่ได้รับคำตัดสินโทษเช่นนั้นคุกเข่าก้มลงหัวจรดพื้นเป็นคำตอบรับโดยที่ไม่พูดสิ่งใดออกมา

             

            ร่างสูงถอดชุดแต่งงานชั้นนอกออกพร้อมกับวางดาบประจำตำแหน่งแม่ทัพของตนเองไว้อย่างนั้นก่อนจะเดินออกมาเงียบๆ โดยไม่หันไปมองใครทั้งสิ้น

             

            เขาจะขึ้นสู่อำนาจเองในวันนี้ก็ยังทำได้แต่เขาเลือกแล้ว เขาเลือกที่จะเป็นอิสระจากการเมือง ราชสำนักหลังจากจบภารกิจที่แสนยาวนาน

             

            ชีวิตอันแสนสงบในฐานะคนธรรมดากับสตรีที่เขาอยากมอบชีวิตให้นางมันเพียงพอแล้วสำหรับตัวเขา

             

            จ้าวซินเยว่คือชีวิตของเขานางคือโลกทั้งใบของเขา ที่ไม่อาจเสียนางไปได้อีก ไม่ว่าจะทำอย่างไรจะต้องสละอะไรก็ตามเขาก็จะทำ

             

            แม้แต่เกียรติยศ เขาก็ไม่เอา...

             

            เพื่อให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเพื่อที่จะได้เคียงข้างนาง...

             

            จะต้องทิ้งทั้งชื่อ ทั้งแซ่หากมันทำให้เขาได้เคียงข้างนางตลอดไป เขาก็จะทำ

             

            “เฉินจือหาน”ชินอ๋องที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดเรียกชื่อสหายของตนเองที่เป็นทั้งหลานชาย และน้องชายเพียงสบตากันอย่างเข้าใจเท่านั้น ร่างสูงเดินออกจากท้องพระโรงไปเงียบๆท่ามกลางสายตาของคนทุกคนที่นั่น

             

            เขาเป็นคนที่เสียสละที่สุดในภารกิจครั้งนี้ทำทุกอย่างโดยรู้อยู่แล้วว่าผลสุดท้าย หากไม่ขึ้นสู่อำนาจเองก็ต้องอยู่เช่นคนที่ตายไปแล้ว และเขาก็เลือกที่จะเป็นคนที่ตายไปแล้วทั้งที่เขาสามารถขึ้นบัลลังก์เองได้อย่างไร้ข้อกังขา ไม่ว่าจะด้วยฐานะหรือสายเลือดเพราะเฉินจือหานก็มีสิทธิ์โดยชอบธรรมบนบัลลังก์มังกร

             

            อู่หงถิงมองแผ่นหลังของลูกชายตนเองก่อนจะทรุดตัวลงร้องไห้อย่างห้ามไม่ได้แม้นางจะอยากยื้อลูกชายของตนเอาไว้แต่ก็รู้ว่านี่มันคือชะตา

             

            “จงภูมิใจในตัวลูกชายของพวกท่านเถิดเขาคือผู้กอบกู้ทั้งสองแคว้นอย่างแท้จริง”กษัติรย์แห่งแคว้นลี่นับถือจิตใจของเฉินจือหานจากใจจริงตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเห็นใครเด็ดเดี่ยวแบบคนคนนี้มาก่อน

             

            ขณะเดียวกันบุรุษบนหลังม้าควบม้าออกไปทางประตูเมืองทางใต้ที่มีรถม้ากลางเก่ากลางใหม่พร้อมกับทหารของชินอ๋องคุ้มกันอยู่สองสามคน

             

            เมื่อร่างสูงมาถึงทหารเหล่านั้นก็ทำความเคารพแต่เขามิได้สนใจกลับรีบเปิดรถม้าเพื่อดูคนที่อยู่ด้านในแล้วรีบเข้าไปกอดสตรีที่เขาอยากอยู่กับนางที่สุด

             

            “รอข้านานหรือไม่”เสียงนุ่มเอ่ยถามสตรีในอ้อมอกพลางหลับตาซึมซับนางที่เขาต้องการสัมผัสเช่นนี้มาตลอด

             

            “ไม่เลยเจ้าค่ะ ท่านเป็นอะไรหรือไม่”หญิงในชุดของสตรีชาวบ้านธรรมดาแต่ไม่อาจกลบความงดงามของนางได้เอ่ยถามพลางพลิกแขนของร่างสูงดูง่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่า

             

            “ข้าไม่เป็นไร เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว”มือหนาลูบผมของหญิงสาวเบาๆ พลางยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนนางเองก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มและแววตาแบบเดียวกัน

             

            ด้วยกลอุบายโดยการใช้ร่างไร้วิญญาณของหลิวลู่เสียนเป็นตัวตายตัวแทนของจ้าวซินเยว่ด้วยความละไม้ของสตรีทั้งสองด้วยรูปร่างและเค้าโครงหน้าการที่วันนี้จ้าวซินเยว่ตั้งใจแต่งหน้าให้เข้มเพื่อที่จะง่ายต่อการสลับตัวและมันได้ผล มันสามารถตบตาผู้คนได้จนไม่มีใครสงสัยว่านั้นคือตัวปลอม

             

            “อาจิง บอกให้คนรถเดินทางเถอะ เราต้องไปกันแล้ว”ร่างสูงหันไปสั่งบ่าวตัวน้อยที่กำลังน้ำตาคลอมองภาพของเจ้านายทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้ง

             

            “จะ เจ้าค่ะเดี๋ยวข้ากับพี่เสี่ยวโยวจะไปอยู่คันหลังคุณหนูกับแม่ทัพมีอะไรก็เรียกหาได้เลยนะเจ้าคะ”บ่าวทั้งสองตั้งสติได้ก็รีบออกไปจากรถม้าของเจ้านายไม่ขัดจังหวะทั้งสองคน

             

            “เป็นอะไรหรือ หรือเจ็บตรงไหน”ใบหน้าคมคายถามหญิงสาวอีกครั้งเมื่อเห็นนางน้ำตาคลอจ้องมองเขาใบหน้าสวยส่ายหน้าเบาๆ แล้วโผลเข้ามากอดเอวเขาแล้วร้องไห้โฮออกมา

             

            ร่างสูงผ่อนคลายเมื่อรู้สาเหตุเขาขยับรวบตัวนางมานั่งบนตักแล้วกอดนางบนร่างของตัวเองอย่างทะนุถนอมมือหนายกขึ้นลูบเบาสีดำรวบเช่นสตรีที่ออกเรือนแล้วอันเป็นเครื่องยืนยันว่าระหว่างพวกเขาได้แต่งงานกันแล้วจริงๆ

             

            “ข้าไม่ไปไหนแล้ว จะอยู่กับเจ้าตลอดไปดีหรือไม่” หญิงสาวไม่ตอบ นางเอาแต่ร้องได้ยิ่งกว่าเดิม

             

            ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาที่ตนอยู่ที่แคว้นลี่มักจะได้รับรู้ความเป็นอยู่ของนางจากจดหมายแลกเปลี่ยนข่าวสารของจ้าวหานอยู่บ้างรับรู้ว่านางเสียใจที่รับรู้ว่าเขาตาย แต่นางก็ไม่ยอมที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครผ่านไปหนึ่งปี นางก็ยังรักมั่นคง เขารู้สึกอยากพบนางเหลือเกิน แต่เมื่อพบนางเขาก็รู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดเมื่อความสดใสของนางถูกพรากไปจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

             

            ยามนี้เขาสาบานว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้นางกลับมาร่าเริงได้อีกครั้งจะมอบความรักความอบอุ่นให้นางชดเชยตลอดเวลาที่ทำให้นางเสียใจ

             

            ไม่นานเสียงสะอื้นของหญิงสาวก็เงียบไปร่างบางเริ่มสงบ ชายหนุ่มจูบลงบนผมของนางเบาๆก่อนจะล้มตัวจัดท่าทางเพื่อพักผ่อนเช่นกัน

             

            การเดินทางสู่ทางใต้กินเวลาหลายวันนัก แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าท่านลุงผู้นั้นได้ตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้อย่างดีทั้งชื่อแซ่ใหม่ เรือนใหม่ หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียวนางก็เฉลยข่าวดีที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา

     

     

    ... ... ...

     

     

            “ตงหยาง อร่อยหรือไม่”เสียงหวานของหญิงสาวเอ่ยถามลูกชายที่กำลังหัดกินข้าวเองจนเลอะเทอะมีหวังได้อาบน้ำใหม่อีกครั้งแน่

             

            “ป้าเสี่ยวโยวทำอาหารอร่อยที่สุดเลย”เด็กชายพูดพลางยิ้มให้เจ้าของชื่อ ในเรือนนี้ไม่ได้แบ่งแยกนายบ่าวอย่างชัดเจนตั้งแต่ย้ายมาที่นี่พวกเขาก็ให้บ่าวทั้งสองมาทานข้าวด้วยกันเสมอ

             

            อย่างไรเสี่ยวโยวก็เป็นพี่สาวแท้ๆของภรรยาของเขา และยังแต่งงานกับคนสนิทของเขาอย่างมู่จางเรียบร้อยรอเพียงฝ่ายชายได้ย้ายมาประจำที่นี่ซึ่งก็อีกไม่นานแล้ว

             

            “คุณชายก็พูดเกินไปเจ้าค่ะ”เสี่ยวโยวกล่าวปฏิเสธด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

             

            “วันนี้ข้าจะเป็นคนเก็บล้างเองเจ้าค่ะพวกท่านไปพักผ่อนเถอะ” อาจิงที่ยามนี้เป็นสาวสะพรั่งเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้านายของบ้านทั้งสองคนอุ้มเด็กชายให้เสี่ยวโยวพาเข้านอนส่วนทั้งสองคนไปนอนที่ห้องนอนหลักข้างๆ

             

            ภายในห้องนอนหลักในเรือนหญิงสาวถอดชุดนอกของสามีแขวนตามปกติ ก่อนจะถอดชุดคลุมชั้นนอกของตนเองออก แล้วค่อยๆปลดผมของตัวเองออก

             

            “ข้าช่วย”มือหนายกขึ้นช่วยหญิงสาวที่กำลังส่องหน้ากระจก

             

            “ขอบคุณเจ้าค่ะ”หญิงสาวยิ้มขอบคุณสามีผ่านกระจกตรงหน้า นางนั่งนิ่งจนผู้สามีปลดผมเสร็จจึงค่อยๆหันมามองหน้าสามีที่ดูเหมือนมีเรื่องอะไร

             

            “มีอะไรหรือเจ้าคะ”

             

            ชายหนุ่มยกยิ้มก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เป็นการปฏิเสธแต่นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าสวยมองอย่างไม่เชื่อใจ

             

            “ท่านรู้ใช่ไหม ว่าท่านโกหกข้าไม่ได้”

             

            “แค่คิดถึงเรื่องปีนั้นน่ะดีใจที่ได้กลับมาอยู่กับเจ้าอีกนะสามปีนี้เป็นสามปีที่ข้ามีความสุขที่สุดในชีวิตแล้ว” ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวเกินจริงตลอดสามปีที่ผ่านมา เขามีความสุขมาก และสงบที่สุดในทุกช่วงชีวิต

             

            เขาไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตในฐานะคนธรรมดามันจะทำให้เขาสบายใจได้ขนาดนี้แม้ช่วงแรกๆ เขาจะไม่ค่อยชินเพราะทั้งชีวิตอยู่แต่กับสงคราม สนามรบมาตลอดทำให้ยังต้องปรับตัวหลายอย่าง

             

            แต่พอได้ค่อยๆ เรียนรู้ปรับชีวิตให้ช้าลงลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ทำ ทั้งตอนที่หญิงสาวแพ้ท้อง อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆจนตัวแทบจะติดกัน ช่วงเวลาที่ต้องช่วยภรรยาเลี้ยงลูกทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้กับครอบครัวของเขา มันงดงามเสมอ แม้จะมีการทะเลาะเล็กๆ น้อยๆกับคนตรงหน้าบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ทำให้รู้สึกว่าจะหมดรักคนคนนี้ลงได้

             

            อาจเพราะเขาและนางเคยต้องจากกันเป็นเวลานานจึงรู้ว่าการมีกันและกันมันมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด

             

            “ราวกับเมื่อวานเลยนะเจ้าคะ”หญิงสาวพูดพลางซบลงที่อกแกร่งของสามีอย่างไม่เขินอาย นางชื่นชมการได้อยู่ใกล้ชิดกับบุรุษผู้นี้ที่สุดมันทำให้นางสงบใจได้ที่สุด

             

            “ช่วงเวลาที่ไม่มีเจ้าอยู่ทุกครั้งที่ข้าคิดถึงเจ้า ข้าก็จะมองดวงจันทร์นั้นทุกคืนได้แต่หวังว่าสักวันจะได้มาเจอเจ้าอีก แต่ยิ่งมองก็ยิ่งคิดถึงเจ้า จะกี่สิบกี่ร้อยคืนที่ต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ข้าก็เฝ้ามองด้วยจันทร์แม้จะมีเพียงเสี้ยวเดียว

             

            “แต่ยามนี้ดวงจันทร์เอาแต่กอดก่ายตัวข้าเช่นนี้จะไม่ให้ข้ามีความสุขได้อย่างไร” ร่างสูงยกยิ้มแซวภรรยาส่วนคนตัวเล็กใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยผละร่างออกแล้วตีแขนสามีเบาๆ

             

            “หลงตัวเอง”

             

            “ขอบคุณเจ้า... ที่มาเพื่อให้ข้าได้รู้จักกับความรักที่เรียบง่ายเช่นนี้ทำให้เราได้เจอกัน”หญิงสาวตัวตาโตเมื่อได้ยินคำนั้น

             

            “นี่ท่าน...” หญิงสาวพอจะเข้าใจความหมายของชายหนุ่มนางจึงแปลกใจไม่น้อย เพราะนางจำได้ว่าไม่เคยเอ่ยสิ่งใดกับเขาแต่ยังไม่ได้ได้พูดอะไร ชายหนุ่มก็กระชับกอดอุ่นๆ จนหญิงสาวเกือบตั้งตัวไม่ทัน

             

            "รักเจ้าที่สุด ภรรยาของข้า"

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245