เซี่ยเฉินที่ตั้งใจจะกลับไปยังหมู่บ้านป๋ายอันเป็สถานที่ที่เ้าของร่างอาศัยอยู่กับพ่อบุญธรรมแล้วนั้นจึงจำต้องพูดคุยกับเ้าของตึกแห่งนี้เสียก่อนและเป็่จังหวะเดียวกับที่เ้าของตึกแห่งนี้ก็ได้มาแจ้งเื่การรื้อตึกแห่งนี้พอดีถ้าเป็ใน่ที่ไม่มีเงินและแถมยังถูกไล่ออกจากงานเซี่ยเฉินก็คงจะเครียดมากแต่ตอนนี้เขามีเงินแล้วและก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน
“จะรื้อถอนเมื่อไรล่ะฉันยังไม่ได้หาที่อยู่ใหม่เลย”เสียงบ่นดังกระปอดกระแปดดังมาจากรอบทิศทาง
“เห็นว่าจะรื้อถอนอาทิตย์หน้า”เสียงยายจางจากห้อง้าเอ่ยตอบเหล่าผู้เช่าทั้งหลายที่ได้รู้ข่าวต่างก็แยกย้ายกันออกไปหาห้องใหม่แต่ก็คงจะยากหน่อยเพราะห้องเช่าของตึกนี้ดูจะถูกกว่าที่อื่น เพราะต่อเดือนจ่ายเพียง300 หยวนเท่านั้น
“เสี่ยวเฉินจะย้ายไปอยู่ที่ไหนล่ะ”ยายจางเอ่ยถามด้วยความโอบอ้อมเ้าของร่างเคยช่วยแกยกของอยู่บ่อยครั้งจึงทำให้ยายจางเอ็นดูเป็พิเศษก็ว่าได้
“ผมว่าจะกลับบ้านที่เมืองลั่วครับ”เอ่ยตอบยายจางทำให้หญิงชราพยักหน้า
“ดีแล้ว ยายก็ขอให้เองโชคดีก็แล้วกัน”ยายจางพูดจบก็เดินจากไปจนเขายังไม่ได้เอ่ยถามเลยว่ายายแกจะไปอยู่ที่ไหน
และแล้วก็ถึงวันที่เซี่ยเฉินต้องเก็บเสื้อผ้าออกจากห้องเช่าเพราะไม่ค่อยมีเงินจึงไม่มีของอะไรมากจับยัดใส่กระเป๋าจนหมดก็มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟโดยรถแท็กซี่แม้ในความทรงจำแท็กซี่เป็ยานพาหนะที่มีราคาค่อนข้างสูงทำให้เซี่ยเฉินไม่เคยที่จะนั่งเลยแต่ถ้าต้องรอรถเมลืแล้วไม่ทันรอบรถไฟเขาจึงยอมจ่ายเพื่อซื้อเวลา
“ตั๋วไปเมืองลั่วใบหนึ่งครับ”เซี่ยเฉินบอกกับพนักงานขายตั๋วตรงชานชาลาหลังจากที่ลงจากรถแท็กซี่มาแล้ว
“170 หยวน เวลา 10 โมง”พนักงานขายตั๋วพูด ซึ่งเซี่ยเฉินก็ควักออกจ่ายอย่างไม่รีรอเมื่อรับตั๋วมาได้ก็ก้มมองดูเวลาเมื่อเห็นว่าเพิ่งเก้าโมงครึ่งเซี่ยเฉินจึงเดินไปวื้อซาลาเปากับน้ำมานั่งกินั้แ่เช้ามาเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย จึงมีความรู้สึกหิว กินจนหมดรถไฟก็มาเทียบชานชาลาทันทีเซี่ยเฉินหอบกระเป๋าเดินขึ้นรถไฟพลางมองหาที่นั่งของตนเพราะเป็ชั้นประหยัดจึงทำให้มีคนเยอะโชคดีที่ที่นั่งของเขาติดกับริมหน้าต่างจึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดรถไฟแล่นออกจากตัวชานชาลาไป
รถไฟแล่นมาจอดเทียบท่าชานชาลาของเมืองลั่วก็เป็เวลา17.00น. แล้ว ทำให้รถที่จะไปหมู่บ้านป๋ายไม่มีแล้วกับหมู่บ้านป๋ายนั้นรถมีเพียงรอบเดียว ออกเวลา 13.00 น.เซี่ยเฉินจึงเลือกที่จะหาที่พักนอนสักคืนพรุ่งนี้เช้าจึงจะได้ขึ้นรถ
“พ่อหนุ่ม สนใจของชิ้นนี้ไหม”เสียงของหญิงวัยกลางคนเอ่ยทักเซี่ยเฉินที่กำลังมองหาโรงแรมของที่อยู่ในมือของหญิงชราเหมือนเป็จอกชาดินเผาดูเก่าเก็บและเซี่ยเฉินผู้มาจากอดีตย่อมมองออกว่าของสิ่งนี้เป็สิ่งของจากยุคของตนเอง
“ทำไมคุณป้าถึงเรียกผมล่ะครับ”เอ่ยถามพลางเดินเข้าไปพูดคุยกับหญิงวัยกลางคน
“ป้าไม่มีทางเลือกแล้วเพราะลูกชายเพียงคนเดียวของป้าป่วยป้าไม่มีเงินที่จะจ่ายค่ารักษา และของสิ่งนี้เป็เพียงสมบัติชิ้นเดียวของตระกูลด้วยป้าจึงได้นำออกมาเร่ขายเพียงแต่ไม่มีใครสนใจเลย”หญิงวัยกลางคนเล่าไปน้ำตาไหลไปจนทำให้เซี่ยเฉินอดที่จะสงสารไม่ได้
“งั้นผมให้ป้า 10,000 หยวน ดีไหมครับ”หญิงวัยกลางคนตกตะลึงเมื่อได้ยินจำนวนที่ตัวเขาเอ่ยออกไป
“มันไม่มากไปหรือ”เสียงที่สั่นเครือเอ่ยออกมา
“ไม่หรอกครับผมเข้าใจดีว่าความทุกข์ใจทีเห็นคนที่เรารักตายไปต่อหน้านั้นเป็อย่างไรป้ารับไปเถอะครับ”เซี่ยเฉินที่นึกไปถึงวันที่พ่อบุญธรรมได้ตายโดยที่ไม่มีเงินรักษาตัวก็อดเศร้าใจไม่ได้
“ขอบคุณพ่อหนุ่มขอบคุณมาก”คุณป้ากล่าวพลางโค้งตัวเมื่อได้รับเงินแล้วจอกชาจึงถูกยัดมาอยู่ในมือของเขาคุณป้าที่ได้รับเงินก็มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่ลูกชายของตนเองได้นอนรักษาตัวอยู่เซี่ยเฉินยืนมองหญิงชราไปจนลับตาก็เก็บจอกชาใส่กระเป๋าและเดินหาโรงแรม จนมาหยุดที่โรงแรมขนาดเล็กในราคาเพียง100 หยวน ความเหนื่อยจึงทำให้คืนนั้นเซี่ยเฉินหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมา
เซี่ยเฉินออกจากโรงแรมมากินอาหารเช้าที่ตลาดเช้าแล้วก็เดินหาซื้อของเข้าไปฝากผู้ใหญ่บ้านรวมไปถึงเพื่อนบ้านที่ดีกับเซี่ยเฉินและของเซ่นไหว้พ่อบุญธรรมของเ้าของร่างเดินซื้อของจนครบก็ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านป๋ายที่อยู่ในหุบเขาลึกด้วยเส้นทางที่เป็หลุมบ่อจึงทำให้รถฟัดเหวี่ยงพอควรเลยทีเดียว
หมู่บ้านป๋าย
รถแล่นมาจอดตรงทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเฉินลงจากรถก็หอบหิ้วของฝากไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านเสียก่อนผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านป๋ายถือได้ว่าเป็คนที่มีคุณธรรมคนหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะเขาเป็คนที่คอยช่วยเหลือทั้งเซี่ยเฉินและเซี่ยซ่งเว่ยมาโดยตลอดเงินที่ใช้จ่ายค่ายาผู้ใหญ่บ้านก็เป้นคนหนึ่งที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยที่ไม่ทวงเลยแม้แต่นิดเดียว
“นั่นใครนะ”ชายชราผมสีดอกเลาะโถามเมื่อเห็นว่ามีคนมายืนอยู่ที่หน้าบ้าน
“ตาหวังผมเองครับ เสี่ยวเฉิน”เอ่ยตอบชายชรา ทำให้ชายชราที่ได้ยินส่งเสียงดีใจออกมา
“เสี่ยวเฉินเองเรอะดีดีดี โตเป็หนุ่มแล้วหล่อเชี่ยว เข้ามาในบ้านก่อนยายแก่เสี่ยวเฉินกลับมาแล้ว”เสียงผู้ใหญ่หวังพูดโดยไม่หยุดหายใจพลางะโเรียกภรรยาของตนให้ออกมาหญิงชราที่อยู่ในชุดผ้าป่านเช่นเดียวกันเดินถือไม้เท้าออกมาจากในบ้าน
“เสี่ยวเฉินเหรอนี่ยายแทบจำไม่ได้เลย”หญิงชราทัก เซี่ยเฉินส่งยิ้มพร้อมกับหยิบของฝากและซองเงินจำนวนหนึ่งออกมา
“ซื้อมาทำไมเยอะแยะเปลืองเงิน แล้วนี่ซองอะไร”เสียงชายชราที่เห็นถุงของฝากก้บ่นเล็กน้อย
“ไม่เยอะหรอกครับถุงนี้เป็นมและของบำรุงร่างกาย ส่วนซองนี้เป็เงินที่ตาผู้ใหญ่ให้ผมยืมครับ”เขาบอกชายชรารีบปฏิเสธเพราะอย่างไรเสียเซี่ยซ่งเว่ยก็เป็ผู้ที่สอนเด็กๆในหมู่บ้านให้อ่านออกเขียนได้
“ตาหวังครับรับไปถอะนะครับอีกหน่อยผมก็จะมาอยู่ที่นี่เื่ต่างๆก็ต้องรบกวนตา”เซี่ยเฉินพูดทำให้ผู้ใหญ่หวังที่ได้ยินรีบตบไหล่แล้วเอ่ยด้วยความดีใจ
“ดีแล้วที่เอ็งจะกลับมาอยู่บ้าน”เสียงผู้ใหญ่หวังพูดเซี่ยเฉินที่ได้ยินก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นขึ้นมาในใจ
“เย็นนี้ยายจะทำหมูตุ๋นน้ำแดงเอ็งมากินกับพวกยายสิ”เสียงหญิงชราพูดออกมาด้วยความดีใจ
“ไม่ดีกว่าครับยายหวัง เดี๋ยวผมทำกินที่บ้านง่ายๆก็พออีกอย่างบ้านไม่มีคนอยู่นานอาจจะใช้เวลาเก็บกวาด”เซี่ยเฉินบอกปฏิเสธก่อนจะขอตัวไปดูบ้านและนำของไหว้ไปให้พ่อบุญธรรม
เซี่ยเฉินเดินมาถึงรั้วไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่ล้อมตัวบ้านไม้ไว้ก่อนจะเปิดออกและเดินเข้าไปด้านในตัวลานบ้านมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง เดินเข้าไปก็พบกับห้องเล็กเซี่ยเฉินที่เปิดเข้าไปกพบว่าเป็ห้องแกะสลักเพราะมีไม้และงานแกะอยู่หลายชิ้นเพียงแต่ฝุ่นที่เกาะมีความหนา เวี่ยเฉินจึงปิดมันก่อนแล้วเดินไปที่ตัวบ้านบ้านไม้ขนาดกลางมีโต๊ะไม้และเก้าอี้ไม้ขนาดไม่ใหญ่นักวางอยู่กลางพื้นบ้านดูจากลวดลายก็น่าจะเป็เซี่ยซ่งเว่ยที่ทำขึ้นมาเดินไปตามทางเดินก็มีห้องอยู่สองห้อง ห้องหนึ่งเป็ของเซี่ยเฉินมีโต๊ะ ตู้ เตียงครบชุดและดูจากคุณภาพของไม้น่าจะเป็ไม้กฤษณาชั้นดี เซี่ยเฉินที่เห็นขนาดของฝุ่นก็รู้แล้วว่าน่าจะเป็งานหนักจึงเช็ดโต๊ะก่อนวางของแล้วเดินไปยังห้องของเซี่ยซ่งเว่ยห้องของพ่อบุญธรรมเหมือนกับห้องก่อนหน้าทุกประการแต่ตัวเตียงจะมีความกว้างมากกว่าและฝุ่นก็หนาไม่ใช่เล่นเซี่ยเฉินตัดสินใจว่าจะไปเคารพหลุมศพเสียก่อนจะกลับมาทำความสะอาดบ้านซึ่งหลุมศพนั้นอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านเดินไปตามทางไม่ไกลก็พบแล้ว จากความทรงจำร่างเดิมนานๆครั้งถึงจะกลับมาจึงทำให้หญ้าขึ้นสูงรอบๆพื้นที่ เซี่ยเฉินจึงลงมือตัด ถอนจนสะอาดแล้วนำ อาหารและเหล้าของชอบของเซี่ยซ่งเว่ยออกมาวาง
“เซี่ยซ่งเว่ยเ้าคงได้เจอเซี่ยเฉินลูกของเ้าแล้วใช่หรือไม่ข้าสัญญาว่าข้าจะใช้ร่างของลูกชายเ้าทำชีวิตของเขาให้ดีขึ้น ข้าหวังว่าพวกเ้าจะมีความสุข”เซี่ยเฉินเทเหล้าราดลงไปบนหลุมพร้อมพูดให้ผู้ที่อยู่ในหลุมได้รับรู้ไปด้วยเทเหล้าจนหมดขวดแล้วลมก็พัดกระหน่ำ เหมือนเป็คำพูดขอบคุณหลังจากนั้นเซี่ยเฉินก็เดินกลับบ้านเพื่อเก็บกวาด เริ่มจากในห้องก่อนถอดผ้าออกมาซัก นำฟูกออกมาตาก กวาดบ้านเช็ดโต๊ะตู้จนสะอาดเรียบร้อยท้องก็ประท้วงขึ้นมาทำให้เขาต้องเดินเข้าครัวทำอาหารกิน
เซี่ยเฉินมองสภาพในครัวก็พบว่าในครัวมีฝุ่นเพียงประปรายเท่านั้นแถมน้ำในถังยังสะอาดใสพอตักน้ำกินก็พบว่าน้ำมีรสชาติหวาน เขาคิดในใจว่าคงเป็น้ำแร่จากบนเขาจึงไม่สนใจอะไรแล้วมองหาสิ่งของที่จะนำมาทำอาหารเพียงแต่ภายในครัวมีเพียงแป้งกับเนื้อตากแห้งเท่านั้น
เซี่ยเฉินจึงตัดสินใจทำบะหมี่กินกับเนื้อตากแห้งจัดการจุดเตาก่อนเพราะเป็เตาก่อจึงไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขาหาหม้อมาใส่น้ำตั้งบนเตา ก่อนจะใส่น้ำนวดแป้ง แล้วดึงเส้นให้ยืดเส้นยืดได้ที่แล้วก็นำลงในหม้อที่น้ำกำลังเดือด ลวกเส้นจนสุกก็ตักใส่ชามที่หาได้เติมเครื่องปรุงนิดหน่อยก็กินได้แล้ว
เซี่ยเฉินนั่งกินอยู่หน้าเตาสูดเส้นคำกัดเนื้อคำจนหมดชามก็ตักน้ำล้าง เมื่อทำความสะอาดจานชามและห้องครัวเสร็จก็มาทำที่ห้องของเซี่ยซ่งเว่ยต่อปัดกวาดเช็ดถู จนเสร็จ พอมองนาฬิกาก็พบว่าเป็เวลา 20.00 น. แล้วเซี่ยเฉินจึงเดินไปเก็บผ้ากับฟูกที่ตากเข้าบ้านแล้วเดินไปอาบน้ำพลางคิดในใจว่าพรุ่งนี้จะเก็บห้องแกะสลักของพ่อบุญธรรมและไปดูที่ดินออกมาจากห้องน้ำพอรื้อกระเป๋าหาเสื้อผ้าก็เห็นจอกชาจึงได้นำออกมาวางไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่จะล้มตัวลงนอน
*******************************************