ขบวนรถม้าหยุดรอพร้อมเกี้ยวเ้าสาวหน้าจวนแม่ทัพ ก่อนประตูจวนบานใหญ่เปิดออก เ้าสาวในชุดแต่งงานสีแดงที่มีผ้าบาง ๆ กั้นใบหน้าไว้ กู่อี้หานรอเ้าสาวนั่งเกี้ยวก่อนจะควบม้าคู่กายนำหน้าขบวน เกี้ยวหลังใหญ่ประดับไปด้วยพู่สีทองและม่านกั้นสีแดงสดปักลายัคู่สีทอง หลี่เยี่ยนฟางนั่งนิ่งนางไม่คิดว่าตัวเองจะต้องได้แต่งงาน ‘หลี่เยี่ยนฟางแต่งงานกับพระรองอย่างกู่อี้หานแล้วเราจะยังต้องตายเหมือนเดิมหรือไม่นะ’ นางอดคิดไม่ได้ความกังวลทำให้ไม่รู้ว่าเกี้ยวหลังใหญ่ที่นั่งมาได้มาหยุดอยู่หน้าตำหนักเหอตงกงแล้ว ตลอดพิธีอภิเษกหลี่เยี่ยนฟางแทบไม่ได้เอ่ยเสียงใด ๆ ออกมามีเพียงแค่ผู้นำที่เอ่ยให้นางได้ทำตามพิธีกว่าจะเสร็จพิธีก็ปาไปยามซวี ก็ได้เวลาส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ หลี่เยี่ยนฟางรู้สึกกังวล ‘หวังว่าเขาคงไม่ฆ่าเราั้แ่วันส่งตัวเข้าหอหรอกนะ’ ใบหน้านวลที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินผิวอย่างสวยงามเพื่อรอให้เ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมออก แต่นี่นางก็นั่งรอเขามาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะเปิดผ้าคลุมที่น่ารำคาญออก หลี่เยี่ยนฟางรอบมองไปทั่วห้องหอก็เห็นว่าเขาได้อาบน้ำแต่งตัวใหม่เสียแล้ว ทันทีที่เห็นดังนั้นนางก็กระชากผ้าคลุมน่ารำคาญนั่นออกเสีย
“กู่อี้หาน..ท่านควรจะต้องเปิดผ้าคลุมข้าก่อนมิใช่หรอ” เสียงเล็ก ๆ โวยขึ้นขณะที่คนตัวใหญ่นั่งถือตำราอ่านอย่างไม่สนใจนาง
“เ้าก็เปิดเองได้นี่ อ้อ..แล้วก็ควรเรียกข้าว่าสามีด้วยมิใช่เอ่ยเรียกชื่อ ช่างไร้มารยาทนัก”
“ไร้มารยาท...ท่านนะซิ” ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างเสียงอารมณ์ นางเรียกให้สาวใช้ด้านหน้าห้องหอเข้ามาช่วยถอดมงกุฎเ้าสาวที่รัดศีรษะนางแน่นจนปวดหนึบออกก่อนจะมานั่งลงหน้าโต๊ะอาหารที่เตรียมไว้สำหรับบ่าวสาว หลี่เยี่ยนฟางรินสุรามงคลดื่มคนเดียวในใจก็อดโมโหบุรุษตรงหน้าไม่ได้ แววตาเรียวจ้องมองเขาอย่างโกรธแค้น
“ทำไม..เ้าอยากให้ข้าทำเหมือนคืนนั้นหรือ” กู่อี้หานปลายตามองมาที่นาง ใบหน้านวลแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา
“ซิ...ไอ้คนชีกอ”
“เ้าว่าอะไรนะ?” กู่อี้หานฟังไม่ถนัดเขาไม่เข้าใจสิ่งที่นางเอ่ยต่อว่าเขา ได้แต่ทำหน้าสงสัย
“ท่านนะ..ไม่รู้อะไรต่อให้ท่านรักคุณหนูเหลียงมากแค่ไหน นางก็ไม่สนใจท่านหลอกเพราะท่านไม่ใช่พระเอก”
“เ้าเมาแล้วก็ไปนอนเสีย” กู่อี้หานสบถเสียงแข็งใส่แม้เขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่นางเอ่ยมาทั้งหมด แต่ก็รู้ว่านางรู้แล้วว่าเขามีใจให้คุณหนูเหลียง เช่นนั้นเขาก็ยิ่งต้องระวังเพราะหากนางเอาเื่นี้ไปกล่าวทูลต่อองค์รัชทายาทเขาเองก็ลำบากใจ และเขาเองก็ตัดใจแล้วว่าจะรักเหลียงหนิงอันเป็เพียงน้องสาวเท่านั้น หลี่เยี่ยนฟางไม่ฟังที่เขาบอก กลับเดินเซมาทางเขาพร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นไปยังใบหน้าเขาอย่างถือดี
“กู่อี้หาน...ข้าบอกไว้ก่อนนะ แม้ท่านจะเป็สามีข้า ใช่ว่าข้าจะยอมท่านไปเสียทุกอย่าง” ั์ตาคมขมวดมอง
“นั่นก็เื่ของเ้า แต่ในเมื่ออยู่ในตำแหน่งพระชายาแล้วเช่นนั้นเ้าก็ควรทำหน้าที่ของเ้าให้ดี” ร่างสูงลุกออกจากโต๊ะตัวใหญ่โถงติดประตูหอ ที่จัดไว้เป็มุมนั่งอ่านตำรา ความจริงแล้วห้องหอนี้ก็คือห้องนอนของกู่อี้หานที่เขาใช้หลังจากได้รับตำแหน่งซื่อจื่อ เช่นนั้นแล้วข้าวของทุกอย่างจึงเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานที่เขาหยิบจับอยู่เสมอ ร่างสูงเอนตัวลงนอน หลี่เยี่ยนฟางไม่ลดละความเอาชนะนางรู้ดีว่าที่เขาแต่งนางเข้าตำหนักเหอตงกงก็เพราะเพียงรับผิดชอบสิ่งที่เขาก่อไว้เท่านั้นแต่หาได้รักนางจริงไม่
“ท่านช่างเ็าไร้จิตใจ อย่าหวังว่าชาตินี้ท่านจะเจอสตรีไหนที่จะรักท่านเลย ทั้งเ็าไร้หัวใจ” หลี่เยี่ยนฟางล้มตัวลงกลางพื้นห้องด้วยฤทธิ์สุรามงคล ร่างบางนอนนิ่งใบหน้ากล่ำแดง
เสียงสกุณาน้อยจิ๊บร้องข้างหน้าต่างั์ตาเรียวค่อย ๆ ปรือตามองลายคานไม้ที่วาดลวดลายสีทองตัดพื้นไม้สีแดง นางมองอย่างไรก็มิใช้ห้อนนอนตนเองแน่ สมองน้อย ๆ ของนางเริ่มทำงานภาพพิธีอภิเษกสมรสระหว่างนางและกู่อี้หานลอยชัดเจน แต่เหตุใดนางถึงมานอนกองอยู่บนพื้น ‘เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แล้วกู่อี้หานหายไปไหน’ หลี่เยี่ยนฟางพยายามดึงร่างตนเองที่ปวดร้าวไปทั่วร่างลุกยืนก่อนจะเดินมองไปรอบ ๆ ห้องแต่ก็ไรวี่แววร่างสูงของเขา
“เจียลี่ เจียลู่” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยเรียกสาวใช้ตน โชคดีที่ตำหนักเหอตงกงยังให้สาวใช้คนสนิทนางติดตามมา แม้องครักษ์ข้างกายนางจะมิได้ติดตามมาก็ตามที
“เ้าคะพระชายา” เสียงตอบดังมาจากนอกห้องก่อนร่างเล็ก ๆ ของสาวใช้ทั้งสองจะวิ่งมาพร้อมอ่างใบเล็กที่เตรียมน้ำล้างหน้าไว้ให้นางเหมือนทุกเช้า
“ซื่อจื่อไปไหน พวกเ้าเห็นไหม”
“ซื่อจื่อบอกให้เตรียมอาหารเช้าให้พระชายา บอกว่าจะเข้าตำหนักไท่จื่อ” เจียลู่รายงานพร้อมยกผ้าบิดเช็ดใบหน้านางเบา ๆ หลี่เยี่ยนฟางถอนหายใจราวยกูเาออกจากอก ‘โชคดีหน่อยที่ไม่ต้องกินข้าวพร้อมเขา ไม่งั้นฉันคงท้องอืดแน่’
“แล้วนี่ฉันต้องทำอะไรบ้าง ไหนเ้าลองบอกตารางที่ข้าต้องทำของวันนี้มาซิ” หลี่เยี่ยนฟางจ้องตาสองสาวใช้สลับไปมา แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยออกมา
“........”
“ทำไมล่ะ”
“พระชายา ความจริงแล้วหลังคืนเข้าหอซื่อจื่อและพระชายาจะต้องไปยกน้ำชาให้ชินอ๋องและฟู่ตี๋ฝู่จิ้นเ้าค่ะ” เจียลี่เอ่ยน้ำเสียงเบา ๆ ราวหวาดกลัว นางเกรงว่าหลี่เยี่ยนฟางจากโวยวายหากรู้ว่ากู่อี้หานไม่สนใจนางหลังคืนเข้าหอ
“ช่างปะไร เขามาเมื่อไหร่ข้าก็ค่อยไปพร้อมเขาก็เท่านั้น เช่นนั้นวันนี้ข้าก็จะพักผ่อนเสียให้เต็มอิ่ม” ว่าจบร่างบางก็ทิ้งร่างตัวเองลงบนฟูกนิ่มอีกครั้ง พร้อมกลิ้งตัวไปมา หลี่เยี่ยนฟางสบายใจได้ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าราวกับมีกลุ่มคนบุกมาที่เรือนตน
“เสียงอะไรเจียลี่ เจียลู่เ้าไปดูซิ” น้ำเสียงสั่งสาวใช้แต่ร่างกายยังนอนแผ่บนเตียง
“คุณหนูฟู่ซูหลิน หลานสาวฟู่ตี้ฝู่จวินเ้าค่ะ”
“คุณหนูฟู่?” หลี่เยี่ยนฟางลุกนั่งพร้อมเอ่ยชื่อของผู้มาเยือนราวกับกำลังใช้ความคิด ชื่อตัวละครนอกที่นางไม่เคยอ่านเจอในเนื้อหาหลักเลย ‘นางเป็ใครกัน’ หลี่เยี่ยนฟางลุกเดินออกมานอกห้องนอนยังเรือนรับรอง สาวน้อยใบหน้ากลมมนแววตาดูสดใส ริมฝีปากอวบอิ่มยืนเขม็นมองนางอย่างไม่พอใจ
“เ้าคือคุณหนูฟู่ซินะ” หลี่เยี่ยนฟางยืนมองสาวน้อยไร้มารยาทที่ยืนจ้องมองมายังนางไม่มีการความเคารพต่อนางเลยซักนิด
“เ้าคงใช้เสน่ห์ยั่วยวนท่านพี่ของข้าแน่ ข้ารู้จักชื่อเสียงของเ้าดีคุณหนูหลี่ แห่งจวนแม่ทัพ” น้ำเสียงเล็ก ๆ ที่เอ่ยราวข่มขวัญนาง แต่หลี่เยี่ยนฟางกลับมองว่าดูน่าขบขันเสียมากกว่า สตรีที่เพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นช่างแสดงกิริยาท่าทางราวกับสตรีที่รู้โลกมานาน
“ข้าใช้เสน่ห์อันใดกัน ที่ทำให้ผู้ชายเ็าอย่างซื่อจื่อได้มาตกแต่งข้าเป็พระชายาเอกเสียด้วย” หลี่เยี่ยนฟางเชิดหน้ามอง ริมฝีปากเยียดยิ้ม
“ท่านป้าไม่ยอมรับท่านเป็สะใภ้แน่นอน” ฟู่ซูหลินสะบัดน้ำเสียงพร้อมกระทืบเท้าเดินออกจากเรือนรับรองไป หลี่เยี่ยนฟางนั่งลงบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ สาวใช้รินชาให้นางช้า ๆ
“คุณหนูฟู่อยู่ที่เรือนฟู่ตี้ฝู่จวินหรือเจียลี่” หลี่เยี่ยนฟางถามอย่างสงสัยเพราะเห็นว่านางเดินกลับไปทางเรือนพระชายาเอกของชินอ๋อง
“เ้าค่ะ...คุณหนูฟู่เป็บุตรสาวของลูกผู้พี่ฟู่ตี้จวินที่หมายจะให้นางมาเป็พระชายาซื่อจื่อ นางถูกฟู่ตี้ฝู่จวินรับตัวมาดูแลได้เพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น และยังตั้งใจจะให้นางอภิเษกเข้ามาเป็สะใภ้เมื่อครบวัยปักปิ่นซึ่งก็ตรงกับวันที่พระชายาอภิเษกเข้ามาเ้าค่ะ” หลี่เยี่ยนฟางพยักหน้าอย่างเข้าใจอารมณ์ของฟู่ซูหลินดี นางคงหมายหมั่นตั้งใจมานานแต่กลับถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตาก็คงเหมือนหลี่เยี่ยนฟางที่หลงชมเชยกู่อี้เฉินมานาน แต่เมื่อเหลียงหนิงอันโผล่มากลายเป็ว่านางกลายเป็คนนอก ย่อมต้องเจ็บซ้ำใจและอิจฉาความรักของคนทั้งสองอีก แต่นางที่ไม่ได้ชอบพอกับกู่อี้หานเลยเช่นนั้นนางตั้งใจที่จะช่วยเหลือตัวละครหลักให้พ้นภัยเสีย และจะออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเองในที่ห่างไกล
หลี่เยี่ยนฟางนั่งเหมอมองแสงสนธยาบอกให้รู้ว่าใกล้ค่ำ แต่นางก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาร่างกู่อี้หานที่จะโผล่มา นางกังวลใจเื่การคิดก่อฏของเฉิงจางิ่ เพราะหลังจากที่นางไปพบเขาที่ศาลาเต๋อหนานก็ไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย และนางก็มั่นใจว่าเฉิงจางิ่คงรู้แล้วว่านางแต่งเข้ามาตำหนักเหอตงกง เช่นนั้นเนื้อหาหลักก็ต้องเปลี่ยนไป การก่อฏครั้งก่อนเกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องเต้ฉือเฉิงสิ้นพระชนม์ ใต้เท้าเฉิงอาศัยจังหวะที่วังหลวงกำลังวุ่นวายกับการจัดพิธีศพของฮ่องเต้นำทหารและกองกำลังโจรบุก แต่ครั้งนั้นหลี่เยี่ยนฟางที่คอยถ่วงเวลามาตลอด กลับกลายต้องมาแต่งเข้าตำหนักเหอตงกง นางเกรงว่าเื่การก่อฏก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง ความจริงก่อนหน้านี้หลี่เยี่ยนฟางคนเดิมเหมือนจะร่วมมือเฉิงจางิ่มาตลอด แต่ความจริงแล้วนางเป็ผู้ที่คอยถ่วงระยะเวลาที่ไม่ให้สกุลเฉิงก่อฏได้ ทั้งผังตำหนักต่าง ๆ นางก็วาดขึ้นใหม่โดยสลับทิศทางห้อง ทำให้สกุลเฉิงเสียเวลา ทำให้กู่อี้เฉินและกู่อี้หานมาช่วย เหลียงหนิงอันและฮองเฮาได้ทันเวลา หลี่เยี่ยนฟางรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ หากเนื้อเื่เปลี่ยนทิศทางย่อมไม่เหมือนเดิม นางจะต้องหาทางออกไปพบเฉิงจางิ่เสียก่อนเพื่อจะได้พอเดาทิศทางของสกุลเฉิงได้ แต่ในเพลานี้ตัวนางที่เป็พระชายากลับไม่สามารถทำตามอำเภอใจตนเองได้จะออกไปไหนมาไหนก็ต้องขออนุญาตผู้เป็สามีเสียก่อน ทำให้นางต้องนั่งจับเจ่าอยู่ในเรือนมองแสงจากท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีจนกลายเป็ความมืดมิด ความหงุดหงิดปนความเกรี้ยวโกรธที่เขากล้าปล่อยให้นางนอนพื้นเย็น ๆ นั้นทั้งคืนมันช่างโหดร้ายกับสตรีร่างบอกบางเช่นนางนัก
....
ยามซวี = 19.00 – 20.59 น.
ตำหนักเหอตงกง =ตำหนักรัชทายาทชินอ๋อง