ตอนที่ 17 ตัดชุดใหม่
พอในมือมีเงินเพิ่มขึ้นมาเจ็ดตำลึง เฉินเสี่ยวหมี่ก็ใช้จ่ายอย่างใจกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาเดินตรงไปที่ร้านขายผ้า ใช้เงินหนึ่งตำลึงซื้อผ้าฝ้ายชั้นดีมาหนึ่งพับ
หลังจากซื้อผ้าฝ้าย เฉินเสี่ยวหมี่ก็ใช้เงินห้าสิบอีแปะซื้อเข็มกับด้ายจำนวนหนึ่ง เสื้อผ้าสำเร็จรูปในร้านขายผ้าราคาสูงกว่าผ้าพับหนึ่งเท่าตัว ซื้อผ้าไปตัดชุดเองจึงคุ้มค่ากว่าซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปเล็กน้อย
หลังจากซื้อผ้าเสร็จ เฉินเสี่ยวหมี่ก็ไปโรงรับจำนำ ซื้อผ้าห่มฝ้ายเก่าๆ มาสองผืน
ผ้าห่มฝ้ายเป็ของดี ยามฤดูหนาวสามารถใช้ห่มกาย ยังสามารถฉีกผ้าห่มฝ้ายออกเอาใยฝ้ายมายัดเสื้อผ้าก็ได้
หลังจากลู่หลินมาอยู่กับตระกูลเฉินก็นอนบนแผ่นไม้กระดานมาตลอด เดิมทีเฉินเสี่ยวหมี่คิดว่าลู่หลินยอมตายดีกว่าเป็เขยแต่งเข้ามา จึงไม่ค่อยใส่ใจเขา
เมื่อเห็นว่า่นี้ลู่หลินช่วยทำงานไม่น้อย จึงเริ่มเปลี่ยนความคิดที่มีต่อคนผู้นี้ และคิดว่าควรใช้ชีวิตให้ดีขึ้น
อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมาเมื่อถึงฤดูหนาว เขาจะสวมชุดทั้งหมด แล้วห่มด้วยหนังสัตว์และผ้าห่ม แต่ปีนี้คงไม่ต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว
เมื่อลู่หลินเห็นเฉินเสี่ยวหมี่ซื้อผ้าห่ม ก็รู้ว่าอีกฝ่ายทำเพื่อเขา แต่ลู่หลินกลับมีความคิดอื่น ได้ยินว่าฤดูหนาวของที่นี่จะมีหิมะตกหนักมาก ลู่หลินจึงคิดจะสร้างเตียงเตา[1]ที่มั่นคงปลอดภัยสักเตียงดีกว่า
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “หลังจากกลับไป เ้าไปหาหญิงชราในหมู่บ้านสักคนให้ช่วยตัดชุดเถอะ”
ลู่หลินพยักหน้าพร้อมพูด “ได้!”
ลู่หลินคิดในใจ ‘ในหมู่บ้านมีคนยากจนไม่น้อย หลังผ่าน่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงก็น่าจะว่างงาน ในเวลานี้จ่ายด้วยเงินไม่กี่อีแปะก็น่าจะมีคนมาช่วย ผู้ใดเล่าจะปฏิเสธเงิน คนในชนบทลำบากมาก และชื่อเสียงของเขาเมื่อเทียบกับเฉินเสี่ยวหมี่น่าจะดีกว่าหน่อย นี่คงเป็สาเหตุที่เฉินเสี่ยวหมี่มอบเื่นี้ให้เขาจัดการ’
หลังจากเฉินเสี่ยวหมี่ใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อผ้ามาหนึ่งพับ ก็ไปซื้อเกลือ ข้าว แป้ง ถ้วยชาม ยังมีรองเท้า...
หลังจากซื้อข้าวของจิปาถะพอสมควรแล้ว เฉินเสี่ยวหมี่ก็ซื้อถังหูลู่[2]สองไม้ไปฝากเด็กสองคนที่บ้าน
เมื่อซื้อของครบแล้ว เฉินเสี่ยวหมี่กับลู่หลินก็เดินทางกลับ
“พี่ใหญ่ ซื้อของมาเยอะเลย!” เฉินเสี่ยวไช่พูดอย่างค่อนข้างตื่นเต้น
“ใช่แล้ว!” เฉินเสี่ยวหมี่แอบรู้สึกผิดในใจอยู่บ้าง วันนี้เขาใช้เงินไม่ยั้งไปหน่อย เผลอแป๊บเดียวใช้เงินไปเกือบสองตำลึงแล้ว แต่เฉินเสี่ยวหมี่คิดดูก็รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายบางอย่างจะประหยัดไม่ได้ ต้องกินให้อิ่ม สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่น จึงจะมีเรี่ยวแรงไปหาเงิน
...
หลังจากเฉินเสี่ยวหมี่กลับถึงบ้าน ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะไปหาผู้ใดให้ช่วยตัดชุด หลังจากคิดไปรอบหนึ่งก็ตัดสินใจเป็ยายเสิ่น
ยายเสิ่นเป็คนช่างสงสาร ลูกชายตายไปตอนออกรบเมื่อสามปีก่อน หนึ่งปีก่อนลูกสะใภ้ก็หนีไปกับคนหาบเร่ผู้หนึ่ง ลูกชายตาย ลูกสะใภ้หนีไป ยายเสิ่นกับซวงเอ๋อร์น้อยเสิ่นฉือผู้นั้นจึงใช้ชีวิตพึ่งพากันในหมู่บ้าน
ยายเสิ่นมีที่ดินสามหมู่[3] ถึงแม้ชีวิตจะยากลำบากไปบ้าง แต่ดีร้ายอย่างไรก็มีชีวิตต่อไปได้ เพียงแค่อดมื้อกินมื้อเท่านั้นเอง
ลู่หลินไม่ได้ส่งผ้าทั้งหมดไปในคราวเดียว แต่ตัดผ้าออกเป็หนึ่งส่วนสี่เพื่อลองดูฝีมือก่อน
ผ้าหนึ่งพับไม่ใช่น้อยๆ จึงต้องระวังสักหน่อย
ตอนที่เสิ่นฉือแบกฟืนกลับมาก็เห็นลู่หลินเข้าพอดี
ลู่หลินเห็นเสิ่นฉือแล้วทอดถอนใจอีกครั้ง ลูกของบ้านยากจนต้องดูแลครอบครัวั้แ่เด็ก ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เฉินเสี่ยวไช่เป็เด็กคนเดียวที่ยากลำบาก ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เริ่มทำงานบ้านั้แ่อายุยังน้อย
ลู่หลินทักทายเสิ่นฉือแล้วเดินจากไป
เสิ่นฉือรีบเดินเข้าไปในบ้าน พูดว่า “ท่านย่า ลู่หลินมาได้อย่างไร เขามาทำอะไร”
ยายเสิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม “เื่ดี เฉินเสี่ยวหมี่เก่งเื่ล่าสัตว์ก็จริง แต่เื่เย็บปักถักร้อยนี่ไม่ถนัดเลย ถึงแม้ลู่หลินจะเป็เขยแต่งเข้า แต่อย่างไรเสียก็เป็บุรุษ ไม่ถนัดงานเย็บปักถักร้อยเช่นกัน จึงให้ข้าช่วยตัดชุดสักสองสามชุด”
ยายเสิ่นพูดด้วยรอยยิ้มตาหยี “ชุดผู้ใหญ่หนึ่งชุดให้สามสิบอีแปะ ส่วนชุดเด็กให้ยี่สิบอีแปะ ดีร้ายอย่างไรก็มีรายได้เสริมสักหน่อย”
เสิ่นฉือพยักหน้าตอบ “อ้อ” เสียงหนึ่งแล้วพูด “เหตุใดลู่หลินถึงมาหาท่านเล่า”
ยายเสิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่รู้สิ!” ตามหลักแล้ว เื่ดีแบบนี้ควรให้คนในครอบครัวตนเอง แต่ดูจากชีวิตความเป็อยู่ของลู่หลินที่ผ่านมา หากนำผ้านี้ไปที่บ้านตระกูลลู่จริงๆ เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็คนสวมกันแน่
เสิ่นฉือลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าพี่หลินดูไม่เหมือนเดิม”
“ตรงไหนไม่เหมือนเดิมหรือ” ยายเสิ่นถาม
“ดูเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง” ครอบครัวของเสิ่นฉือมีที่นาหนึ่งหมู่ซึ่งอยู่ติดกับของตระกูลลู่ ตอนเสิ่นฉือไปที่นาจะเห็นลู่หลินอยู่เสมอ แต่ลู่หลินมักก้มหน้าก้มตา ไม่ชอบพูดจา ทว่าครั้งนี้ที่เจอลู่หลิน กลับรู้สึกว่าสีหน้าอีกฝ่ายดีขึ้นไม่น้อย คนดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเยอะ
ยายเสิ่นยิ้มแล้วพูดว่า “ชาวบ้านต่างบอกว่าเฉินเสี่ยวหมี่เป็คนไม่ดี นิสัยเหมือนลูกหมาป่า แต่ข้ากลับคิดว่าเฉินเสี่ยวหมี่หาใช่คนไม่ดี ลู่หลินเองก็คงคิดตกแล้ว”
หากเฉินเสี่ยวหมี่เป็คนดุร้ายจริงๆ จะดูแลน้องชายสองคนได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะผู้าุโในตระกูลเฉินเ่าั้บีบคั้นมากเกินไป เื่ราวจะเป็เช่นนี้ได้อย่างไร
บ้านของยายเสิ่นอยู่ค่อนข้างห่างไกลเช่นกัน ข้างบ้านเป็ครอบครัวของนายพรานเฒ่าที่เคยช่วยเหลือเฉินเสี่ยวหมี่ ยายเสิ่นเคยเห็นเฉินเสี่ยวหมี่มาส่งของหลายครั้ง รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็คนรู้จักตอบแทนบุญคุณ จึงตอบรับงานตัดชุดครั้งนี้อย่างรวดเร็ว
เสิ่นฉือพยักหน้าพร้อมพูดว่า “ข้าเองก็รู้สึกว่าพี่เสี่ยวหมี่เป็คนดี”
ยายเสิ่นหรี่ตาลงพูด “หากไม่ใช่เพราะยายเฒ่าเ้าเล่ห์ตระกูลเฉินผู้นั้นบังคับให้ลูกชายขึ้นูเา เื่ราวก็คงไม่เป็เช่นนี้”
เสิ่นฉือลูบผ้าในมือทีหนึ่ง แล้วพูดด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง “นี่มันผ้าเนื้อละเอียดนี่นา!”
ยายเสิ่นพยักหน้าพูด “เป็ผ้าเนื้อดี น่าจะสวมใส่สบายมาก”
ผ้าผืนใหญ่เช่นนี้คงราคาแพงมาก ยายเสิ่นพลันรู้สึกว่าเฉินเสี่ยวหมี่สุดยอดมาก! จ่ายค่าสินสอดสิบตำลึงแล้วยังมีเงินมากขนาดนี้ ลู่หลินเก็บได้ของล้ำค่าแล้ว
เชิงอรรถ
^ หรือ คั่ง เป็นเตียงที่สามารถจุดไฟไว้ด้านล่างเพื่อความอบอุ่น^ คือ ผลไม้เคลือบน้ำตาล^ เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีนโบราณ 1 หมู่ เท่ากับ 666.67 ตารางเมตร