ตอนที่ 188 เยวี่ยหมิงคงวางแผนต่อต้านบรรพชนมนุษย์ กำจัดเงามืดที่คุกคามกู้ฉางเกอจนสิ้น
ต้นกำเนิดของดินแดนอนธการนั้นเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบในแดนสวรรค์มาโดยตลอด มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงสาเหตุแห่งการก่อกำเนิด และมิมีผู้ใดทราบถึงที่ตั้งอันแท้จริงของมัน ทว่าสรรพชีวิตที่ก้าวออกมาจากดินแดนอนธการ ก็ล้วนแล้วแต่แผ่กลิ่นอายอันเยียบเย็นและน่าหวาดหวั่น ซึ่งเป็นพลังแห่งความมืดมิดอันแปลกประหลาดและร้ายกาจอย่างยิ่ง
พลังนี้สามารถกัดกร่อนจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญมรรคาและทะเลวิญญาณของพวกเขา แม้แต่ผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่ง ก็ยังมิอาจจะยอมรับการปนเปื้อนของมันได้โดยง่าย เพราะพลังนั้นยากจะลบล้าง เป็นประหนึ่งหนอนร้ายที่กัดกร่อนกระดูก
เท่าที่เยวี่ยหมิงคงรับรู้มา ในชาติก่อน ครั้งหนึ่งที่ดินแดนอนธการได้แผ่ขยายขึ้น มันได้กลืนกินโลกเบื้องล่างนับมิถ้วนจนเสียสิ้น
พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ จนเหล่าสำนักมรรคาและสำนักใหญ่ต่างตื่นตระหนก
ด้วยเหตุนี้เอง เหล่าสำนักใหญ่ทั้งหลายจึงต้องส่งผู้แข็งแกร่งออกมา และร่วมมือกันก่อตั้งสำนักเซียนแท้ เพื่อบ่มเพาะเซียนที่แท้จริงให้ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ เพราะบัดนี้ แดนสวรรค์มิมีผู้ใดที่ถือได้ว่าเป็นเซียนแท้ หากยังคงมีอยู่ ก็คงเป็นบรรพชนในตระกูลโบราณที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งหลับใหลผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจนมิอาจจะทราบได้ว่าจะตื่นขึ้นมาอีกเมื่อใด
ส่วนเรื่องของบรรพชนมนุษย์นั้น เยวี่ยหมิงคงได้รับรู้มาจากปากของกู้ฉางเกอในชาติก่อน ว่ากันว่า บรรพชนมนุษย์คือผู้ที่ก้าวเดินอยู่ท่ามกลางวัฏสงสาร เป็นหนึ่งในบรรพชนผู้บุกเบิกสรรพโลก และเป็นผู้สร้างรากฐานให้แก่เผ่าพันธ์ุมนุษย์
เหล่าบรรพชนผู้ทรงเกียรติในยุคบรรพกาลเหล่านี้ ได้วางรากฐานและสร้างมรดกที่ยั่งยืนแก่เผ่ามนุษย์ จนได้รับการสรรเสริญไปชั่วนิรันดร์ ในบรรดาบรรพชนเหล่านั้น บรรพชนมนุษย์นับว่าเป็นผู้ที่มีเกียรติสูงสุด
ทุกครั้งที่ดินแดนอนธการปรากฏขึ้น ร่างแห่งวัฏสงสารของบรรพชนมนุษย์จะตื่นขึ้นจากการหลับใหล และก้าวออกมาจากวัฏสงสารเพื่อยับยั้งหายนะอันใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดขึ้น
เคยมีครั้งหนึ่งที่ผู้สืบทอดวิชามารซึ่งเคยได้สร้างความโกลาหลจนเกือบจะทำลายครึ่งหนึ่งของแดนสวรรค์ เขาจึงถูกบรรพชนมนุษย์ที่ปรากฏกายขึ้นสังหารจนเสียสิ้น
ภัยร้ายที่เขาเคยหยุดยั้งเอาไว้นั้นมีมากมายจนนับมิถ้วน ความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ของเขาเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การสรรเสริญไปอีกนับล้านปี!
นับจากกาลเวลาที่มิอาจวัดได้ บรรพชนมนุษย์ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาในแดนสวรรค์ เมื่อเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักอมตะนิรันดร์และสำนักมรรคาสูงสุดได้ยินนามของเขา ต่างก็ล้วนแล้วแต่จะต้องสำรวมกายใจ ก่อนจะแสดงความเคารพโดยไร้ซึ่งข้อกังขา
สำหรับคนรุ่นเยาว์แล้ว พวกเขาอาจจะมิเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของบรรพชนมนุษย์มากนัก และอาจจะมิได้รู้สึกตื่นเต้นใดๆ ถึงตัวตนนี้
ทว่าหากร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ตื่นขึ้นเมื่อใด ความรวดเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาก็จะทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเดียวกันถึงกับหมดสิ้นความหวังโดยสิ้นเชิง นั่นคือความเร็วที่มิอาจจะเอื้อมถึง เป็นการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเวลาอันสั้น
มิว่าเหล่าผู้เลิศล้ำแห่งสำนักมรรคาจะเจิดจรัสถึงเพียงใดก็ตาม ทว่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ พวกเขาก็ย่อมจะหม่นแสงลงในทันที ความรุ่งโรจน์ทั้งปวงจะถูกกลืนหายไป ความแข็งแกร่งของร่างจุติบรรพชนมนุษย์หาใช่สิ่งที่ผู้เลิศล้ำในยุคเดียวกันจะเทียบเคียงได้ และในทุกยุคสมัย เรื่องนี้ล้วนเป็นความจริงที่มิอาจจะปฏิเสธได้
มีการคาดการณ์กันว่า บรรพชนมนุษย์ได้บำเพ็ญวิชามรรคาอันลึกล้ำผ่านการล่วงรู้วัฏสงสาร ดำเนินวิถีชีวิตท่ามกลางความหลากหลายของสรรพชีวิตบนโลกา จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง บรรพชนมนุษย์จะก้าวล้ำพ้นไป กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มิอาจจะบรรยายได้ด้วยคำพูด
สำนักที่บรรพชนมนุษย์ทิ้งเอาไว้เบื้องหลังก็คือ วิหารบรรพชนมนุษย์ ซึ่งได้กลายมาเป็นหนึ่งในขุมพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนสวรรค์ แม้เหล่าผู้บำเพ็ญแห่งวิหารบรรพชนมนุษย์จะมีน้อย ทว่าเมื่อใดที่พวกเขาปรากฏตัว ก็ย่อมจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ และได้รับการต้อนรับอย่างสูงส่ง
วิหารบรรพชนมนุษย์นั้นมิได้มีรากฐานอันลึกล้ำเทียบเท่าภตระกูลอมตะหรือสำนักอมตะนิรันดร์ ทว่าในสายตาของผู้บำเพ็ญในแดนสวรรค์ วิหารแห่งนี้ประดุจแท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องสักการะ
"จากความทรงจำในชาติภพก่อน ร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ในชาตินี้น่าจะมาจากโลกเบื้องล่างแห่งหนึ่ง..." แววตาของเยวี่ยหมิงคงลึกล้ำยิ่งขึ้น
เพราะเมื่อใดที่ร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ตื่นขึ้น ก็ย่อมจะหมายความว่า เขาจะครอบครองวิชามรรคาจากวัฏสงสารในอดีตชาติทั้งหมด และหากถึงเวลานั้น ตัวตนของกู้ฉางเกอในฐานะผู้สืบทอดวิชามารก็อาจจะถูกเปิดเผยออกมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
สิ่งที่เกิดขึ้นในชาตินี้ ล้วนมีหลายสิ่งที่อยู่เหนือกว่าความคาดหมายของนาง และบางสิ่งก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น แม้นางจะมิอาจรู้แน่ชัดได้ว่าร่างจุติของบรรพชนมนุษย์จะปรากฏตัวขึ้นเมื่อใด ทว่าสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจได้ก็คือ บรรพชนมนุษย์มีวิธีเปิดเผยถึงตัวตนของผู้สืบทอดวิชามาร ซึ่งเคยแสดงให้เห็นมาแล้วในชาติภพก่อน
เพียงแต่ว่าในครั้งนั้น กู้ฉางเกอมีอำนาจล้นฟ้า แม้แต่บรรพชนมนุษย์ก็ยังต้องให้ความยำเกรงถึงสามส่วน ทว่าดูจากเส้นทางที่กำลังดำเนินไปในชาตินี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าร่างจุติของบรรพชนมนุษย์จะปรากฏตัวขึ้นเร็วกว่ากำหนด
กู้ฉางเกอ ณ ตอนนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นเส้นทางแห่งอำนาจ เขายังห่างไกลจากความยิ่งใหญ่ในชาติภพก่อนมากนัก เมื่อถึงเวลานั้น หากจะต้องเผชิญหน้ากับบรรพชนมนุษย์เข้า กู้ฉางเกอก็ย่อมจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างใหญ่หลวง บางทีเขาอาจจะต้องเผชิญหน้ากับคนทั้งโลกหล้าในฐานะศัตรู สิ่งนั้นคือภัยอันใหญ่หลวงที่รอคอยเขาอยู่ในอนาคต!
“บรรพชนมนุษย์…” เยวี่ยหมิงคงพึมพำเบาๆ ดวงตาอันเย็นเยียบนั้นแฝงประกายคมกล้าดั่งคมศาสตรา ความคิดมากมายแล่นผ่านในหัวของนางอย่างรวดเร็ว
นางกำลังระลึกถึงลักษณะเด่นหลายประการของบรรพชนมนุษย์ในชาติภพก่อน เพื่อตรวจสอบและยืนยันว่าผู้ใดกันแน่คือร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ในชาตินี้
ต่อให้จะเป็นบรรพชนมนุษย์ ผู้ซึ่งได้รับการเคารพสักการะจากเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งแดนสวรรค์ และมีพลังอำนาจอันลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง หากเป็นภัยต่อกู้ฉางเกอ ก็ถือว่าเป็นศัตรูของนางเช่นกัน!
มิว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน นางจะมิมีวันปล่อยให้ผู้ใดทำร้ายกู้ฉางเกอได้โดยเด็ดขาด หากจะชำระความแค้น ก็มีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงมือ!
“อีกมินาน ศิษย์ผู้สืบทอดของวิหารบรรพชนมนุษย์จะออกท่องยุทธภพเพื่อตามหาร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ในชาตินี้…” เยวี่ยหมิงคงตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว
ศิษย์ของวิหารบรรพชนมนุษย์ล้วนเต็มไปด้วยความลึกลับ แม้กระทั่งในชาติภพก่อน ก็มิเคยมีผู้ใดได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขาเป็นชายหรือหญิง
ยิ่งไปกว่านั้น วิชาสืบทอดจากวิหารบรรพชนมนุษย์นั้นเลื่องลือไปทั่วในฐานะศาสตร์อันลึกล้ำที่ทรงพลังที่สุด พวกเขาสามารถยืมผลแห่งมรรคาของเหล่าศิษย์รุ่นก่อนมาใช้ได้ กล่าวได้ว่าศิษย์ของวิหารบรรพชนมนุษย์ในยุคนี้ สามารถยืมพลังของเหล่าผู้สืบทอดจากอดีตมาเสริมตนได้
หน้าที่ของศิษย์เหล่านั้น คือการช่วยเหลือและคุ้มครองร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ก่อนที่เขาจะเติบโตได้เต็มที่ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะกลายมาเป็นศัตรูในเงามืดที่น่าหวั่นเกรงที่สุดของกู้ฉางเกอ!
“ว่ากันว่าบรรพชนมนุษย์นั้นมีร่างกำเนิดเป็นบัวมรกตชำระพิภพ ซึ่งเป็นร่างแปรของบัวศักดิ์สิทธิ์ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อชำระล้างมลทินแห่งฟ้าดิน ในชาตินี้ ก้าวแรกของบรรพชนมนุษย์คือการพลิกฟื้นกำเนิดตนใหม่ และการได้ครอบครองบัวมรกตชำระพิภพนั้นสำคัญยิ่งสำหรับเขา หากข้าช่วงชิงบัวมรกตชำระพิภพมาได้ เวลาที่บรรพชนมนุษย์จะคืนสู่โลกย่อมถูกถ่วงรั้งออกไปอีกมาก”
ความคิดนับมิถ้วนผุดขึ้นในจิตใจของเยวี่ยหมิงคง นางกำลังวางแผนการอย่างรอบคอบ ครั้งนี้นางจะระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่เคยพลาดท่าให้กับเย่หลิงจนปล่อยให้เขาหลบหนีไปในคราก่อน
แม้การเกิดใหม่จะทำให้นางมีความได้เปรียบในเรื่องของการรับรู้ถึงเรื่องราวล่วงหน้า ทว่าก็หาได้หมายความว่านางจะสามารถควบคุมทุกสิ่งไว้ในกำมือได้เสมอไป ท้ายที่สุดแล้ว นางก็ยังมิอาจจะเทียบเคียงกับความลึกล้ำและความเฉียบแหลมในแผนการของกู้ฉางเกอได้
“ก่อนที่กู้ฉางเกอจะเผชิญหน้ากับบรรพชนมนุษย์ นี่คือช่วงเวลาที่เขาจะได้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ข้าทำได้เพียงแต่คอยช่วยถ่วงเวลาให้เขามาถึงจุดนี้เท่านั้น...”
ดวงตาอันเยือกเย็นของเยวี่ยหมิงคงฉายแววสงบนิ่ง ในห้วงความคิดของนางปรากฏภาพเหตุการณ์มากมายลอยขึ้นมาและจางหายไป
แม้นางจะมั่นใจในฝีมือของตนเอง ทว่าก็มิได้หลงตนจนไร้เหตุผล นางรู้ดีว่าความสามารถของตนมิอาจจะจัดการกับบรรพชนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ได้
หากมิใช่เพราะโชคชะตากำหนดให้บรรพชนมนุษย์ต้องกลายมาเป็นศัตรูของกู้ฉางเกอ นางก็คงมิมีวันที่จะคิดยุ่งเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้เป็นอันขาด
สิ่งมีชีวิตแห่งยุคบรรพกาลที่ผ่านการวนเวียนของวัฏสงสารมานับครั้งมิถ้วน ก็ย่อมจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายที่เกินกว่าจะคาดเดา เพียงแค่คิดถึงก็ชวนให้จิตใจสั่นสะท้าน หากจะจัดการตัวตนเช่นนั้น ก็คงจะทำได้เพียงแต่ช่วงชิงโอกาสในขณะที่ความทรงจำในวัฏจักรยังมิฟื้นคืน
นางเห็นว่าการสังหารร่างจุติของบรรพชนมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปมิได้โดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น นางก็มิคิดจะบอกกล่าวเรื่องราวเหล่านี้แก่กู้ฉางเกอ เพื่อป้องกันมิให้เขาเผชิญหน้ากับบรรพชนมนุษย์ก่อนเวลา นับได้ว่าเป็นการปกป้องเขาในอีกทางหนึ่ง
“ผู้ใดก็ได้มาที่นี่ที ประกาศราชโองการ นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ราชสำนักเซียนไร้เทียมทานจะจัดตั้งองครักษ์ไร้เทียมทาน ผู้ใดก็ตามที่มีพรสวรรค์จากทั่วทุกสารทิศ ย่อมสามารถเข้าร่วมได้...”
เยวี่ยหมิงคงกล่าวสั่งการ มือขาวผ่องจับพู่กันและเริ่มร่ายราชโองการด้วยลายมืออันงดงาม ด้วยฐานะและอำนาจของนางในปัจจุบัน หากประกาศนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ย่อมจะสามารดึงดูดเหล่าผู้ฝึกยุทธ์และสรรพชีวิตนับมิถ้วนให้หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ
องครักษ์ไร้เทียมทานคือกองกำลังสังหารอันล้ำเลิศที่กู้ฉางเกอในชาติก่อนเคยสั่งให้นางจัดตั้งขึ้น ว่ากันว่า นี่คืออาวุธสังหารอันดับหนึ่งของราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ทุกแห่งที่พวกเขาก้าวผ่านไป ก็ล้วนไร้ซึ่งผู้ที่หาญกล้าจะขัดขืน
ในความทรงจำนั้น นางยังคงจดจำได้ถึงเคล็ดวิชาลับที่กู้ฉางเกอเคยสอนเอาไว้เพื่อใช้ควบคุมและฝึกฝนองครักษ์เหล่านี้ เคล็ดวิชานั้นลึกลับและน่าสะพรึงกลัว และใช้ได้ผลนัก
เมื่อใช้นั้น พวกเขาจะสามารถแบ่งเบาความบาดเจ็บของบาดแผลที่ได้รับ อีกทั้งในยามคับขันก็ยังสามารถแบ่งปันพลังชีวิตให้แก่อีกฝ่ายได้อีกด้วย
เมื่อครั้งนั้น นางยังคิดว่าเคล็ดวิชานี้ช่างน่ามหัศจรรย์เสียจนเกินกว่าจะทำใจเชื่อได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป นางจึงตระหนักได้ว่า เคล็ดวิชานั้นเป็นวิชามารอันลึกลับที่น่าสยดสยอง ซึ่งมีคือเคล็ดวิชาแห่งการสร้างสรรค์ชีวิต
เคล็ดวิชานี้ใช้นักรบเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดพลัง สร้างสรรค์วงจรชีวิตที่มิสิ้นสุด ก่อให้เกิดพลังอันมหาศาล ซึ่งไร้ผู้ใดจะเทียมทานในทุกสมรภูมิ ทว่าหากใช้งานวิชานี้มากเกินไป ก็ย่อมจะสร้างผลกระทบอันรุนแรงต่อร่างกายและจิตวิญญาณ จนสุดท้ายเหล่าทหารก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นสังหารที่ไร้จิตวิญญาณ มีเพียงความกระหายในการฆ่าฟัน และนี่เองคือสิ่งที่กู้ฉางเกอต้องการ
เขาปรารถนาจะสร้างราชสำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งโลกหล้า ในชาติก่อน แม้ราชสำนักเซียนไร้เทียมทานจะดูเหมือนอยู่ภายใต้การควบคุมของเยวี่ยหมิงคง ทว่าเบื้องหลังทุกแผนการ รวมถึงการชิงบัลลังก์นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของกู้ฉางเกอทั้งสิ้น
“ชาตินี้ ข้าจะจัดตั้งองครักษ์ไร้เทียมทานขึ้นอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้น ราชสำนักเซียนไร้เทียมทานก็ควรจะเปลี่ยนนามเป็นราชสำนักเซียนอันดับหนึ่งได้แล้ว เหนือฟ้ายังมีฟ้า ทว่าภายใต้ผืนฟ้านี้… ข้าจะเป็นหนึ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!”
ในชั่วขณะนั้น ดวงตาดุจอสนีบาตของเยวี่ยหมิงคงเปล่งประกายเจิดจ้า ใบหน้างามล้ำประดุจเซียนแฝงไปด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ชวนสั่นสะท้าน
…
ในขณะที่เยวี่ยหมิงคงกำลังวางแผนการเกี่ยวกับเรื่องราวของบรรพชนมนุษย์ ภายในยอดเขาไร้พ่ายแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กลิ่นอายแห่งเทพพลุ่งพล่าน อักขระมรรคาส่องแสงราวกับท้องทะเล
กู้ฉางเกอนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางลำแสงอันเจิดจ้า เบื้องหน้ามีขวดหยกซึ่งบรรจุพลังแห่งเซียนที่ส่องแสงราวกับแสงอรุณอันพร่างพราวที่งดงาม
ทุกลมหายใจที่เขากลืนเข้าและพ่นออก ต่างก็กลายเป็นโซ่ตรวนศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎเกณฑ์มรรคาที่ส่องประกายราวกับสายธาราแห่งดาราจักร กู้ฉางเกอกำลังกลืนกินและหลอมรวมพลังเหล่านี้เพื่อเร่งเพิ่มพูนพลังของตน
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พลังบำเพ็ญของคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ของเขาได้ก้าวขึ้นสู่ระดับ เทวะมายาขั้นปลาย ในขณะที่พลังของวิชามารก็ได้พัฒนาไปถึงระดับว่าที่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย และกำลังใกล้จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด
ในช่วงมิกี่วันที่ผ่านมา เขาได้ออกล่าเพียงเพื่อความสำราญใจ โดยอาศัยฐานะของผู้สืบทอดวิชามาร ทำให้ได้พบเจอและจัดการกับเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่มีร่างกายพิเศษอยู่หลายคน ด้วยทรัพยากรอันมากมายที่อิ่นเหมยได้มอบให้ การบำเพ็ญของเขาจึงมิได้ถือว่าล่าช้าแต่อย่างใด
ทว่ากู้ฉางเกอก็กลับมิได้เร่งร้อน เพราะเมื่อเข้าสู่ระดับขั้นสูงเช่นนี้แล้ว ความรวดเร็วในการบรรลุขั้นพลังก็ย่อมมิอาจจะเทียบได้กับระดับก่อนหน้า เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนใช้เวลาปิดด่านไปหลายสิบปีหรือแม้กระทั่งหลายร้อยปี กว่าที่จะมีความก้าวหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย
ครืน!
เบื้องบนศีรษะของเขาปรากฏขวดสมบัติมรรคาลอยขึ้นลง แสงแห่งเซียนทั้งห้าสีและกลิ่นอายแห่งมิติอันว่างเปล่าได้ล้นทะลักออกมา ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง
ร่างกายนั้นนิ่งสงบมั่นคงราวกับขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นดั่งเทพเจ้าจากยุคบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
มินานนัก คำสาปลับบทหนึ่งในวิชามหามารกลืนเทพก็ถูกหลอมรวมสำเร็จภายใต้การควบคุมของเขา
“ในที่สุดกู้หนานซานก็ไปเยือนวังสมุทรเพื่อคิดบัญชีจนได้ หลังจากที่พยายามขัดขวางข้ามาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดก็หาโอกาสระบายโทสะได้เสียที”
“เรื่องวังสมุทรในครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยอันชัดเจนให้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ”
มินาน กู้ฉางเกอก็ลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายแปลกประหลาดแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไป
ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปตามที่เขาวางแผนเอาไว้ มิว่าจะเป็นกู้เซียนเอ๋อร์หรือกู้หนานซาน พวกเขาก็มิทำให้เขาผิดหวังแม้แต่น้อย
นิสัยของกู้หนานซานก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับการลบหลู่จากวังสมุทร เขาก็ย่อมมิอาจจะทนต่อความอัปยศได้อย่างแน่นอน
“บรรพชนในสายตระกูลของกู้เซียนเอ๋อร์ นับว่าเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญที่มีอายุยืนยาวลำดับต้นๆ ของตระกูลกู้ แม้กู้หนานซานจะมิใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุด ทว่าก็ย่อมจะมิใช่ผู้ที่จะดูแคลนได้โดยง่าย”
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กู้ฉางเกอได้ส่งคนสนิทออกไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับกู้หนานซาน ก่อนจะรวบรวมเรื่องราวในอดีตของเขาอย่างละเอียด เมื่อได้ทราบถึงเรื่องราวเหล่านี้แล้ว เขาก็จะสามารถวางแผนการใช้ประโยชน์จากบรรพชนผู้แข็งแกร่งผู้นี้ได้อย่างเหมาะสม และเพียงแต่เฝ้ารอเวลาเก็บเกี่ยวผลลัพธ์อยู่เบื้องหลังโดยที่มิต้องออกแรงมากนัก
แม้ว่าตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงจะมีบรรพชนอยู่มากมาย ทว่าการที่บรรพชนเหล่านั้นจะตื่นขึ้นจากการปิดด่านบำเพ็ญเพียรและก้าวออกมาสู่โลกภายนอกได้นั้นก็กลับหาได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
บรรพชนเช่นกู้หนานซานที่ออกจากการปิดด่านฝึกบำเพ็ญมาผ่อนคลายความเบื่อหน่าย นับว่าเป็นกรณีที่หาได้ยากยิ่ง
กำลังรบของกู้หนานซานในตอนนี้นับว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ถึงขั้นเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของตระกูลในยุคปัจจุบัน การจัดการกับวังสมุทร จึงมินับว่าเป็นเรื่องที่เสียเปรียบแต่อย่างใด
กู้ฉางเกอคาดเดาว่า แม้แต่บิดาของเขา ผู้ที่ครอบครองตำแหน่งสูงสุดในแดนสวรรค์ ก็ยังมิอาจจะเอาชนะบรรพชนกู้หนานซานได้ เนื่องด้วยช่องว่างแห่งกาลเวลาในการฝึกบำเพ็ญที่แตกต่างกันอย่างมากมาย
เมื่อกู้ฉางเกอเปิดเผยความลับในอดีตต่อสาธารณะแล้ว ทัศนคติของเหล่าผู้คนในตระกูลรวมถึงกู้หนานซานที่มีต่อเขาก็ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไป
การที่กู้หนานซานยอมออกหน้าปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงด้วยเช่นกัน
ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้นมั่นคงดุจขุนเขา ยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา คอยมองดูความรุ่งเรืองและล่มสลายของเหล่าขุมอำนาจแห่งแดนสวรรค์ ผู้ใดที่เคยล่วงเกินตระกูล ล้วนแล้วแต่ต้องพบเจอกับจุดจบอันน่าสลด สูญสิ้นทั้งชีวิตและมรรคา
ความแข็งแกร่งและความน่าหวาดกลัวของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงจึงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกผู้คน
ดังนั้น สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว วังสมุทรก็เป็นเพียงเครื่องมือที่ส่งมาเพิ่มพูนแต้มประสบการณ์ให้กับกู้เซียนเอ๋อร์เท่านั้น ยิ่งมิต้องพูดถึงเหล่าอาจารย์ผู้ลึกลับที่คอยสนับสนุนนางอยู่เบื้องหลัง
แม้ว่ากู้ฉางเกอจะมิยื่นมือออกมาจัดการกับเรื่องนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ก็มิมีวันตกอยู่ในอันตรายใดๆ อยู่แล้ว
เขาเพียงแค่ฉวยโอกาสนี้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เท่านั้น แน่นอนว่า แม้เขาจะคิดเช่นนี้ ทว่าสุดท้ายแล้ว เขาก็ย่อมจะมิปล่อยให้นางต้องถูกผู้อื่นรังแกเป็นอันขาด เด็กสาวผู้นั้น แม้จะดูเซ่อซ่าอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดแล้ว นางก็คือน้องสาวของเขา
คนที่มีสิทธิ์รังแกนางได้ก็มีเพียงเขาเท่านั้น หากผู้ใดบังอาจมาแตะต้องนาง กู้ฉางเกอก็คงมิลังเลที่จะล้างบางทั้งตระกูลของผู้ที่กล้าล่วงเกิน
ท้ายที่สุดแล้ว การเย้าแหย่กู้เซียนเอ๋อร์เล่นในยามว่างก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในความเพลิดเพลินอันน้อยนิดของเขาในทุกวันนี้
น้องสาวนั้น หากมิได้มีไว้รังแก แล้วจะมีประโยชน์อันใดกันเล่า
นอกจากนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ก็ยังเป็นแหล่งเพิ่มพูนแต้มวาสนาและแต้มชะตาสวรรค์อันมหาศาลของเขา อีกทั้งเบื้องหลังของนางก็ยังได้ซ่อนขุมพลังอำนาจที่มิอาจคาดเดาได้เอาไว้
เมื่อสะสางเรื่องตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เสร็จสิ้น กู้ฉางเกอก็กำลังพิจารณาว่าควรจะนำตัวกู้เซียนเอ๋อร์กลับคืนสู่ตระกูล เพื่อใช้เป็นชนวนในการล่อเหล่าอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของนางให้ปรากฏตัว
หากสามารถใช้ประโยชน์จากพลังอำนาจเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม พลังเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นกำลังสนับสนุนอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เหล่าอาจารย์ผู้ลึกลับในหมู่บ้านท้อโบราณและต้นท้ออันลึกลับที่น่าตื่นตะลึงนั้น กู้ฉางเกอตั้งตารอคอยที่จะได้พบเจอกับพวกเขาอย่างถึงที่สุด