บทที่ 7 : วิหารแห่งกาลเวลาและปริศนาที่ซ่อนเร้น
หลังจากเผชิญหน้ากับโซลอน ผู้ใช้พลังราศีัผู้ลึกลับและทรงพลัง คณะเดินทางของอัคคี เมษา และเอลิน่าก็เดินทางต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้น ข่าวสารเื่ 'วิหารแห่งกาลเวลา' ที่โซลอนทิ้งไว้เป็กุญแจสำคัญที่ปลุกความหวังขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขารู้ว่านั่นคือสถานที่ที่แท้จริงซึ่งดวงแก้วปฐมธาตุถูกซ่อนอยู่ และการไปถึงที่นั่นคือหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งเงามืดได้
เส้นทางสู่หุบเหวน้ำแข็งนิรันดร์นั้นโหดร้ายอย่างแท้จริง พายุหิมะโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน อุณหภูมิลดต่ำลงจนกระดูกสันหลังะเื และพื้นผิวเต็มไปด้วยน้ำแข็งที่ลื่นปร๋อ อัคคีใช้พลังราศีสิงห์ของเขาเพื่อสร้างความอบอุ่นและส่องสว่างนำทาง เมษาใช้พลังราศีกุมภ์เพื่อบิดเบือนกระแสลมหนาว และสร้างเกราะอากาศบางๆ รอบตัวทุกคนเพื่อลดแรงปะทะจากลมพายุ และเอลิน่าใช้พลังราศีพฤษภของเธอเสริมความแข็งแกร่งให้กับพื้นน้ำแข็งที่พวกเขาก้าวผ่าน เพื่อป้องกันการลื่นไถลและยังสามารถเยียวยาอาการาเ็จากความหนาวเหน็บได้ด้วย
ความร่วมมือของทั้งสามกลมกลืนยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ ไม่มีข้อโต้เถียงที่รุนแรงอีกแล้ว มีเพียงการหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน อัคคีเรียนรู้ที่จะคิดให้รอบคอบก่อนลงมือ และเมษาเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในสัญชาตญาณอันร้อนแรงของเขา เอลิน่าเป็เหมือนจุดศูนย์รวมที่เชื่อมโยงพลังของทั้งคู่เข้าด้วยกันด้วยความสงบและอ่อนโยน
"วิหารแห่งกาลเวลาไม่ได้ปรากฏให้เห็นง่ายๆ" เมษาเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขาพักเหนื่อยในถ้ำน้ำแข็งขนาดเล็ก "ตำราโบราณกล่าวว่ามันจะปรากฏขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร หรือเมื่อมีผู้ที่ถูกลิขิตโดยโชคชะตาเข้ามาใกล้"
"แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาอันควรเมื่อไหร่?" อัคคีถาม
"ดวงแก้วปฐมธาตุจะส่งสัญญาณ" เมษาตอบ "มันเป็พลังงานที่ละเอียดอ่อนมาก มีเพียงผู้ที่สามารถััถึงความบริสุทธิ์ของพลังงานได้เท่านั้นที่จะรับรู้ถึงมัน"
เอลิน่าหลับตาลง เธอเป็ผู้ที่สามารถััถึงพลังชีวิตได้อย่างละเอียดอ่อนที่สุดในบรรดาทั้งสามคน เธอกำลังใช้พลังราศีพฤษภของเธอเพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนที่สุดในสภาพแวดล้อมรอบตัว
"ข้าััได้ถึงบางสิ่งค่ะ..." เอลิน่าเอ่ยขึ้น ดวงตาของเธอลืมขึ้น แววตาฉายประกายความประหลาดใจ "มันไม่ใช่พลังที่รุนแรง แต่มันคือ... เสียงสะท้อนแห่งอดีต"
ทันใดนั้น พื้นที่รอบตัวพวกเขาก็เริ่มสั่นะเื แสงสีทองอ่อนๆ ปรากฏขึ้นกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ แสงนั้นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็โครงสร้างขนาดมหึมาที่ทำจากหินอ่อนสีขาวนวลและผลึกน้ำแข็งใสส่องประกายระยิบระยับ สูงเสียดฟ้าและทอดตัวลึกลงไปในผืนดิน
"วิหารแห่งกาลเวลา!" เมษาอุทานด้วยความตื่นเต้น
"ในที่สุด!" อัคคีคำรามด้วยความยินดี พลังราศีสิงห์ของเขาเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
แต่วิหารแห่งกาลเวลาไม่ได้ปรากฏขึ้นเพียงลำพัง พร้อมกับการปรากฏตัวของมัน ลมหายใจแห่งเงามืดก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดนับพันตัวที่ทำจากหมอกควันสีดำสนิท พุ่งออกมาจากรอยแยกในอากาศโดยรอบวิหาร ดวงตาของพวกมันเรืองแสงสีแดงอำมหิต เสียงกรีดร้องของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายพลังงาน
"พวกมันกำลังรอเราอยู่ที่นี่!" อัคคีกล่าวเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้
"ไม่ค่ะ!" เมษาเอ่ยขึ้น "พวกมันกำลัง 'ปกป้อง' วิหารแห่งนี้ เงามืดคงรู้ว่าเรากำลังจะมาถึงที่นี่"
การต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเผชิญหน้ามาเริ่มต้นขึ้น สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดนับร้อยนับพันตัวพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างไม่ลดละ อัคคีอยู่แนวหน้า ใช้พลังเพลิงของเขาสร้างกำแพงไฟและสาดเปลวเพลิงที่รุนแรงออกไปเผาผลาญศัตรู เมษาใช้พลังราศีกุมภ์สร้างพายุหมุนและบาเรียป้องกันที่แข็งแกร่งเพื่อปัดป้องการโจมตี และคอยชี้จุดอ่อนของศัตรูให้เพื่อนร่วมทีมจัดการ เอลิน่าอยู่แนวหลัง คอยเสริมบาเรียด้วยพลังราศีพฤษภ และส่งกระแสพลังเยียวยาให้กับผู้ที่อ่อนล้าหรือาเ็
องครักษ์คนอื่นๆ ก็ร่วมต่อสู้เคียงข้างอย่างเต็มกำลัง พวกเขาได้รับกำลังใจจากพลังที่เข้าขากันของผู้นำทั้งสาม
แต่จำนวนของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดมีมากเกินไป พวกมันเริ่มแทรกซึมผ่านการป้องกันเข้ามาได้ และบางตัวก็พยายามจะพุ่งเข้าสู่วิหารแห่งกาลเวลา
"พวกมัน้าเข้าไปในวิหาร!" อัคคีคำราม "อย่าให้พวกมันเข้าไปได้!"
"วิหารแห่งกาลเวลาจะเลือกผู้ที่คู่ควรค่ะ!" เมษาตอบ "เงามืดไม่อาจเข้าไปได้หากไม่มีการเปิดประตูด้วยพลังที่แท้จริง"
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดนานหลายชั่วโมง พลังงานของทุกคนเริ่มร่อยหรอ อัคคีรู้สึกได้ถึงความเ็ปจากการใช้พลังอย่างต่อเนื่อง เอลิน่าหน้าซีดเผือดจากการส่งพลังเยียวยาไม่หยุดหย่อน เมษาเองก็อ่อนล้าจากการควบคุมบาเรียและบิดเบือนพลังงานมหาศาล
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืด สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อแสงสีม่วงเข้มสว่างวาบขึ้นกลางกลุ่มเงามืดเบื้องหน้าพวกเขา
"พลังนั้น!" เมษาอุทาน "โซลอน!"
ร่างของโซลอน ผู้ใช้พลังราศีั ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งกลางวงล้อมของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืด เขาไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้กับพวกเขาทันที แต่เขากลับใช้พลังราศีัของเขา 'แช่แข็ง' สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดรอบตัวเขาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกตรึงด้วยห้วงเวลา ก่อนจะใช้หมัดเพียงครั้งเดียวทะลวงร่างของพวกมันให้แตกสลายไปอย่างไร้ร่องรอย
โซลอนใช้พลังอย่างเยือกเย็นและมีประสิทธิภาพ ดวงตาสีดำของเขาจ้องมองวิหารแห่งกาลเวลา ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์
"พวกเ้า... ยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้" โซลอนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังก้องไปทั่วบริเวณ "หากเป็เช่นนี้ พวกเ้าจะไม่มีทางปลุกพลังของดวงแก้วปฐมธาตุได้เลย"
อัคคีรู้สึกโกรธที่ถูกดูถูก แต่เขาก็ยอมรับในความแข็งแกร่งของโซลอน เขาไม่มีทางเอาชนะสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดจำนวนมากขนาดนี้ได้ด้วยความแข็งแกร่งเพียงลำพัง
"เราต้องเปิดประตูวิหาร!" เมษาเอ่ยขึ้น "แต่จะทำได้อย่างไร!"
โซลอนมองวิหารแห่งกาลเวลาอีกครั้ง "วิหารแห่งนี้จะเปิดประตูให้กับผู้ที่สามารถผสาน 'พลังแห่งความจริง' และ 'พลังแห่งความเชื่อ' ได้"
"พลังแห่งความจริง... และพลังแห่งความเชื่อ..." เมษาพึมพำกับตัวเอง เธอพยายามนึกถึงตำราโบราณที่เธอเคยอ่าน และคำพูดของอาจารย์ที่เคยสอนเธอ
"ข้าจะหยุดพวกมันให้พวกเ้าชั่วขณะ" โซลอนกล่าว ก่อนที่พลังราศีัของเขาจะแผ่ขยายออกไป 'ชะลอ' การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดจำนวนมหาศาลที่กำลังพุ่งเข้ามา ทำให้พวกมันเคลื่อนที่ได้ช้าลงราวกับอยู่ในห้วงกาลเวลาที่ถูกบิดเบือน "แต่นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ข้าจะช่วยพวกเ้า หากพวกเ้าไม่สามารถไขปริศนาได้ โลกนี้ก็คงถึงกาลอวสาน"
โซลอนไม่ได้มาเป็ส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของพวกเขา แต่เขาก็ให้ 'โอกาส' แก่พวกเขาในการแก้ไขสถานการณ์
อัคคี เมษา และเอลิน่าสบตากัน พวกเขารู้ว่านี่คือบททดสอบที่แท้จริงที่โซลอนมอบให้ พวกเขาจะต้องไขปริศนาของวิหารแห่งกาลเวลาให้ได้ด้วยพลังของตนเอง
"พลังแห่งความจริง และพลังแห่งความเชื่อ..." เมษาพึมพำ เธอหลับตาลง พยายามััถึงกระแสพลังงานที่ละเอียดอ่อนของวิหารแห่งกาลเวลา และห้วงอดีตที่มันกักเก็บไว้
"ข้าเห็นความทรงจำบางอย่าง..." เอลิน่าเอ่ยขึ้น ดวงตาของเธอมองไปยังวิหาร "ข้าเห็นภาพของผู้สร้างวิหารแห่งนี้ พวกเขาคือผู้ใช้พลังราศีในอดีต พวกเขาสร้างวิหารนี้ขึ้นเพื่อเก็บซ่อนดวงแก้วปฐมธาตุจากภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง"
"ผู้สร้างคือใครกัน!" อัคคีถาม
"พวกเขาคือผู้ใช้พลังราศีทั้งสิบสอง... ที่รวมพลังกันเพื่อสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้น" เมษาเอ่ยขึ้น ดวงตาของเธอลืมขึ้น แววตาฉายประกายความเข้าใจ "พลังแห่งความจริงคือพลังของราศีทั้งสิบสองที่รวมตัวกัน และพลังแห่งความเชื่อคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและพวกพ้อง!"
อัคคีพยักหน้า เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกับพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา และพลังของเพื่อนร่วมทีม
"เรามีแค่สามคน" อัคคีกล่าว "เราจะปลุกพลังแห่งราศีทั้งสิบสองได้อย่างไร!"
"ไม่จำเป็ต้องมีครบทั้งสิบสองค่ะ" เมษาตอบ "แต่เราต้องแสดงให้วิหารเห็นว่าเราเข้าใจ 'แก่นแท้' ของพลังราศี และความเชื่อมั่นในตัวเอง"
เมษาเดินไปที่ประตูทางเข้าวิหารแห่งกาลเวลาที่ปิดสนิท เธอยกมือขึ้นเหนือประตู พลังราศีกุมภ์ของเธอเริ่มแผ่ออกไป เธอไม่ได้ใช้พลังเพื่อทำลาย แต่เพื่อ 'เชื่อมโยง' เข้ากับพลังงานของวิหาร
"ท่านอัคคี! จงใช้พลังราศีสิงห์ของท่าน! แสดงให้เห็นถึง 'แสงสว่างแห่งความกล้าหาญและความเป็ผู้นำ'!" เมษาสั่ง
อัคคีเข้าใจในทันที เขารวบรวมพลังราศีสิงห์ทั้งหมด ปล่อยลำแสงไฟสีแดงเพลิงที่บริสุทธิ์ออกมาจากฝ่ามือ พุ่งตรงไปยังประตูวิหาร แสงนั้นไม่ได้แผดเผาประตู แต่กลับส่องสว่างเหนือมัน คล้ายสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่สว่างจ้าที่สุด
"เอลิน่า! จงใช้พลังราศีพฤษภของท่าน! แสดงให้เห็นถึง 'ความมั่นคงและความเมตตา'!" เมษาสั่งต่อ
เอลิน่าพยักหน้า เธอส่งกระแสพลังชีวิตสีเขียวมรกตที่อบอุ่นออกจากฝ่ามือ พลังนั้นโอบล้อมลำแสงของอัคคี และค่อยๆ แผ่คลุมไปบนประตูวิหาร ทำให้ประตูที่แข็งกระด้างดูอ่อนโยนลง และมีลวดลายพืชพรรณปรากฏขึ้น
"ส่วนข้า..." เมษาเอ่ยขึ้น ดวงตาสีครามของเธอเปล่งประกายอย่างมุ่งมั่น "ข้าจะแสดงให้เห็นถึง 'ปัญญาแห่งการเปลี่ยนแปลง' และ 'ความเชื่อมั่นในโชคชะตา'!"
เมษาใช้พลังราศีกุมภ์ของเธอ 'บิดเบือน' กระแสพลังงานมืดที่พยายามจะแทรกซึมเข้าสู่วิหาร เธอเปลี่ยนทิศทางของพลังงานมืดให้กลายเป็พลังงานบริสุทธิ์ที่กลับไปหล่อเลี้ยงวิหารเอง พลังของเธอคือสายลมที่พัดพาความเปลี่ยนแปลง และเชื่อมโยงพลังของอัคคีและเอลิน่าเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
แสงสีแดงของอัคคี แสงสีเขียวของเอลิน่า และแสงสีฟ้าครามของเมษา หลอมรวมกันเป็ลำแสงสามสีที่ส่องสว่างเจิดจ้า พุ่งเข้าสู่ประตูวิหารแห่งกาลเวลา
ทันใดนั้น ประตูวิหารที่ปิดสนิทมานับพันปีก็เริ่มสั่นะเื เสียงกลไกเก่าแก่ดังกึกก้อง แสงสีทองจากภายในวิหารสาดส่องออกมาจากรอยแยกที่กำลังค่อยๆ เปิดออก
โซลอนที่กำลังยืนมองอยู่ห่างๆ จากจุดที่สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดเคลื่อนที่ช้าลง ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็แววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
"พวกเ้า... พวกเ้าทำได้จริงๆ" โซลอนพึมพำกับตัวเอง "พลังแห่งความจริง และความเชื่อมั่น... มันแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้"
ประตูวิหารแห่งกาลเวลาเปิดออกจนสุด เผยให้เห็นทางเข้าที่ทอดยาวเข้าไปในความมืดมิด เบื้องหน้าพวกเขายังมีปริศนาอีกมากมายรออยู่ แต่ในเวลานี้ พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป