ลุงใหญ่และลุงรองของสวีหว่านหนิงทำอาชีพทางการเมืองทั้งคู่และปัจจุบันตำแหน่งก็ไม่ต่ำเลย ขณะที่พ่อของสวีหว่านหนิงนั้นรับราชการทหาร ดำรงตำแหน่งระดับผู้บัญชาการของหน่วยงานประจำกรุงปักกิ่ง
สวีหว่านหนิงมีพี่ชายสองคนที่เป็ลูกของลุงใหญ่และมีพี่ชายกับน้องชายอีกอย่างละคนซึ่งเป็ลูกของลุงรอง และยังมีพี่ชายแท้ๆอีกสองคนอยู่ที่บ้าน
ด้วยเหตุนี้ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลสวีจึงมีหลานสาวเพียงคนเดียวก็คือเธอทุกคนหวงแหนและรักใคร่เธอดั่งไข่ในหิน ความเย่อหยิ่งและอารมณ์ร้ายของร่างเดิมได้มาเพราะสาเหตุนี้
ดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงไม่เข้าใจเลยว่าร่างเดิมที่เติบโตมาท่ามกลางความรัก รู้จักกับสุภาพบุรุษชั้นยอดมาตั้งมากมายทำไมถึงถูกใจผู้ชายที่ทั้งสารเลวและห่วยแตกอย่างกู้จวิ้น
หรือว่าพวกผู้หญิงคลั่งรักจะไม่มีสมองจริงๆ?
ทว่าตอนนี้เธอข้ามมิติมาแล้วทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
ที่จริงตั๋วและเงินที่บ้านของลุงใหญ่กับลุงรองส่งมาให้ทุกเดือนนั้นนอกจากเป็เพราะสงสารหลานสาวคนเดียวอย่างสวีหว่านหนิงแล้วพวกเขายังรู้สึกผิดอีกด้วย
ด้วยเงื่อนไขทางครอบครัวของตระกูลสวีเดิมทีไม่จำเป็ต้องส่งลูกหลานไปเป็จือชิงในชนบทแต่เพราะ่ที่เกิดเหตุความไม่สงบในประเทศ มีคนคิดกลั่นแกล้งตระกูลสวีพอดี
หากคนเ่าั้ทำสำเร็จเมื่อไรตระกูลสวีทุกคนจะต้องเดือดร้อน
ตอนนั้นเอง บุคคลที่สามารถช่วยตระกูลสวีได้กำลังจะต้องส่งทายาทไปที่ชนบทร่างเดิมของสวีหว่านหนิงที่ถูกกู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยนเกลี้ยกล่อมได้ทำข้อแลกเปลี่ยนกับผู้หญิงคนนั้นด้วยการยอมไปเป็จือชิงแทน ครอบครัวของผู้หญิงคนนั้น จึงช่วยตระกูลสวีให้รอดพ้นจากวิกฤตไปได้
ด้วยเหตุนี้ร่างเดิมจึงบอกลาทุกคนในครอบครัว แล้วเดินทางไปยังหมู่บ้านต้าเจียงที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดาร
ตระกูลสวีมั่นคงมากพอกอปรกับมีคนคอยให้ความช่วยเหลือจึงรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนั้นไปได้
แต่ร่างเดิมที่เป็ดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเขากลับต้องไปอยู่ชนบทตามลำพังต้องใช้ชีวิตที่ขาดแคลนทั้งอาหาร เสื้อผ้า ทั้งยังต้องทำไร่ทำนา ทุกคนในครอบครัวจึงรู้สึกติดค้างเธอมากและพยายามชดเชยผ่านการส่งสิ่งของนอกกายมาให้
ขณะที่ป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รองเองก็เป็คนมีเหตุผลพวกเขาไม่มีลูกสาวจึงรักสวีหว่านหนิงเหมือนลูกอีกคน ด้วยเหตุนี้สวีหว่านหนิงจึงเป็คนทำให้ตระกูลสวีสามัคคีกันอย่างที่ไม่เคยเป็ก่อนภายในระยะเวลาสั้นๆและกลายเป็ตระกูลที่ไม่มีใครในกรุงปักกิ่งกล้าหาเื่ง่ายๆ อีกต่อไป
เมื่อย้อนคิดถึงความทรงจำของร่างเดิมนอกจากยิ้มเจื่อนแล้ว สวีหว่านหนิงคงทำอะไรไม่ได้อีก
แม้ต้นเหตุของการกระทำจะไม่ถูกต้องแต่ท้ายที่สุดร่างเดิมก็ช่วยตระกูลสวีเอาไว้อย่างไม่ตั้งใจ
ตอนนี้เธอกำลังยืมใช้ตัวตนของร่างเดิมดื่มด่ำกับความรักของครอบครัวเธอจะต้องดูแลคนในครอบครัวให้ดี
คนที่กำลังตัวละครที่ได้รับความรักจากทุกคนอย่างเธอเริ่มตั้งตารอคอยการพบหน้ากับพ่อแม่และคนอื่นๆ ในครอบครัวแล้วสิ
หลินอันเดินเข้ามาจากนอกบ้านแล้วเห็นสวีหว่านหนิงกำลังกอดซองจดหมายพลางยิ้มอยู่
วินาทีนี้เองรอยยิ้มที่ออกมาจากใจของเธอ ดันกระแทกเข้ากับหัวใจที่แข็งกระด้างของเขาอย่างจัง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลังสวีหว่านหนิงก็เก็บจดหมาย แต่พวกตั๋วและข้าวของต่างๆ ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ
“พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าไปในเมืองไปซื้อของสักหน่อย”
“ให้ฉันไปเป็เพื่อนเธอไหม”
สวีหว่านหนิงโบกมือ“คุณมีวันหยุดแค่ไม่กี่วัน อยู่เป็เพื่อนแม่กับลูกๆ เถอะ ฉันไปเองได้”
หลินอันไม่ฝืนใจเขาเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างลังเลว่า “เื่วันนี้ฉันอธิบายกับเธอได้”
ประโยคนี้ช่างคุ้นหูมันคือประโยคที่เธอเคยพูดกับหลินอันตอนเพิ่งข้ามมิติมาไม่ใช่หรือ?
สวีหว่านหนิงมองเขาอย่างงุนงง“อธิบายอะไร”
“เื่เงินหนึ่งร้อยหยวนที่ฉันให้ตงจื่อยืม”
สวีหว่านหนิงโบกมืออีกครั้ง“คุณให้เงินเดือนส่วนใหญ่กับฉันทุกเดือน แค่นี้ก็ดีมากแล้วคุณเก็บเงินส่วนตัวเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินก็สมควรแล้ว ไม่ต้องอธิบายให้ฉันฟังหรอก”
พูดจบเธอก็เสริมอีกว่า“ต่อไปเื่แบบนี้ไม่ต้องอธิบายกับฉัน”
หลินอันเตรียมใจถูกเธอโวยวายใส่แต่คำพูดเรียบง่ายอย่างไม่ติดใจของเธอกลับทำให้เขาทำตัวไม่ถูก
ั้แ่กลับมาที่บ้าน่ไม่กี่วันนี้ยิ่งใช้เวลาอยู่กับสวีหว่านหนิงนานเท่าไรเขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนคนตรงหน้าคือคนแปลกหน้า จนเขาแทบไม่อยากเชื่อ
แต่เธอที่เป็แบบนี้กลับดึงดูดสายตาของเขาอย่างน่าประหลาด
สวีหว่านหนิงไม่รู้ว่าหลินอันกำลังคิดอะไรเธอหาวฟอดใหญ่แล้วพูดเสียงเนือยว่า “ฉันนอนก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”
“ระ...ราตรีสวัสดิ์”
ขณะเดียวกันณ หน่วยจือชิง
เพราะการพยายามเกลี้ยกล่อมของหยวนซินในที่สุดปู่ซุนที่เป็คนลากเกวียนก็ยอมพาเธอกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียงและเธอยังต้องจ่ายเงินให้เขาอีกหนึ่งหยวน
ราคานี้ใกล้จะเท่ากับค่าโต๊ะอยู่แล้ว!
“หยวนจือชิงฉันขนโต๊ะลงมาจากเกวียนแล้ว หาวิธีย้ายเข้าไปในหน่วยจือชิงเองล่ะแขนขาของฉันคงยกไม่ไหว!”
ปู่ซุนอายุหกสิบกว่าแล้วหยวนซินไม่กล้ารบกวนเขา หลังจ่ายเงินให้ปู่ซุนเสร็จ เธอก็เริ่มหาวิธีขนย้ายโต๊ะ
เวลานี้คนส่วนใหญ่เข้านอนกันหมดแล้วเธอไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใครจึงต้องลากมันด้วยตัวเองทีละนิด
แต่เธอไม่ทันสังเกตเห็นก้อนหินบนพื้นจึงสะดุดล้มทั้งคนและโต๊ะ
โต๊ะที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วหักกระจัดกระจาย
หยวนซินร้องโอดครวญแล้วค่อยๆยันตัวขึ้น พลางมองเศษไม้กองใหญ่ด้วยสีหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้
เงินเก็บของเธอเหลือไม่ถึงสามหยวนเพื่อโต๊ะตัวนี้เธอแทบจะใช้เงินจนหมดตัว แต่สุดท้ายโต๊ะกลับพัง
“ดวงซวยจริงๆ!” หยวนซินเตะโต๊ะด้วยความโมโห จากนั้นเธอจึงเห็นรูโหว่ใต้โต๊ะกล่องใบหนึ่งร่วงลงมากระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังตุ้บ
หยวนซินเปิดมันออกดูจากนั้นก็ตะลึงงัน
“ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า” เธอขยี้ตาแล้วเพ่งมองอีกครั้ง ของยังอยู่ที่เดิม!
ทองคำแท่งสิบสามแท่ง!
หยวนซินไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเธอนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ
“ใครอยู่ข้างนอก?” ตอนนั้นเองประตูหน่วยจือชิงก็เปิดออก มีคนถือไฟฉายสาดส่องไปรอบๆ
“ฉันเอง” หยวนซินเอาทองคำแท่งยัดเข้าไปในอกเสื้อ “หวังจือชิง ฉันเอง”
“หยวนจือชิง?”หวังหงเหว่ยเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก็เห็นสภาพดูไม่ได้ของหยวนซินเขาถามอย่างเป็ห่วงว่า “เธอไม่เป็ไรใช่ไหม”
“ไม่เป็ไรๆ” หยวนซินโบกมือปฏิเสธ “ฉันไปซื้อโต๊ะจากร้านซื้อขายของเก่ามานึกไม่ถึงเลยว่ามันจะพังก่อนที่ฉันจะขนเข้าไปในหน่วยจือชิงเสียอีก”
เธอไม่ปริปากพูดเื่ทองคำแท่งสักคำ
“หวังจือชิงเข้าไปก่อนเถอะฉันเก็บกวาดเศษไม้พวกนี้เสร็จแล้วจะเข้าไป”
“ฉันจะช่วยเธอเอง”
......
วันต่อมา สวีหว่านหนิงทำอาหารเช้าเสร็จก็เตรียมตัวออกจากบ้าน
“แม่จ๋าวันนี้แม่จะเข้าเมืองอีกแล้วเหรอจ๊ะ”
เพราะเห็นสายตาคาดหวังของเยาเม่ยสวีหว่านหนิงจึงหยิกแก้มที่เริ่มมีเนื้อหนังเบาๆ
“แม่จะไปดูหน่อยว่าในเมืองมีขายของประจำถิ่นอะไรบ้างแม่จะซื้อส่งกลับไปให้คุณตาและคุณยาย หนูกับพี่ชายรอแม่ที่บ้านอย่าลืมการบ้านที่แม่สั่งไว้ แม่กลับมาเมื่อไรจะตรวจดู”
“เข้าใจแล้วค่ะแม่รีบกลับมานะคะ”
สวีหว่านหนิงโบกมือลาลูกสาวก่อนจะขี่จักรยานออกจากบ้านไป
เธอเพิ่งขี่มาถึงหน้าหมู่บ้านก็มีคนมาขวางทางไว้
โชคดีที่จักรยานคันนี้ไม่สูงมากสวีหว่านหนิงใช้เท้าเหยียบพื้นเพื่อเบรกไม่ให้ชนกับคนข้างหน้า
“หยวนจือชิงเธอทำอะไรของเธอ”สวีหว่านหนิงขมวดคิ้ว น้ำเสียงเจือความไม่พอใจ
เมื่อกี้ถ้าไม่ใช่เพราะเธอตอบสนองไวหากไม่ใช่เธอที่รถล้ม หยวนซินก็คงถูกจักรยานชนเต็มๆ มันอันตรายเกินไปแล้ว!