ในที่สุดคริสซี่ก็เดินทางมาถึงลอสแองเจลิส ปะปนมากับผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยความหวังนับร้อยที่ทิ้งถิ่นฐานของตนมา วันนั้นเป็นวันศุกร์ที่ท้องฟ้ากระจ่างด้วยแสงแดดอันสดใส เธอไม่มีเงินติดตัวเลย ซมซานอยู่ด้วยความหิว กอดกระเป๋าเสื้อผ้าที่ทำจากกระดาษแข็งไว้แน่น สวมกระโปรงผ้าฝ้ายของโซเฟียที่สั้นจนโยนทิ้งไปนานแล้วมา ทั้งนี้เพราะเธอเอาเสื้อผ้าที่คาร์ล แซมซั่น ซื้อให้ทิ้งไว้ที่บ้านทั้งหมดมิส แอชลี่ย์ ผู้พี่ได้แสดงความเมตตาต่อเธอเช่นเดียวกันกับน้องสาว เธอได้จัดให้คริสซี่ช่วยขายอยู่ในแผนกผ้าโพกผม และสินค้าพวกเครื่องชั้นในของห้างสเปนเซอร์นั่นเอง ซึ่งนับแต่วันแรกเป็นต้นมา คริสซี่ก็มีความรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยาย หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้พบกับงานชิ้นที่สอง คือการรับจ้างทำความสะอาดสำหรับห้องผู้หญิง เพื่อหารายได้พิเศษไว้เป็นค่าเรียนบัลเล่ต์และที่ห้างสเปนเซอร์นี่เอง ที่คริสซี่ได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่หลังจากที่ใช้ความคิดอย่างหนัก เธอก็เปลี่ยนชื่อใหม่ให้ใกล้เคียงกับชื่อเก่าคือ คริสตี้ โจฮันเซ่น ซึ่งเธอมีความรู้สึกว่ามันเป็นชื่อที่ไพเราะกว่าชื่อเดิมมาก เป็นชื่อของคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘คนสำคัญ’ ในวันข้างหน้าได้เธอเช่าห้องพักอยู่เพียงลำพัง เป็นห้องเช่าเดี่ยวที่มีอยู่ในบริเวณตัวเมืองลอสแองเจลิส ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นที่อยู่ของพวกผู้ดีมีเงินแต่ปัจจุบันมิได้ต่างไปจากสลัมเลย ซึ่งคริสตี้ก็รักห้องเช่านี้มาก ทั้งนี้เพราะมันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอสามารถจะปิดประตูใส่กุญแจห้องพักของตัวเองไว้ และเมื่อพอจะมีเวลาว่าง เธอก็ซื้อสีขาวมาฉาบผนัง ซื้อม่านสีขาวมาติด ซื้อผ้าปูสีขาวอีก่นกันมาปิดทับเครื่องเฟอร์นิเจอร์ราคาถูก และซื้อพรมสีขาวมาปูห้องและเธอก็ได้พบว่า ใช่ว่าคนทุกคนในแคลิฟอร์เนียจะสวยไปเสียหมด บางครั้งพวกผู้ชายก็จะเข้ามาพูดกับเธอหรือไม่ก็เดินตามขณะที่เธอลงรถประจำทางที่ป้ายและเดินต่อเพื่อกลับบ้าน หลังจากงานเลิกหรือกลับจากโรงเรียนก็ตาม ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน คริสตี้ก็เรียนรู้ที่จะเดินด้วยท่าทางของคนที่มีเป้าหมาย และถ้าเป็นไปได้แล้วเธอจะพยายามเดินร่วมไปในกลุ่มคน เธอเรียนรู้ที่จะไม่เล่นหูเล่นตากับใครและควรจะเดินเคียงคู่ไปกับความคิดที่มีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเท่านั้นที่สเปนเซอร์นั้นแทบไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเธอเลย แต่ก็มีอยู่บ้าง 2-3 คนที่ชวนเธอออกไปรับประทานอาหารค่ำหรือไม่ก็ไปดูหนัง ซึ่งคริสตี้พยายามที่จะทำให้ผู้ชายพวกนี้ได้เข้าใจในความสำคัญประการหนึ่งว่า เธอไม่สนใจที่จะไปหลับนอนกับพวกเขา เพียงแต่เธอต้องการที่จะเพื่อนบ้างเท่านั้นแต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจในปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมา พวกผู้ชายดูเหมือนจะคิดไปในทำนองว่า เธอกำลังเล่นเกมอะไรบางอย่างอยู่คล้ายกับเป็นการเล่นตัวอะไรทำนองนั้น และกลับเห็นเป็นว่าเธอดูถูกเขา ดังนั้นปฏิกิริยาที่เธอได้รับจึงมีอยู่สองอย่าง คือเขาอาจจะไม่ชวนเธอออกไปไหนอีก หลังจากที่ออกเดตกันเป็นครั้งแรกแล้ว กับอีกวิธีหนึ่งคือเขาจะพยายามสร้างความรู้สึกกดดันทางเพศให้เกิดขึ้น คือพยายามที่จะย้ำว่า ถ้าเธอไม่ยอมไปหลับนอนกับเขาก็หมายความว่า มันจะต้องมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับเธออย่างแน่นอนที่สุดภายหลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสมาเป็นเวลาหนึ่งปี คริสตี้ก็สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเวลาพิเศษด้วยความที่ต้องการจะฉลองในความสำเร็จครั้งนี้ เธอยอมให้เพื่อนชายซึ่งร่วมชั้นเรียนเดียวกันไปที่ห้องพักของเธอได้ เขาอายุมากกว่าคริสตี้หนึ่งปี เป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีมากคนหนึ่ง เรือนผมสีทอง ใบหน้ามีกระขึ้นอยู่ประปราย ท่าทางเป็นคนใจดีและค่อนข้างจะขี้อายอยู่ ขณะที่ลูบไล้เรือนผมสีบลอนด์ของเธออยู่นั้น เขาก็ขมอยู่ตลอดเวลาว่าเธอเป็นคนสวยเธอยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ นั่งแนบชิดอยู่กับเขาบนเก้าอี้ที่หุ้มไว้ด้วยผ้าสีขาว และแล้วเขาก็โน้มร่างเข้ามาใกล้จนลมหายใจระรวยอยู่กับใบหน้า จากนั้นเขาก็สอดมือเข้าไปใต้คอเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว ลูบไล้ทรวงอกของเธออยู่ ซึ่งพอมาถึงตอนนี้คริสตี้ก็นั่งตัวแข็งไปทันที“ทำใจให้สบายสิ” เขาบอก “รับรองว่าผมจะไม่ทำให้คุณเจ็บหรอก”เธอใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่ร่างกายก็ยังคงแข็งขืนอยู่นั่นเอง เด็กหนุ่มคนนั้นใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้เธอคลายใจลง เจ้าก้อนสีเทามันเริ่มก่อตัวขึ้นภายในและกำลังเบ่งตัวของมันขึ้นทุกที ๆ จนแทบจะท้นออกมาทางปาก มือทั้งสองข้างกำแน่น เธอพยายามสะกดกลั้นความคลื่นเหียนไว้ ขดตัวเป็นลูกบอลล์เพื่อต่อต้านกับความเจ็บปวดที่กำลังบังเกิดอย่างไม่อาจควบคุมได้เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นเห็นท่าทางของเธอที่แปลกไป เขาก็ผลุดลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าเธออยู่“นี่คุณเป็นอะไรไป ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ” เขาถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้นเธอมองหน้าเขาอย่างจะขอความเห็นใจ และแล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอาการแข็งตัวของอวัยวะของเขา และดวงตาก็เบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจกลัวเนื้อตัวสั่นสะท้าน ด้วยความโกรธที่ผิดหวังเด็กหนุ่มลุกขึ้นจัดการกับเสื้อผ้า เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากห้องนั้นไป ทิ้งเธอไว้แต่เพียงเดียวดายคริสตี้ยอมรับกับตัวเองในตอนนั้นเองว่า เธอไม่เหมือนกับผู้หญิงคนไหนทั้งสิ้น มันมีความผิดปกติที่เกิดอยู่อย่างมากมาย เธอคือสินค้าที่ชำรุดเสียหายแล้วเมื่อยอมรับในความจริงข้อนี้ คริสตี้ขดตัวเองแน่นขึ้นกว่าเดิม และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เธอก็ปฏิเสธไม่ยอมรับฟังลำนำแห่งความรักจากผู้ชายคนไหน ๆ ทั้งสิ้น การที่อยู่เพียงผู้เดียวตามลำพัง ยังดีกว่าจะต้องเสียใจด้วยถูกดูหมิ่นในความเป็นผู้หญิงที่ไร้ค่าของตนเอง เพราะมันเลวร้ายกว่าการที่จะอยู่คนเดียวด้วยความว้าเหว่มากนักแต่กระนั้น เธอก็ไม่เคยล้มเลิกความฝันที่จะมีชีวิตอันสมบูรณ์แบบให้ได้ คริสตี้ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่าผู้ชายคนที่เธอจะแต่งงานด้วยนั้น จะต้องเป็นใครคนหนึ่งที่มองเลยความชำรุดเสียหายที่มันได้เกิดขึ้นกับชีวิตเธอมาแล้ว เขาจะต้องปรารถนาที่จะให้เธอเป็นภรรยาของเขาตลอดไป
ในตอนบ่ายของวันศุกร์แห่งฤดูร้อนวันหนึ่ง แอดเดรียน อาร์มิเทจ เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าสเปนเซอร์ ระหว่างการหยุดพักการแสดงแฟชั่นฤดูใบไม้ร่วงของเธอ วันนั้นเป็นวันที่แอดเดรียนอารมณ์ไม่ดีอย่างที่สุด เมื่อคืนก่อนเธอเป็นปากเสียงกับฟิลลิป ผู้ชายคนที่เธอตั้งใจว่าจะแต่งงานด้วย ทั้งนี้เพราะเธอลืมไปสนิทว่า มิสเอมม่าได้เชิญให้เธอไปร่วมดื่มน้ำชาด้วยแต่ถ้าจะพูดตามความจริงแล้ว จะเรียกว่าลืมก็เห็นจะไม่ถูกเสียทีเดียว น่าจะเรียกว่าเป็นความเบื่อหน่ายมากกว่าในตอนบ่ายวันนั้น เธอใช้เวลาอยู่ที่สถานบริหารร่างกายของเธอเอง สำราญกายอยู่ด้วยการอบไอน้ำ จากนั้นก็ออกมารับการนวดด้วยฝีมืออันวิเศษสุดของหนุ่มน้อยหน้ามนที่จ้างไว้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานบริการด้วยความพึงใจกับบริการที่สร้างความเกษมสำราญมาใหม่ ๆ แอดเดรียนจึงเผลอหลับไป แล้วก็เลยพลาดงานเลี้ยงน้ำชาของมิสเอ็มม่า ฟิลลิปได้ต่อว่าต่อขานหาว่าเธอเป็นคนเห็นแก่ตัว หาแต่ความสำราญใส่ตัว“ตลอดชีวิตคุณไม่เคยมองเห็นความจำเป็นของคนอื่น นอกจากความสำคัญของตัวเองเท่านั้น” เขาบอกกับเธอตรง ๆ“ก็แล้วมีบ้างไหมล่ะ ที่คนอื่นจะไม่ทำกับฉันอย่างคนเห็นแก่ตัวน่ะ” แอดเดรียนเถียงกลับไปอย่างไม่หวั่น แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เธอรู้สึกเจ็บช้ำกับวาจาของฟิลลิปนัก แม้ว่าเธอจะไม่บอกให้ฟิลลิปรู้ก็ตามคริสตี้ ไม่สามารถจะถอนสายตาจากผู้หญิงสาวร่างผอมเพรียว หน้าตาท่าทางสะสวยอย่างประหลาด ซึ่งเดินเข้ามาในห้างอย่างคนที่มีความภาคภูมิและมั่นใจในตัวเองอย่างมาก ยามที่เธอเอ่ยปากพูดคริสตี้ก็ชื่นชมกับน้ำเสียงที่ทอดเนิบของเธอยิ่งนัก“ผ้าโพกผมที่มันสามารถจะใช้ผูกพันได้ตั้งหลายแบบ” เธอพูดเสียงเบาราวจะปรารภกับตัวเอง นิ้วมือเรียวงามพลิกผ้าในกองอยู่ เลือกผ้าไหมผืนสี่เหลี่ยมเฉดน้ำเงินสดใสขึ้นมาได้ผืนหนึ่ง และแล้วด้วยการพลิกพลิ้วของปลายนิ้วมือ เธอก็ทำให้ผ้าโพกผมผืนนั้นกลายเป็นรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา และเมื่อความสนใจของเธอคลายลง เธอก็เอามันกลับมาวางลงบนเคาน์เตอร์เช่นเดิม“คุณทำอย่างนั้นได้ยังไงคะ” คริสตี้รู้สึกมหัศจรรย์ใจ ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้นคงจะปรากฏออกมาทางน้ำเสียง เพราะแอดเดรียนเลิกคิ้วมองหน้าเธออย่างขบขัน สายตาของเธอจับจ้องมองหน้าเด็กสาวอย่างพิจารณา ไม่เลวเลยถ้าจะไม่สนใจดูที่จมูก โครงสร้างของรูปหน้าไม่มีตำหนิเลยแม้แต่น้อย ผิวพรรณก็เนียนละเอียดไร้ตำหนิ เหมือนกระเบื้องเนื้อดีที่มีแสงฉายส่องออกมาจากข้างในไม่มีผิด ฝ่ามือก็สวยได้รูปแอดเดรียนอ้อยอิ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์นั่นอีกครู่ใหญ่ มองดูเด็กสาวบริการลูกค้าคนอื่น ๆ เดินไปเดินกลับระหว่างเคาน์เตอร์กับโต๊ะแคชเชียร์ ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกติดใจในตัวสาวคนนี้นัก แต่เมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ ก็รู้ว่าถึงเวลาที่เธอควรจะต้องไปแล้ว แต่เธอก็ยังรีรออยู่ขณะที่เธอมองดูคริสตี้พับผ้าโพกผมให้เข้าที่และจัดเก็ยเข้ากองให้เรียบร้อยอยู่นั้น แอดเดรียนก็เอื้อมไปตบหลังมือคริสตี้เบา ๆ และเอ่ยชมขึ้นว่า“เธอมีมือที่สวยมาก...ควรจะดูแลมันให้ดีนะ” เธอพูดก่อนที่จะเดินออกจากตรงนั้นไป