[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 78 โยนความผิดทุกอย่างไปที่ดวงจิตแห่งมารจนหมดสิ้น มันก็นับเป็นร่างกายของเขา

    ตอนที่ 78 โยนความผิดทุกอย่างไปที่ดวงจิตแห่งมารจนหมดสิ้น  มันก็นับเป็นร่างกายของเขา

            เมื่อเรื่องตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตถูกตัดสิน เหล่าสมาชิกในตระกูลจำนวนมากบนยอดเขาต่างพากันทยอยกลับลงไป ตั้งแต่วันนี้ คำสั่งมากมายจะถูกส่งออกไปยังที่ต่างๆ

            ตระกูลกู้มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์นับมิถ้วน ผู้ที่สามารถขึ้นมายังยอดเขาได้ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญที่มีอำนาจในแต่ละสาย และเบื้องหลังพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นขุมพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว

            การที่กู้ฉางเกอกลายเป็นผู้นำตระกูลในอนาคต ย่อมต้องมีการประกาศต่อโลกกว้าง ให้ทุกกลุ่มอำนาจที่สังกัดใต้อาณัติของตระกูลกู้ได้รับรู้

            เรื่องใหญ่ที่เทียบได้กับการที่สำนักอมตะนิรันดร์กำหนดตัวผู้สืบทอดเช่นนี้ ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแดนสวรรค์เบื้องบน

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ตำแหน่งนายน้อยของเขาในตอนนี้ย่อมสมเหตุสมผล

            “ขอแสดงความยินดีกับนายน้อย!”

            “นายน้อยจะนำพาตระกูลกู้สู่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”

            เหล่าสมาชิกในตระกูลจำนวนมากต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดี

            มิว่าอย่างไร การที่กู้ฉางเกอจะได้เป็นผู้นำตระกูลในอนาคตย่อมเป็นเรื่องที่มิมีข้อกังขา

            โดยเฉพาะพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาได้แสดงออกมาในวันนี้นั้น ทำให้ทุกคนในตระกูลต่างรู้สึกตื่นตะลึง

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังมิต้องพูดถึงในด้านอื่นๆ เพียงแค่พูดถึงพรสวรรค์และความแข็งแกร่งแล้วนั้น ก็มิมีผู้ใดจะสามารถเทียบเคียงกับเขาได้

            ตำแหน่งนายน้อยนี้ สมควรเป็นของเขาโดยแท้จริง

            กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย

            ทุกสิ่งอยู่ในแผนการของเขา เพียงแต่ท่าทีของเหล่าผู้อาวุโสนั้นกลับทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจอยู่เล็กน้อย

            ที่ตระกูลกู้สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้อย่างยาวนานอย่างมิเสื่อมคลายนั้น ก็ย่อมล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของมันเอง

            แม้ภายในจะมีความขัดแย้งและกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่บรรยากาศโดยรวมยังคงเป็นมิตรและสามัคคี

            มิเหมือนกับตระกูลในนิยายออนไลน์ที่เขาได้อ่านผ่านตามาในชาติก่อน ที่ล้วนเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แม้เพียงเพื่อโอกาสอันเล็กน้อยก็พร้อมจะเข่นฆ่ากันจนตายตกไปข้างหนึ่ง

            เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลกู้ล้วนคำนึงถึงผลประโยชน์ของตระกูลโดยรวม แม้จะถูกเขาในฐานะผู้น้อยเหยียบหน้าอย่างมิไว้หน้า ก็เพียงแค่แสดงสีหน้ามืดครึ้มคล้ายถ่านด่ำ แต่กลับมิได้เอ่ยอันใดให้เสียหายแก่เขา

            สิ่งนี้ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกประหลาดใจมิน้อย

            แต่เมื่อคิดดูแล้ว ก็นับว่าควรเป็นเช่นนั้น

            หากตระกูลหนึ่งเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจากทั้งบนและล่าง แล้วจะยืนหยัดอยู่ต่อไปได้นานถึงเพียงนี้หรือ

            ในเมื่ออนาคตของตระกูลอยู่ในมือเขา เขาก็ย่อมต้องทำให้มันเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

            และแน่นอนว่า ตอนนี้เขายังเป็นเพียงนายน้อยเท่านั้น

            อำนาจการปกครองของตระกูลทั้งหมดก็ยังอยู่ในมือของบิดาเขา

            “ฉางเกอ เจ้ามากับข้าเสียหน่อย”

            หลังจากที่ผู้คนบนยอดเขาต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว กู้หลินเทียนก็มองกู้ฉางเกอด้วยสีหน้าอ่อนโยน ก่อนจะเหยียบแสงสายรุ้งเบื้องล่างซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นถนนสายยาวทอดตรงสู่พระราชวังที่เขาใช้ฝึกบำเพ็ญตน

            “ขอรับ ท่านพ่อ”

            กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อยก่อนติดตามไป

            เขารู้ดีว่าบิดาของเขาย่อมมีคำถามมากมายที่อยากเอ่ยถาม ทว่ากู้ฉางเกอก็ได้เตรียมคำตอบและแผนการไว้พร้อมแล้ว

            มินานนัก ทั้งสองก็ได้ยืนประจันหน้ากันภายในพระราชวัง

            “ฉางเกอ การตัดสินใจของเจ้าในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้วใช่หรือไม่” กู้หลินเทียนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            การที่ตำแหน่งนายน้อยได้ถูกกำหนดลง ก็ทำให้เขารู้สึกเบาใจนัก

            เขาเข้าใจอุปนิสัยของกู้ฉางเกอดี หากมิเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตนแล้ว เขาก็คงจะมิสนใจที่จะไล่ตามตำแหน่งนี้

            ดังนั้นเขาจึงสงสัยว่าเกิดปัญหาอันใดขึ้น จนทำให้กู้ฉางเกอต้องตัดสินใจเช่นนี้

            กู้ฉางเกอพยักหน้ารับ “ข้าได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ตำแหน่งนายน้อยนี้จำเป็นต้องได้มา และจะปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปมิได้”

            “อีกทั้งหากท่านพ่อหมายถึงเรื่องของสายที่สิบสามที่ถูกเนรเทศไป ข้าคิดว่าท่านพ่อก็คงจะเข้าใจเจตนาของข้าอยู่แล้ว”

            “เรื่องเมื่อปีก่อนที่เกี่ยวข้องกับข้า ได้ทิ้งบาดแผลในใจไว้ให้ใครหลายคนในตระกูล พวกเขาคงมิง่ายที่จะยอมรับให้ข้าเป็นนายน้อยได้”

            “วันนี้ข้าจึงฉวยโอกาสใช้เหตุการณ์นี้ไว้หน้าให้กับผู้อาวุโสในตระกูล เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างสายต่างๆ และข้าก็ได้รับตำแหน่งนายน้อยนี้มาครอบครองได้อย่างสมเหตุสมผล”

            “นอกจากนี้ ท่านพ่อเองก็คงรู้สึกผิดกับสายตระกูลที่สิบสามมานานแล้วใช่หรือไม่ การที่ข้านำพวกเขากลับมา ก็เพื่อชดเชยในส่วนนี้เช่นกัน”

            กู้ฉางเกอกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

            แน่นอนว่าเขามิได้กล่าวถึงแผนการใช้สายที่สิบสามเป็นเครื่องมือกดดันกู้เซียนเอ๋อร์ เพราะเรื่องนี้เขาเก็บไว้ในใจคนเดียวก็พอแล้ว

            เขานั้นนับว่ามีจุดประสงค์ส่วนตัว

            แต่เมื่อมองในภาพรวมแล้ว เขาก็คิดถึงผลประโยชน์ของตระกูลกู้เป็นสำคัญเช่นกัน

            เมื่อได้ยินคำกล่าวของกู้ฉางเกอ กู้หลินเทียนก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะแย้มยิ้มเล็กน้อยและกล่าวขึ้นว่า

            “ฉางเกอ เจ้าคิดได้เช่นนี้นับว่ามิเลวเลย ข้ารู้สึกผิดกับหลินเซวียนน้องชายของข้านัก…”

            “แต่ความแค้นนี้เจ้ามิจำเป็นจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว สายที่สิบสามของพวกเขาย่อมมิอาจยอมรามือได้โดยง่าย ในตอนนั้นผู้ที่ลงมือก็นับว่าเป็นข้า หากพวกเขาหลุดพ้นจากพื้นที่กักขังและหวนกลับมา อย่างมากที่สุดข้าก็ยอมเสียหน้า แต่จะมิยอมให้พวกเขาทำร้ายเจ้าได้แม้เพียงน้อย”

            ผู้ที่เขาเอ่ยถึงอย่างกู้หลินเซวียน ก็คือบิดาแท้ๆ ของกู้เซียนเอ๋อร์ ในอดีตทั้งสองแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่สุดท้ายกู้หลินเทียนก็กลับเอาชนะเขาได้เพียงเล็กน้อย

            เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ กู้ฉางเกอก็อดรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมามิได้ บิดาของเขามีความห่วงใยต่อตัวเขาอย่างแท้จริง

            จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะขึ้นและกล่าวว่า

            “ท่านพ่อมิจำเป็นต้องกล่าวอันใดอีกต่อไป เรื่องนี้ล้วนเกิดจากข้า ข้าก็จะรับผิดชอบความผิดนี้แต่เพียงผู้เดียว มิจำเป็นจะต้องให้ผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนั้นข้าเองก็เป็นคนเกลี้ยกล่อมท่านพ่อ ที่ท่านลงมือทำเช่นนั้นไปก็เพียงเพื่อข้า...”

            เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ กู้หลินเทียนก็ตกอยู่ในความเงียบ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย

            ถ้อยคำเหล่านี้ที่ออกมาจากปากของกู้ฉางเกอ ผู้ที่มักเย็นชาปราศจากความรู้สึก ทำให้เขารู้สึกซับซ้อนอย่างบอกมิถูก

            หากในอดีตมิมีเรื่องของดวงจิตแห่งมาร เรื่องราวในวันนี้คงจะดีเพียงใด

            “ฉางเกอ เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยเช่นนี้ เจ้าคิดเช่นนี้จริงๆ หรือ”

            กู้หลินเทียนกล่าวด้วยสีหน้าที่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ก่อนจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยดวงตาที่เผยให้เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึง ราวกับจักรวาลที่กำลังจะพังทลาย

            ในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ระดับแนวหน้าแห่งแดนสวรรค์ ผู้มีพลังอำนาจอันล้ำลึกและยากจะหยั่งถึง

            เมื่อเขาแสดงท่าทีจริงจังขึ้นมา ความกดดันนี้ราวกับจะบดขยี้จักรวาลทั้งมวลให้สูญสิ้น

            “เหตุใดท่านพ่อจึงสงสัยในคำพูดของข้ากัน”

            กู้ฉางเกอพยักหน้า ก่อนเผยสีหน้าเรียบเฉยมิปิดบัง

            พฤติกรรมในตอนนี้ของกู้ฉางเกอ เมื่อเปรียบเทียบกับอุปนิสัยในอดีตของเขาแล้ว แม้ว่าต่อหน้าคนนอกจะดูมิแตกต่างกันมากนัก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าญาติสนิท ก็กลับเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

            หากคำพูดเหล่านี้พูดออกมาเสียตั้งแต่แรกก็คงจะดีกว่า

            ขณะนั้นเอง เขาก็เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ ว่า “ท่านพ่อรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามารหรือไม่”

            ครืน!

            ทันทีที่คำพูดนี้จบลง ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เร้นลับเย็นเยือก ปราศจากสิ้นซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ราวกับเป็นมารที่เหยียดหยามสรรพสิ่งทั้งปวง

            “เจ้ามีจิตมารที่หนักหน่วงยิ่งนัก...ดวงจิตแห่งมารนี้…”

            กู้หลินเทียนทอดถอนหายใจ ก่อนจะรีบลงมือกักขังพลังฟ้าดินโดยรอบเกาะพระราชวัง เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดได้รับรู้ถึงพลังอันน่าครั่นคร้ามนี้

            เขาเข้าใจความหมายของกู้ฉางเกอในทันที

            “ด้วยพลังฝึกบำเพ็ญเพียรของข้าที่เพิ่มมากขึ้น บัดนี้ข้าสามารถควบคุมจิตมารนี้ได้บ้างแล้ว…” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

            แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เขาเพียงพูดไปอย่างนั้น เพราะแท้จริงแล้วเขาสามารถควบคุมจิตมารได้อย่างสมบูรณ์ตั้งนานแล้ว

            ด้วยครอบครองไว้ซึ่งดวงจิตแห่งมารอยู่ในกาย เขาจึงโยนความผิดทุกอย่างไปที่มันให้หมดสิ้น

            “ก่อนหน้านี้จิตแห่งมารเป็นผู้ควบคุมเจ้าหรือ” กู้หลินเทียนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปนความรู้สึกเสียใจ

            เขาคิดว่ากู้ฉางเกอคงจะรู้สึกผิดและโทษตนเองอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น

            แต่ดวงจิตแห่งมารนั้นช่างลึกลับเกินกว่าจะหาวิธีแก้ไขใดได้ แม้แต่เขาเองก็มิอาจลงมือทำลายมัน

            การที่กู้ฉางเกอสามารถควบคุมดวงจิตแห่งมารได้ในที่สุด ก็แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามควบคุมตนเองตลอดมา

            เมื่อดวงจิตแห่งมารควบคุมเขา การที่นิสัยเขาจะเปลี่ยนเป็นเช่นนั้นจึงมินับว่าน่าแปลกประหลาด

            “ท่านพ่อโปรดวางใจ ตอนนี้ข้ามิได้รับอิทธิพลจากจิตมารอีกต่อไปแล้ว ทว่ากลับกัน มันกลับช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณและจิตใจของข้าให้แข็งแกร่งขึ้นมาก...”

            กู้ฉางเกอกล่าวต่อ พลางโยนความผิดทุกอย่างในอดีตให้กับดวงจิตแห่งมาร

            “เจ้าลำบากมามากเหลือเกินในช่วงหลายปีนี้” กู้หลินเทียนถอนหายใจพร้อมยิ้มด้วยความโล่งอก

            ปมในใจเรื่องนี้ได้ถูกปลดออกไปในที่สุด

            จากนั้นกู้ฉางเกอก็กล่าวลาบิดาก่อนเดินจากไป

            ระหว่างทาง

            กู้ฉางเกอดูเหมือนจะมีความคิดบางอย่างขึ้นในใจ

            เมื่อครู่ที่คิดไตร่ตรอง เขาก็อดสงสัยขึ้นมามิได้ว่า หรือว่าแท้จริงแล้วเขาได้ข้ามมิติมายังโลกใบนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

            แต่เพราะมีดวงจิตแห่งมารที่อยู่ในร่าง จึงทำให้จิตใจของเขาถูกครอบงำด้วยดวงจิตแห่งมารตั้งแต่กำเนิด

            จนกระทั่งมินานมานี้ที่ระบบตื่นขึ้น ความทรงจำในอดีตชาติของเขาจึงได้กลับฟื้นขึ้นมา

            “ระบบ เจ้าข้ามมิติมาพร้อมกับข้าใช่หรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นในใจ

            “ใช่แล้ว นายท่านผู้ครอบครองระบบ”

            “แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้นานเพียงใดแล้ว”

            “ยี่สิบเอ็ดปี”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้ฉางเกอก็พลันเข้าใจทุกสิ่ง

            เป็นเช่นนี้เอง

            “แล้วเหตุใดเจ้าจึงมิตื่นขึ้นมาให้เร็วกว่านี้ แล้วเหตุใดจึงไม่ช่วยฟื้นความทรงจำในชาติที่แล้วให้ข้าในเวลาก่อนหน้านี้ เรื่องราวต่างๆ จะได้มิวุ่นวายดังเช่นในตอนนี้” กู้ฉางเกอเอ่ยถามต่อ

            “ขออภัยนายท่านผู้ครอบครองระบบ ในระหว่างการข้ามมิติมานี้ พลังงานของระบบได้หมดลง ข้าจึงจำเป็นต้องสะสมพลังงานอยู่ถึงยี่สิบเอ็ดปี” ระบบตอบ

            “ระบบที่ตื่นขึ้น จะปรับเปลี่ยนการใช้งานไปตามสถานการณ์ของนายท่านผู้ครอบครองระบบในขณะนั้น ดังนั้นขอให้นายท่านอย่าได้กังวลไปกับการที่ตนเองเปลี่ยนเป็นตัวร้ายไปเลย”

            “หากนายท่านผู้ครอบครองระบบอยู่ในสถานะคนไร้ค่า ระบบก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบในรูปแบบเพื่อล้างแค้นพลิกชะตาให้กับนายท่านเอง”

            “และเมื่อระบบตื่นขึ้น ปัญหาดวงจิตแห่งมารที่คอยคุกคามท่านก็จะถูกจัดการแก้ไขไปด้วยแล้ว นายท่านมิจำเป็นจะต้องกังวลสิ่งใดอีกต่อไป”

            “มินึกเลยว่าจะมีระบบที่เอาใจใส่ถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นผลิตผลของการข้ามมิติมา…” กู้ฉางเกออดที่จะชมเชยออกมามิได้

            เมื่อเข้าใจถึงที่มาที่ไปของตนเอง

            เขาก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น

            ปัญหาดวงจิตแห่งมารที่เคยรบกวนเขาก็ได้ถูกแก้ไขแล้ว

            แม้ความทรงจำในช่วงที่ดวงจิตแห่งมารควบคุมตัวเขานั้นจะยังอยู่ แต่เมื่อระบบตื่นขึ้น ปัญหานั้นก็ได้จบลง

            ดังนั้นมันจึงมิกระทบต่อความทรงจำในชาติที่แล้วของเขา

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ความทรงจำในช่วงที่ถูกดวงจิตแห่งมารครอบงำร่างนั้น ราวกับเป็นเพียงการได้รับชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

            ทั้งเย็นชา ไร้หัวใจ และโหดเหี้ยม

            แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาเคยกระทำไว้นั้น ก็ยังต้องแบกรับความรับผิดชอบไว้อยู่ดี

            เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็นับเป็นร่างกายของเขาที่ได้กระทำสิ่งเหล่านั้นลงไป

            …

            เมื่อกลับมาถึงพระราชวังของตนเอง

            กู้ฉางเกอก็เปิดหน้าต่างคุณสมบัติของตนเองขึ้นตามความเคยชิน

            ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ

            รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า

            อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์

            สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง

            สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร  

            ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นต้น

            เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 30 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…

            ค่าชะตาสวรรค์: 1,000

            ค่าวาสนา: 1,000 (ระดับสีดำ)

            ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว

            คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3 

            หน้าต่างคุณสมบัติโดยรวมนับว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

            ส่วนของพลังวิเศษและเคล็ดวิชานั้นได้ปรากฏนามของวิชาเซียนไร้สิ้นสุดเพิ่มขึ้นเข้ามา ขณะที่สถานะของเขานั้นก็ได้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาได้กลายเป็นนายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงแล้ว

            “ในส่วนของเมล็ดพันธุ์โลกนี้ แม้จะรวมกันได้สำเร็จ ทว่าด้วยพลังของข้าในตอนนี้ก็นับว่ายังมิสามารถจะใช้มันได้อย่างเต็มศักยภาพ ค่อยเก็บไว้ใช้ในอนาคตจะดีกว่า”

            กู้ฉางเกอวางเรื่องนี้ไว้ก่อน

            จากนั้น เขาก็หยิบหยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณระดับเทพออกมา

            “เยี่ยนจี…”

            ภายในหยกนั้น หญิงสาวในอาภรณ์กระโปรงสีแดงเพลิงกำลังนั่งสมาธิบ่มเพาะพลังวิญญาณอยู่ ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของกู้ฉางเกอ นางก็แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มควันสีแดงเข้มพุ่งออกมา

            “คุณชาย…” เสียงของนางเยือกเย็น ทว่าไพเราะจับใจ ดวงตาเผยความฉงนสงสัยใคร่รู้

            พระราชวังแห่งนี้ช่างดูแปลกตานัก แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว สะท้อนถึงรากฐานอันยิ่งใหญ่และลึกล้ำ

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางอยู่แต่ภายในหยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ

            เนื่องจากพลังของหยกหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณปิดกั้นการรับรู้จากโลกภายนอก นางจึงมิอาจทราบได้ว่ากู้ฉางเกอได้กลับมายังแดนสวรรค์แล้ว

            กู้ฉางเกอยิ้มบางๆ มองดูนาง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

            “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากให้ท่านไปช่วยจัดการให้”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน