คนทั้งห้าเดินทางมาจนถึงตีนเขากั๋วซาน เพื่อให้ไปต่อได้จึงต้องปลดรถม้าออกเนื่องจากทางข้างหน้านั้นค่อนข้างแคบและชัน
“นี่อาจารย์ของท่านคงต้องรักสันโดษมากเลยสินะ ถึงได้อยู่บนเขาที่เข้าได้ถึงลำบากเช่นนี้” ม่านตงกล่าวถามขณะแก้คลายเชือกรถม้า
“อาจารย์ท่านรักสงบมากคนมากความ” ซื่อหยวนกล่าวตอบเชิงเหน็บแนมที่มีคนติดตามไปด้วยมากมายเช่นนี้
“มาเถอะ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวพร้อมจับมือหลิว ฉางอี้เดินมาเพื่อขึ้นม้า
นางได้ขึ้นก่อนแล้วจึงได้ยืนมือมาให้หลิว ฉางอี้เพื่อชาวยเขาขึ้นม้าไป๋หยินได้เดินมาเพื่อช่วยพยุงเขาขึ้นอีกแรง เมื่อขึ้นมาได้แล้วมู่เฉิน อันเฉียนจึงได้จับมือเขาโอบที่เอวของตน หลิว ฉางอี้สะดุ้งจึงจะดึงมือออกหากแต่นางได้รั้งไว้แล่วกล่าว
“ทางข้างหน้าค่อนข้างชัน ข้าไม่อยากให้คนสนิทท่านต่อว่าหากท่านตกจากหลังม้า”
หลิว ฉางอี้ได้ยินเช่นนั้นจึงได้โอบนางไว้แน่นหากแต่ไม่ได้ใกล้ชิดจนเกินควร ซื่อหยวนและม่านตงเห็นเช่นนั้นจึงได้ยิ้มออกมาที่เห็นคนทั้งคู่ดูเข้ากันได้ดี
ระหว่างทางขึ้นเขานั้นหลิว ฉางอี้ต้องโอบมู่เฉิน อันเฉียนอยู่ตลอดจึงทำให้เขาได้กลิ่นกายของนาง เขานั้นสงสัยจึงได้ถามออกไป
“กลิ่นกายท่านหอมดี ท่านใช้อะไรหรือ”
“ข้าไม่ใช้เครื่องหอม” นางเอ่ยตอบโดยไม่เก้อเขิน
“ท่านเป็หญิงแต่กลับไม่เก้อเขินแม้แต่น้อย” หลิว ฉางอี้กล่าวพรางยิ้มออกมา
“คงเพราะข้าเคยชินกับการใช้ชีวิตห้อมล้อมไปด้วยบุรุษ” นางตอบเขาออกไปตรงๆ
ซื่อหยวนได้ยิ้มจึงได้หัวเราะออกมาเบาๆ มู่เฉิน อันเฉียนหันไปมองตาขวางใส่ไป
“ก็จริงของท่านแต่กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยน่าแปลกที่กลิ่นหอมขนาดนี้แต่ท่านกลับไม่ได้ใช้สิ่งใด” หลิว ฉางอี้ถามต่อ
มู่เฉิน อันเฉียนนึกขึ้นได้จึงเอ่ยไป
“เมื่อศึกที่หัวเมืองตะวันออก หญิงชาวซ่านเห๋อได้มอบน้ำกุหลาบมาเด็กที่ค่ายมักใช้อบผ้าให้ข้าคงเป็กลิ่นนั้นกระมัง”
“ท่านชอบกุหลาบหรือ” เขาถามอย่างสงสัย
“ข้าไม่ใส่ใจหรอก” นางตอบอย่างขอไปที
หลิว ฉางอี้รู้สึกแปลกใจที่นางช่างไม่ใส่ใจอะไรเลยจริงๆ ทั้งที่อายุก็ถือได้ว่าเป็สตรีที่พร้อมออกเรือน แต่ก็ถูกใจเขาไม่น้อยที่นางนั้นไม่วางท่าและตรงไปตรงมา
หลังจากเดินทางสักพักก็มาถึงที่พักอาจารย์ ตั้งอยู่บนเขาสูงมีเรือนไม้ไผ่หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่ด้านข้างฝั่งริมผามีต้นไม้ใหญ่ยืนต้น ดอกสีขาวเล็กๆ ร่วงหล่นอยู่บนพื้นอีกฝั่งของเรือนมีสมุนไพรและผักสวนครัวต้นเล็ก ต้นน้อยปลูกไว้อย่างเพียงพอ ท่านผู้เฒ่าอายุราวหกสิบปีเศษเดินออกมาผมยาวขาวปล่อยพลิ้วไม่รวบมัด เครายาวสีขาวเช่นเดียวกับเส้นผมแต่งตัวเรียบง่าย
“พาคนมามากมายไม่กลัวโดนข้าลงโทษหรือ” ท่านผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน หน้าตาไม่รับแขก
มู่เฉิน อันเฉียนเพียงยิ้มออกมาอย่างกวนโทสะก่อนกล่าวอย่างไม่กลัวต่อสิ่งที่ท่านผู้เฒ่ากล่าว
“ท่านกล่าวเช่นนี้ตลอด เคยเห็นข้ากลัวหรือไม่ท่านอาจารย์”
กล่าวเสร็จมู่เฉิน อันเฉียนผู้เงียบขรึมวิ่งไปกอดผู้เป็อาจารย์ดั่งเช่นเด็กน้อยคนหนึ่ง ท่านผู้เฒ่ามองนางอย่างใจดีก่อนยกมือขึ้นลูปศีรษะด้วยความเอ็นดู
“อาจารย์ข้าคิดถึงท่านมากรู้หรือไม่ วันเกิดข้าท่านก็ไม่ลงเขาพบข้าเลยข้ารอท่านอยู่เสียทั้งคืน” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างออดอ้อน
“ข้าชราเพียงนี้ยังจะให้ข้าลงเขาอีกหรือ” ท่านผู้เฒ่ากล่าวออกมาอย่างเหน็บแนม
“เช่นนั้นก็ไปอยู่จวนข้าดีหรือไม่ จะจัดหาสาวใช้หน้าตาดีสักสองสามคนคอยปฏิบัติ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอ้อนหยอกล้ออาจารย์
ท่านผู้เฒ่าเห็นนางเช่นนั้นจึงได้ใช้พัดในมือตีที่หัวนางเบาๆ ไปหนึ่งที ก่อนมองไปยังผู้มาเยือนแปลกหน้าทั้งสามแล้วกล่าวขึ้น
“ท่านทั้งสามนี้ผู้ใดกัน”
ทั้งสามคนได้ยินท่านผู้เฒ่าหันมากล่าวเช่นนั้นจึงได้รีบทำท่าคารวะ แล้วหลิว ฉางอี้จึงเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
“ผู้น้อยหลิว ฉางอี้เป็คู่หมั้นของอันเฉียนขอรับ สองท่านนี้คือคนสนิทของผู้น้อยไป๋หยินและม่านตง”
“อันเฉียนเ้ายอมรับสมรสพระราชทานนั้นจนได้สินะ เ้าเฒ่าเ้าเล่ห์นั้นใช้วิธีใดให้เ้ายอมรับ” ท่านผู้เฒ่าหันไปมองหน้ามู่เฉิน อันเฉียนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ตราเคลื่อนทัพกวางขาว” มู่เฉิน อันเฉียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจ
ท่านผู้เฒ่าเห็นนางเช่นนั้นเพียงพยักหน้าเบาๆ ก่อนหันไปเชิญทุกคนนั่งที่โต๊ะไม้ไผ่ที่ทำเอง แล้วตนนั้นได้พามู่เฉิน อันเฉียนไปจัดเตรียมชาที่ด้านหลังเรือน
“ท่านผู้เฒ่าฝีมือดีจริงๆ ” ไป๋หยินนั่งลงจับลูปเนื้อไม้
“จริงสิท่านผู้เฒ่ามีนามว่าอย่างไรหรือ” ม่านตงเอ่ยถาม
“อาจารย์ไร้ชื่อไร้นาม ผู้คนทั่วไปเรียกท่านผู้เฒ่าไป๋” ซื่อหยวนกล่าวตอบ
“ไร้ชื่อไร้นาม ท่านผู้เฒ่ามีสิ่งใดให้ปกปิดงั้นหรือ” ไป๋หยินถามอย่างสงสัยลืมซึ่งมารยาท
ซื่อหยวนยิ้มออกมาอย่างไม่เต็มใจ แล้วกล่าว
“อาจารย์มีสิ่งใดย่อมไม่ใช่เื่ของท่านห่วงตนดีกว่าไป๋หยิน”
ด้านท่านผู้เฒ่าและมู่เฉิน อันเฉียนที่กำลังจัดเตรียมชา
“เ้าพาเขามาเพื่อให้ข้าทดสอบหรือ” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาต่อศิษย์
“ท่านเห็นว่าเช่นไร” นางเอ่ยถาม
“เพิ่งพบข้าเองก็ตอบไม่ได้ ดวงตาเขาเป็อะไรเ้าเฒ่าให้เ้าแต่งชายตาบอดงั้นหรือ”
“เห็นว่าโดนพิษเมื่อปีที่แล้วข้าว่าจะหาหมอมาดูอยู่” มู่เฉิน อันเฉียนเอ่ยตอบขณะที่กำลังยกชาขึ้น
“เช่นนั้นให้ข้าดูก่อนดีหรือไม่” ท่านผู้เฒ่ากล่าวก่อนยกแก้วชาขึ้นดื่ม
มู่เฉิน อันเฉียนยิ้มออกมาต่อความใจดีของอาจารย์
“เอาที่ท่านเห็นว่าดี”
แล้วทั้งสองได้เดินออกไปยังโต๊ะหน้าเรือน มู่เฉิน อันเฉียนแจกแก้วเทชาแสดงกิริยาดั่งสตรีทำให้ไป๋หยินและม่านตงมีท่าทางแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด
“พวกท่านดูแปลกใจกับท่าทางของนางนะ” ท่านผู้เฒ่ากล่าวถาม
“พวกเราเพียงไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพมีท่าทางเช่นนี้ อาจเพราะเพิ่งรู้จักกันกระมังขอรับ” ม่านตงตอบอย่างมารยาท
“ต่อให้นางเป็แม่ทัพยิ่งใหญ่จากที่ใดอย่างไรเสียก็คือเด็กสาวผู้หนึ่งเท่านั้น พวกท่านมองคนเพียงเปลือกจึงถูกหลอกตาด้วยหน้ากากของนาง” ท่านผู้เฒ่ากล่าวเสร็จยกชาขึ้นดื่ม
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนนั้นถึงกลับนิ่งไปที่เห็นเขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ หลิว ฉางอี้ยิ้มออกมากลับคำพูดของท่านผู้เฒ่าเข้าใจได้ว่าที่นางมีนิสัยเช่นนี้ได้ผู้ใดมา
“โบราณมักกล่าวมองสตรีให้ดูสกุลผู้เลี้ยงดู ได้ยินท่านกล่าวเช่นนี้ทำให้ชัดแจ้งจริงๆ ”
ท่านผู้เฒ่ายิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยิน ก่อนเอ่ยกับหลิว ฉางอี้
“ท่านจะมาเป็สามีของศิษย์ข้าแต่ดูท่าทางอ่อนแอ ใบหน้าไม่ต้องแดดผิวเรียบยิ่งกว่าสตรีเช่นนี้จะทนนางได้หรือ หากวันใดนาง้าให้ท่านช่วยเหลือลำพังตัวท่านเองข้าว่า”
“ท่านผู้เฒ่ากล่าวเช่นนี้ไม่เกินไปหรือ” ไป๋หยินกล่าวสอดขึ้นอ่างไม่พอใจที่มาตำหนิผู้เป็นายของตน
หลิว ฉงอี้เพียงนิ่งมีความคิดในใจแต่ยังไม่ได้กล่าวออกไป
“นางเปรียบดั่งบุตรีหากนางต้องแต่งงานข้าคือญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของนาง ข้าจะตำหนิหรือติท้วงเขาไม่ได้หรือ” ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมา
ซื่อหยวนและมู่เฉิน อันเฉียนเองเพียงมองหน้ากันแล้วนั่งเงียบรู้ว่าที่อาจารย์กล่าวหรือทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล
“ท่านผู้เฒ่ากล่าวได้ถูกต้องเป็ข้าที่อ่อนแอจริงๆ วันข้างหน้าข้าสัญญาว่าต้องปกป้องนางด้วยชีวิตได้แน่” หลิว ฉางอี้ตอบอย่างมั่นใจ
“ดวงตาเ้ามืดบอดจะปกป้องนางเช่นไร” ท่านผู้เฒ่ากล่าวเข้นคำตอบของเขา
“แม้ตาบอดสองมือยังมี สองหูยังได้ยิน สองขายังเดินได้ข้าไม่เชื่อว่ามีสิ่งใดที่ข้าทำไม่ได้” หลิว ฉางอี้ตอบอย่างมั่นใจอีกครั้ง
คำตอบของเขาทำให้ท่านผู้เฒ่าเผยยิ้มอันพอใจออกมาจนได้
“หึ ข้าจะคอยดู” เขากล่าวเพียงสั้นๆ เท่านั้น
“อาจารย์จริงสิพรุ่งนี้ท่านอยากกินอะไร ข้าจะได้เตรียมของไว้แต่เนิ่นๆ ” มู่เฉิน อันเฉียนถามอาจารย์
“เห้อเ้าอยากกินอะไรก็ทำเถอะฝีมือทำอาหารเ้าข้าไม่ได้กินนานแล้ว อะไรก็ดี” ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างเอ็นดูนาง
“งั้นข้าจะไปตระเตรียม ดูผักที่ท่านปลูกแล้วยังขาดอยู่หลายอย่างข้าเข้าป่าค่ำๆ จะกลับมา” นางกล่าวแล้วลุกขึ้นเตรียมเดินเข้าป่า
หลิว ฉางอี้อยากไปด้วยจึงได้เอ่ยถาม
“อันเฉียนข้าไปด้วยได้หรือไม่”
“ข้าว่าท่านอยู่นี่จะดีกว่ามั้งท่านชาย” ซื่อหยวนกล่าว
มู่เฉิน อันเฉียนยังคงจัดหาธนูเตรียมของเข้าป่าไม่ได้เอ่ยตอบ
“แต่ข้าอยากไปเป็เพื่อนนาง ในป่ามีสิ่งใดบ้างไม่รู้ข้าไม่วางใจ” หลิว ฉางอี้ยืนยันเสียงแข็ง
ท่านผู้เฒ่าเห็นเขายืนยันเช่นนั้นจึงไม่ได้ว่าอะไร ซื่อหยวนที่มีทีท่าจะห้ามหลิว ฉางอี้ผู้เป็อาจารย์จึงได้ห้ามไว้
“หากนางไม่ว่าก็ปล่อยไปเถอะ”
หลิว ฉางอี้ได้ยินท่านผู้เฒ่าไม่ได้กล่าวห้ามจึงได้ลุกขึ้นจะเดินตามมู่เฉิน อันเฉียน
“อันเฉียนรอข้าด้วย”
มู่เฉิน อันเฉียนหันมามองเขาอย่างพินิจก่อนจะหยิบผ้าสีน้ำเงินเข้มมาผืนหนึ่ง นางเดินเข้าไปใกล้หลิว ฉางอี้นำผ้ายาวนั้นมัดผูกเอวเขาไว้แล้วจึงนำมาผูกกับตนเอง
“เช่นนี้ท่านจะได้เดินตามข้ามาหากมีอะไรข้าจะบอกท่านก่อน” นางกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน
หลิว ฉางอี้ยกมือขึ้นจับผ้าที่เอวของตนอย่างทะนุถนอมแล้วยิ้มออกมา ทั้งสองเดินเข้าป่าไปเช่นนั้นมู่เฉิน อันเฉียนมองหาและนำทางให้เขาในเวลาเดียวกัน เดินไปเก็บของป่าไปได้สักพักจึงได้เจอกับลำธารสายหนึ่งมู่เฉิน อันเฉียนย่อตัวลงทำให้เขารู้สึกได้จึงย่อตาม นางใช้มือปัดป่ายในสายน้ำสักครู่จึงลุกขึ้น
“ท่านตามข้ามา” นางกล่าวทั้งพาหลิว ฉางอี้ลุกขึ้นไปนั่งบนขอนไม้แห้งไม่ไกลนัก
“ท่านรอข้าอยู่นี่สักเดี๋ยวนะ ข้ารู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำเสียหน่อย” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวทั้งค่อยๆ ปลดผ้าออกทีละชิ้น
หลิว ฉางอี้ที่ได้ยินว่านางนั้นจะอาบน้ำจึงหน้าแดงขึ้นมา แต่ก็นั่งรอนางอาบน้ำอย่างนั้นเงียบๆ
มู่เฉิน อันเฉียนอาบน้ำอย่างสนุกสนาน นานแล้วที่ไม่ได้ละทิ้งเื่ต่างๆ มากมายไว้ข้างหลังแล้วพักผ่อนเต็มที่เช่นนี้ หลิว ฉางอี้ที่รู้สึกว่ามู่เฉิน อันเฉียนนั้นเงียบหายไปนานจึงเริ่มรู้สึกกังวลและเป็ห่วงในเวลาเดียวกัน จะเอ่ยเรียกก็กล่าวนางว่าหากแต่ถ้าเกิดสิ่งใดขึ้นมาก็กลัวนางาเ็คิดเช่นนั้นตัวเขาจึงได้ลุกขึ้นเดินไปใกล้ลำธาร อีกเพียงก้าวเดียวตัวเขาจะตกลำธารดีที่มู่เฉิน อันเฉียนเห็นเข้าก่อนจึงได้ฉุดรั้งแขนเสื้อเขาไว้ทัน การดึงรั้งกะทันหันเช่นนี้ทำให้คนทั้งสองทรงตัวไว้ไม่อยู่หลิว ฉางอี้ที่โดนดึงแขนเสื้อจึงได้หันมาล้มทับมู่เฉิน อันเฉียนที่ร่างกายเปลือยเปล่าอยู่ทั้งสองล้วนทำตัวไม่ถูก ตัวเขาเองแม้มองไม่เห็นแต่เขาก็ััถึงตัวนางที่ไม่มีเสื้อผ้าปิดบังได้มู่เฉิน อันเฉียนเองนั้นก็รู้สึกอายขึ้นมาเล็กน้อย หากแต่พออยู่ใกล้กับเขาเช่นนี้ทำให้มองเห็นดวงตาของเขาเด่นชัดขึ้นแม้ดวงตามืดบอดหากแต่ดวงตาของเขายังหน้าหลงใหลและทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่ ก่อนที่นางจะได้สติกลับมาจึงเอ่ยออกไป
“ท่านไม่เคยใกล้หญิงสาวหรือหัวใจถึงได้เต้นเร็วเช่นนี้” พูดจบก็ค่อยๆ ผลักตัวเขาออก
หลิว ฉางอี้เองก็ลืมตัวไปทำอะไรไม่ถูกลุกขึ้นอย่างทุลักทะเลรีบกล่าวขอโทษนาง
“อันเฉียนข้าไม่ได้ตั้งใจ”
มู่เฉิน อันเฉียนเห็นท่าทีเขินอายของเขาจึงได้ยิ้มและส่ายหัวเบาๆ
“ไม่เป็ไร” นางกล่าวทั้งปัดเศษฝุ่นและใบไม้ออกจากตัว แล้วสวมเสื้อผ้ากลับคืน
“ฟ้าใกล้มืดแล้วเรากลับกันเถอะของที่เก็บมาน่าจะพอสำหรับทุกคนแล้ว” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวก่อนหยิบธนูและตะกร้าขึ้นหลังของนาง
หลิว ฉางอี้หันมายิ้มให้กับนาง่เวลานั้นมู่เฉิน อันเฉียนรู้สึกเหมือนกับว่าดวงตาของเขาไม่ได้บอดจากระยะที่ยืนห่างกันพอสมควรนางแปลกใจที่เขาสามารถหันมาได้อย่างพอดีเช่นนี้ คิดได้เช่นนั้นมู่เฉิน อันเฉียนค่อยๆ ยกธนูขึ้นนางง้างสายธนูอย่างเต็มแรงหากแต่ไม่ทันได้ปล่อยลูกธนูไป หลิว ฉางอี้ได้เอ่ยเรียกนางขึ้นเสียก่อน
“อันเฉียน ท่านง้างธนูเห็นสิ่งใดน่าสนใจหรือ”
เมื่อเขาพูดจบนางไม่ลังเลที่จะปล่อยธนูนั้นออกไป ลูกธนูพุ่งผ่านหน้าหลิว ฉางอี้ห่างดวงตาไปเพียงนิดเดียวแรงลมจากลูกธนูทำให้ผมของเขาปลิวไปตามทิศทาง หลิว ฉางอี้ััได้ว่าลูกธนูลอยผ่านตัวเขาไปสีหน้าถอดสี มู่เฉิน อันเฉียนเดินใกล้เข้ามาและผ่านตัวเขาไปก่อนกล่าว
“ขอโทษที่ทำให้ท่านใ มีงูอยู่ข้างหลังท่าน”
หลิว ฉางอี้ได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ มู่เฉิน อันเฉียนจำนะผ้ามามัดที่เอวของเขาแต่เขาได้หยุดมือของนางไว้แล้วกล่าวด้วยท่าทีออดอ้อน
“ข้าจับมือท่านแทนได้หรือไม่ ใช้ผ้ามัดเช่นนี้ไม่ค่อยสะดวก”
มู่เฉิน อันเฉียนคิดว่าตัวเขาเองคงรู้สึกไม่สะดวกจริงๆ จึงได้ยื่นมือไปจับมือเขาไว้แล้วเดินกลับเรือนพักเช่นนั้น เมื่อทั้งสองมาถึงเดินจับมือกันมาเช่นนั้นคนทั้งสี่ที่กำลังเล่นหมากอยู่เห็นเช่นนั้นจึงมองด้วยสายตาประหลาดใจ ก่อนที่ซื่อหยวนจะกล่าวหยอกล้อคนทั้งสอง
“ท่านชายท่านนี่เร็วเกินไปมั้ง”
มู่เฉิน อันเฉียนรีบปล่อยมือออกก่อนเดินเอาของไปเก็บที่ครัวโดยไม่พูดอะไร ไป๋หยินรีบเข้าไปพยุงหลิว ฉางอี้มานั่งที่โต๊ะ
ซื่อหยวนบอกอาจารย์ว่าตนจะไปช่วยศิษย์น้องที่ครัว มู่เฉิน อันเฉียนในครัวกำลังจัดเตรียมของทำอาหารเขาเดินมาเห็นเช่นนั้นจึงอดยิ้มไม่ได้
“มู่เฉิน อันเฉียนท่านยิ้มอะไร” มู่เฉิน อันเฉียนเห็นท่าทางของเขาจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ไม่มีอะไร” เขากล่าวสั้นๆ ทั้งอมยิ้มแล้วเดินเข้ามาช่วยนาง
“เ้ากับเขาดูสนิทสนมกันดีนะ”
“ศิษย์พี่อย่าพูดเหลวไหล ข้าแค่ช่วยเขาเท่านั้น” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวทั้งสองมือพัลวันเตรียมอาหาร
“ข้าว่าท่านชายหลิวท่านนี้ก็ไม่เลว ดูที่เขาตอบอาจารย์” ซื่อหยวนเอาผักมาหันทั้งกล่าวต่อเมื่อเห็นนางทำท่าทางไม่สนใจ
“หากเป็คนอื่นเห็นท่าทางของอาจารย์เช่นนั้นคงรีบหนีไป เ้าว่าเช่นไร”
“ท่านว่าเห็นท่าทาง ตาเขาบอดจึงไม่เห็นอย่างไรเล่า” มู่เฉิน อันเฉียนตอบเชิงกวนอารมณ์ แล้วจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย
ซื่อหยวนเห็นนางตอบเช่นนั้นจึงยิ้มออกมาทั้งยกมือชี้หน้านางอย่างไม่จริงจัง มู่เฉิน อันเฉียนเองก็เพียงหันไปทำหน้ากวนอารมณ์เขาต่อ ทั้งสองคุยไปทำอาหารไปจนเสร็จและนำไปให้ทุกคนได้ชิม
“นี่เป็ท่านทำจริงหรือ” ไป๋หยินเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตา
“อาหารห้าจานนี้ดูดีกลิ่นหอมรสชาติยังดีมากด้วย ท่านแม่ทัพท่าฝีมือดีจริงๆ” ม่านตงเอ่ยชมฝีมือของมู่เฉิน อันเฉียน
คนทั้งหกนั่งพูดคุยทานอาหารกันอย่างรื่นเริง หลังจากทานอาหารร่วมกันเสร็จม่านตงได้อาสาทำความสะอาดซื่อหยวนจึงได้เข้าช่วยเนื่องจากเขานั้นไม่ไว้ใจให้ม่านตงเดินเพ่นพ่านคนเดียว
หลิว ฉางอี้และไป๋หยินก็แยกย้ายเพื่อพักผ่อนเหลือเพียงศิษย์อาจารย์ที่ยังคงนั่งอยู่
“เ้าดูมีความในใจนะอันเฉียน” ท่านผู้เฒ่ากล่าวท่ามกลางความเงียบระหว่างคนทั้งสอง
มู่เฉิน อันเฉียนหันไปมองทางห้องของหลิว ฉางอี้และห้องครัวเพื่อดูว่าที่ตรงนั้นเหลือเพียงนางและอาจารย์จริงๆ ก่อนเริ่มกล่าวด้วยใบหน้าไม่แน่ใจ
“อาจารย์ วันนี้ตอนข้าเข้าป่าไปพร้อมคนผู้นั้นข้ารู้สึกถึงความแปลกบางอย่าง”
“ข้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับการมาของเขาทั้งปฏิกิริยาเมื่อเย็นของเขา เขาเคยเล่าว่าตนเองนั้นถูกพิษเมื่อปีก่อน หากแต่ตอนที่ข้าปล่อยธนูออกไปท่าทางเช่นนั้นหากไม่ใช่ผู้มียุทธ์คงต้องใแต่เขากลับยืนนิ่ง”
“บางครั้งข้ารู้สึกว่าคำพูดท่าทางของเขาเชื่อได้ แต่บางครั้งนั้นกลับดูเหมือนมีบางอย่างที่เขาไม่ได้พูดออกมา”
“อาจารย์ท่านว่าข้าควรจัดการเื่นี้อย่างไร”
ท่านผู้เฒ่ารับฟังแล้วนั่งคิดถึงสิ่งที่นางกล่าวมา ท่านผู้เฒ่านั่งเงียบอยู่นานก่อนเอ่ยกล่าว
“อาจเป็เพราะพวกเ้าพึ่งได้รู้จักกัน หรืออาจเพราะเขานั้นมีบางสิ่งจริงๆ ” อาจารย์หันไปมองหน้านางอย่างเอ็นดู พร้อมยกมือขึ้นลูปศีรษะนางเบาๆ แล้วกล่าวต่อ
“บางสิ่งที่เ้าไม่เคยเข้าใจเขาอาจทำให้เ้าได้เข้าใจ แต่ใจคนยากลึกหยั่งถึงไม่ว่าสิ่งใดต้องตรองให้ถ้วนก่อนลงมือ เข้าใจหรือไม่เสี่ยวเฉียน”
มู่เฉิน อันเฉียนยิ้มออกมาอย่างเดียงสาต่อคำพูดอาจารย์ แม้นางไม่เอ่ยตอบแต่ทั้งสองนั้นก็เข้าใจถึงความหมายของมัน
ไป๋หยินที่กำลังจ้องมองสองศิษย์อาจารย์อยู่ห่าง แม้ไม่ทราบถึงเื่ที่คนทั้งสองพูดคุยหากแต่ท่าทางนั้นคงเกี่ยวกับมู่เฉิน อันเฉียนไม่ผิดแน่
“ท่านชายท่านว่าศิษย์อาจารย์นี้ กำลังพูดคุยเื่ใดข้าเห็นคุยกันอยู่นาน”
“สิ่งใดหากไม่เกี่ยวกับเราก็อย่าสอดรู้เลย” หลิว ฉางอี้ที่กำลังเตรียมตัวนอนเอ่ยตอบ
“หากพวกเขากำลังพูดถึงพวกเราเช่นนั้นล่ะ ท่านไม่อยากรู้หรือ”
“ท่านผู้เฒ่าและอันเฉียนเป็คนมีนิสัยซื่อตรงหากมีสิ่งใดข้องใจพวกเขาคงถามออกมาตรงๆ ”
ไป๋หยินเดินเข้าไปใกล้แล้วกล่าวออกมาเบาๆ
“หากนางสงสัยล่ะท่านชาย”
“เราไม่มีสิ่งใดให้สงสัยเ้าไปนอนเถอะ ข้าเองอยากพักแล้วเช่นกัน”
ไป๋หยินได้ยินเช่นนั้นจึงได้เดินออกไป เมื่อเขาจากไปแล้วหลิว ฉางอี้เองก็นึกถึงคำพูดของไป๋หยินเมื่อครู่หากนางสงสัยตัวเขาควรทำเช่นไรต่อ แต่คิดถึงเื่นั้นได้ไม่นานเขาก็นึกถึง่ที่ทั้งสองเข้าป่าแนบชิดกันเช่นนั้นทำให้เขายิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะจางหายไปเมื่อลมพัดผ่านหวนถึงตอนลูกธนูผ่านหน้าเขาไปเพียงนิด
“หรือนางตั้งใจจะฆ่าข้าจริงๆ”
เขากล่าวกับตัวเอง