หมิงหยวนได้แต่ยืนนิ่งด้วยความตกใจเขาไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้แต่ร้องเรียกชื่อพวกเขานับตั้งแต่เขาเริ่มต้นศึกษาเล่าเรียน ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่นนอกจากหลิวเปียวแล้ว แทบไม่เคยพบเจออุปสรรคใดๆ เขาคิดมาตลอดว่าสวรรค์เมตตา ใครจะรู้ว่าวันนี้กลับต้องมาเจอกับเรื่องเช่นนี้ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนเองเป็นคนอ่อนแอไร้ความสามารถ แม้เขาจะได้รับการขนานนามว่ายอดคนแต่ในสนามรบจริงนั้น ยอดคนแล้วอย่างไร?
“อย่ามัวแต่ยืนมอง!มนุษย์เราต่างมีชะตาชีวิตเป็นของตนเอง ระวังตัวเองจะเอาตัวไม่รอด!” โหวฟางตะโกนใส่เขาด้วยความร้อนใจ
หมิงหยวนได้สติรีบรวบรวมกำลังพลเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
“พี่น้องทั้งหลาย!หากเสบียงสูญหาย พวกเราต้องถูกประหาร! สู้กับพวกมัน!”
หมิงหยวนตะโกนเสียงดังเหล่าทหารต่างพุ่งเข้าต่อสู้กับศัตรูอย่างกล้าหาญทันใดนั้นก็มีเสียงนกเหยี่ยวร้องลั่น ทำเอาทุกคนบนฟ้าและพื้นดินต่างตกตะลึงที่แท้มันคือเหยี่ยวหวนที่อยู่ประจำเรือนั่นเองทั้งสองฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองเหยี่ยวหวนที่บินวนอยู่บนท้องฟ้าจากนั้นก็มีเสียงหวีดหวิวดังขึ้น ลูกธนูหนึ่งดอกตกลงมากลางสนามรบขนตรงปลายลูกธนูสั่นไหว
หมิงหยวนรีบหันไปมองเนินเขาเตี้ยๆทางทิศตะวันออก พบว่ามีทหารม้าในชุดเกราะสีดำปรากฏตัวขึ้น อีกทั้งด้านหลังยังมีกองทัพม้าในชุดสีแดงอีกเป็นจำนวนมาก
กองทัพเป่ยฝู่!ดวงตาหมิงหยวนเป็นประกายด้วยความยินดี
แม่ทัพในชุดเกราะสีดำขว้างกระบองเหล็กขึ้นไปบนอากาศก่อนจะตะโกนเสียงดัง “ผู้ใดบังอาจล่วงเกินกองทัพเป่ยฝู่!”
จากนั้นเขาก็ควบม้าพุ่งลงมาจากเนินเขาเหล่าทหารม้าที่อยู่ด้านหลังต่างควบม้าตามเขามาเป็นขบวนเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับฟ้าผ่าหมิงหยวนรู้สึกเหมือนพื้นดินกำลังสั่นสะเทือน
พวกเขาสวมชุดเกราะสีเดียวกับกลุ่มคนร้ายกองทัพเป่ยฝู่จึงผูกผ้าสีขาวไว้ที่แขนเสื้อเพื่อเป็นสัญลักษณ์หากพบเจอผู้ใดไม่ผูกผ้าให้ฆ่าทิ้งได้เลย ทหารม้าปะทะกับทหารราบศัตรูจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สถานการณ์เริ่มพลิกผัน
เมื่อเห็นว่ามีกำลังเสริมมาช่วยฝ่ายหมิงหยวนจึงฮึกเหิม พวกเขาต่อสู้กับศัตรูอย่างดุเดือดในที่สุดศัตรูก็กลายเป็นฝ่ายที่ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด
ทหารม้าเกราะดำคนหนึ่งควบม้าพุ่งชนศัตรูไปสามคนรวดก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าหมิงหยวน เขาลงจากหลังม้า ก่อนที่จะใช้กระบองเหล็กในมือฟาดศัตรูจนสิ้นใจตายคาที่
หยางจวินถอดหมวกเหล็กออก “เจ้าไม่เป็นไรนะ?”
“ท่านแม่ทัพหยาง!”
หยางจวินเผยรอยยิ้มแม้ใบหน้าของเขาจะเปื้อนไปด้วยเลือด แต่กลับดูบริสุทธิ์ สดใส และอบอุ่นหมิงหยวนรู้สึกราวกับได้เห็นดวงอาทิตย์
หมิงหยวนเห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นราวกับเทพเซียนที่จุติลงมาจากสวรรค์หัวใจเต้นแรง รู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหัวไปมา
“ท่านแม่ทัพจะจัดการกับเชลยและทหารบาดเจ็บอย่างไรดีขอรับ?”
“ฆ่าทิ้งให้หมด”
“รับทราบขอรับ!”
“ช้าก่อน!” หมิงหยวนเห็นทหารกำลังจะจากไป จึงรีบร้องห้าม “เหตุใดจึงไม่ปล่อยเชลยไว้สักคนเพื่อสอบสวนว่าพวกเขาเป็นใครเหตุใดถึงปลอมตัวมาเช่นนี้?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องพบเจอกับความล้มเหลวเช่นนี้เสวี่ยเทาและทหารนับไม่ถ้วนถูกสังหารอีกทั้งยังเห็นเพื่อนรักตกลงไปในน้ำต่อหน้าต่อตา โดยไม่รู้ชะตากรรมเขาโกรธแค้นคนที่ปลอมตัวมาจนแทบอยากจะกัดฟันให้แหลก
“เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากรู้? ต่อให้รู้ว่าเป็นผู้ใด แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”
“ข้า...” หมิงหยวนอึ้งไปชั่วขณะ ถูกของเขาพวกศัตรูสามารถหาชุดเกราะของกองทัพเป่ยฝู่มาใส่ อีกทั้งยังรู้เส้นทางที่พวกตนใช้แน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือของพวกชาวหู อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่แค่ฝีมือของพวกชาวหูเห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของคนในแคว้นหนานฉู่ พวกมันปลอมตัวเป็นทหารกองทัพเป่ยฝู่เป้าหมายแรกไม่ใช่การเผาทำลายเสบียง แต่เป็นการสังหารพวกเขาแล้วใส่ร้ายว่าเป็นฝีมือตระกูลเซี่ย เมื่อหวังอี้จือตายตระกูลหวังกับตระกูลเซี่ยก็จะกลายเป็นศัตรูกันพันธมิตรระหว่างสองตระกูลใหญ่ก็จะสลาย ยามนั้นก็จะมีคนฉวยโอกาสนี้สร้างความวุ่นวายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในราชสำนัก ยากที่เขาจะเข้าใจยามนี้สงครามระหว่างแคว้นใกล้เข้ามาทุกทีคนในแคว้นควรร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับศัตรูภายนอก ถึงจะมีโอกาสได้รับชัยชนะเขาควรจะเปิดโปงเรื่องวุ่นวายในราชสำนักในตอนนี้จริงๆ หรือ?
เมื่อเห็นว่าหมิงหยวนไม่พูดสิ่งใดหยางจวินจึงโบกมือให้ทหารไปทำตามคำสั่ง
หมิงหยวนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยรวบรวมกำลังพล ก่อนจะคุกเข่าคำนับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยหมิงหยวน คารวะท่านแม่ทัพหยาง”
“มิกล้าๆพวกเจ้าเป็นขุนนางออกตรวจราชการแทนฮ่องเต้ มิใช่บัณฑิตอีกต่อไป”
“ทั้งเป็นขุนนางและเป็นบัณฑิต พวกข้ายังต้องเรียนรู้อีกมากมายเกี่ยวกับการทำสงคราม” หมิงหยวนเอ่ยอย่างจริงจังพลางคารวะอีกฝ่าย “ขอคำชี้แนะจากท่านแม่ทัพหยางด้วย”
“เช่นนั้นอย่าเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพเลย”
“สหายหยาง” หมิงหยวนยิ้มออกมา “ขอบพระคุณสหายหยางที่ช่วยชีวิต”
หยางจวินตอบอย่างใจเย็น “นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เจ้าขอบคุณข้า?”
หมิงหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆเหตุใดทุกครั้งที่เขาเจอกับปัญหา ถึงได้บังเอิญเจออีกฝ่ายมาช่วยเสมอ “บุญคุณในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตอบแทนต่อให้ข้าตายไปเกิดใหม่กี่ชาติก็ไม่อาจทดแทนได้ เพียงแต่...พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“ข้าประจำการอยู่ที่เมืองโซ่วหยางวันนี้จึงออกลาดตระเวน” เขาพูดเพียงเท่านั้นแต่แท้จริงแล้วหลังจากที่หวังอี้จือและหมิงหยวนออกเดินทาง เซี่ยฉีก็ส่งสารมาบอกให้เขาระวังตัวและคอยให้ความช่วยเหลือเขานำทหารออกลาดตระเวนริมแม่น้ำทุกวัน ราวกับกำลังรอคอยการมาถึงของใครบางคน
“เช่นนั้นหรือสหายหยางมาช่วยข้าได้ทันเวลาจริงๆ” เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลงหมิงหยวนจึงถือโอกาสเอ่ยปากขอร้อง “สหายหยางยังจำหมิงเยี่ยได้หรือไม่? เมื่อครู่เขาบาดเจ็บและตกลงไปในน้ำสหายหยางคุ้นเคยกับเส้นทางแถวนี้ โปรดช่วยส่งคนออกตามหาเขาด้วย”
“ได้ข้าจะให้คนพาเขากลับมาให้ได้”
หมิงหยวนรู้สึกหนักอึ้งในใจอีกฝ่ายบอกเพียงว่าจะพาเขากลับมา ไม่ได้บอกว่าจะพากลับมาทั้งเป็นหรือตาย
-----