บำเรอรัก
บทที่ 8
มีรถคันหนึ่งขับผ่านมา แสงไฟจากรถสาดส่องเข้ามายังใบหน้าของกลุ่มคนดังกล่าว ทำให้ชายร่างสูงทั้งสองต้องหลับตากับความสว่างที่สาดส่อง ก่อนที่คนภายในรถจะลงมาพร้อมกับมือที่ถือบางสิ่งบางอย่างเอาไว้
“พวกนายจะทำอะไร” เสียงเข้มทรงอำนาจของชายหนุ่มที่ลงมาจากรถถามขึ้น
“อย่ามายุ่งเื่ของชาวบ้านนะ ถอยไปซะ” คนร้ายที่อุ้มร่างบางพูดด้วยความเกรี้ยวกราด
“เื่ของผัวเมีย มึงอย่าเสือก” คนร้ายอีกคนพูดต่อด้วยความเกรี้ยวกราดมาแพ้กัน
“ไม่ใช่นะครับ ฮึกฮึก.. ช่วยผมด้วย” พระพายกลัวว่าชายหนุ่มจะเชื่อคนร้าย แล้วถึงตอนนั้นเขาจะทำยังไง
“ฉันว่า.. น้องเขาเหมือนโดนพวกแกฉุดมามากกว่าว่ะ” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงทรงอำนาจ เมื่อเห็นร่างบางที่โดนอุ้มร้องขอความช่วยเหลือพร้อมกันดิ้นรนไปมาด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่มี
“ฮึกฮึก.. ช่วยผมด้วย ได้โปรด...เถอะครับ” พระพายที่อ้อนวอนด้วยเสียงอันแ่เบาจากการร้องไห้เป็เวลานาน จนตอนนี้ร่างบางรู้สึกว่าเสียงของตนเองเริ่มแ่เบาลงเรื่อยๆ
“กูจะฉุดมาก็เื่ของกู” คนร้ายเอ่ยอย่างอารมณ์เสียที่มีคนมาขัดขวางพร้อมตั้งท่าทางเตรียมที่จะสู้กับอีกคน โดนได้คิดไปว่าพวกของตนมีสองคน ทำไมจะสู้คนๆ เดียวไม่ได้
“ฉันจะเตือนแค่ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย ปล่อยน้องเขาไปซะ” ชายหนุ่มพูดตักเตือนด้วยเสียงจริงจังพร้อมกับมองอีกฝ่ายที่เตรียมท่าพร้อมต่อสู้เติมที แต่เขาไม่อยากเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์
“ฮ่าฮ่าฮ่า มาแค่คนเดียวจะสู้พวกฉันไหวหรอ” คนร้ายพูดอย่างดูถูกด้วยความมั่นใจว่าฝ่ายคนจะชนะแน่นอน เพราะมีจำนวนที่มากกว่าอีกฝ่าย
“ฉันก็อุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี” ชายหนุ่มพูดพร้อมถอนหายใจกับความคิดโง่ๆ ของอีกฝ่ายที่ประเมินสถานการณ์อย่างคนที่ไม่ฉลาด
“ถ้านั้นก็ปล่อยเขาซะ ก่อนที่พวกแกจะได้กินลูกตะกั่ว” พูดจบชายหนุ่มก็ยกปืนสั้นที่ถือติดตัวขึ้นมาจ่อไปทางอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
เมื่อพวกคนร้ายทั้งสองเห็นดังนั้นก็ยอมปล่อยร่างบางลงตามคำสั่งโดยไม่รีรอด้วยความกลัว ไม่คิดว่าอีกคนจะเล่นของหนักขนาดนี้ มองดูก็รู้ว่าอีกคนเอาจริง ถ้าสังเกตดีๆ จะรู้ว่าอีกคนคงมีฝีมือพอตัวจากท่าทางการถือปือที่ไม่มีหวั่นไหวใดๆ เลย
พระพายที่ได้รับอิสระก็ทรุดนั่งกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายสั่นด้วยความกลัวอย่างห้ามไม่ได้ ส่วนคนร้ายทั้งสองยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน เพราะอีกคนยังคงจ่อปืนมาทางนี้
“ไปซะ ก่อนที่ฉันจะแจ้งตำรวจ” ชายหนุ่มพูดจบ พวกคนร้ายที่ได้ฟังก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามาใกล้ร่างบางที่นั่งตัวสั่นไม่ขยับเขยื้อน
“ฮึกฮึกฮึก” พระพายก้มหน้าปล่อยน้ำตาด้วยความดีใจที่ตัวเองปลอดภัย
“ไม่เป็อะไรแล้วนะ” ชายหนุ่มถามขึ้นพร้อมมองร่างตรงหน้าด้วยความเป็ห่วง คนตรงหน้าคงใกับสถานการณ์ที่เจอมาเป็อย่างมาก
“ฮึกฮึก.. ขอบคุณ...ขอบคุณมากครับ” พระพายเงยหน้าพูดบอกจากใจ ถ้าไม่ได้ชายหนุ่มตรงหน้าช่วยไว้ ตอนนั้นเขาจะเป็ยังไง เขาคงจะเหมือนตกนรกทั้งเป็เป็แน่ น้ำตาที่ไหนมาอาบแก้มยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย
“คุณ.. ” เสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างใ เมื่อได้เห็นใบหน้าของอีกคนชัดเจน เขาจำได้ทันทีแม้ว่าจะเจอกันไม่บ่อยนั้น
“คุณ.. คุณนั่นเอง” พระพายก็ใไม่น้อย มือบางเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า โดยไม่คิดว่าผู้มีพระคุณจะเป็คนที่เจอกันมาก่อน ชายหนุ่มตรงหน้าเป็คนที่เขาเคยพูดคุยด้วย ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากนักก็เถอะ
“ถ้าไม่รังเกียจ ให้ผมไปส่งที่พักนะครับ” น้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่มบอก ก่อนจะช่วยพยุงร่างบางขึ้น
“ขอบคุณครับ” พระพายเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง ก่อนที่ร่างบางจะเดินไปยังรถโดยมีชายหนุ่มคอยประคองไปตลอดทาง เมื่อขึ้นมาบนรถพระพายก็บอกเส้นทางไปยังห้องพักของตัวเอง ขณะที่รถขับออกมุ่งหน้าสู่ถนนสายหลัก ภายในรถก็มีเพียงความเงียบ
“ทำไมคุณถึงยังไม่กลับไปประเทศของคุณอีกครับ” คำถามของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ
“ผมยังกลับไม่ได้ครับ” เสียงนุ่มของพระพายตอบกลับไป
พระพายมองว่าเหตุผลของการอยู่ที่นี่อาจจะดูงี่เง่าสำหรับใครบางคน แต่สำหรับพระพายมันเป็สิ่งที่คุ้ม เพราะเขามีเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น หากเวลาผ่านไปครบกำหนดแล้วทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง พระพายก็จะกลับไปอย่างไม่ลังเล
“คุณช่วยให้ผมพบกับเ้านายคุณหน่อยได้ไหมครับ นะครับ คุณ... เอ่อ...” พระพายขอร้องอีกคนด้วยความหวัง แต่เขาลืมไปว่าตนเองยังไม่รู้จักชื่อของชายหนุ่มเลย เขานี้แย่จังไม่ได้ถามชื่อของคนที่ช่วยก่อน
“ผมชื่อคลินท์ครับ แล้วคุณล่ะครับ” คลินท์หันมาถามร่างบาง
“พระพาย รึเรียกว่าพาย เฉยๆ ก็ได้ครับ” พระพายตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ได้ถือตัวขนาดนั้น แถมดูเป็คนดีอีกต่างหาก
“คุณช่วยผมได้ไหมครับ ถือว่าผมขอร้อง” เสียงหวานของพระพายพูดบอกสิ่งที่้า โดยที่ร่างบางก็ได้คาดหวังไว้เล็กน้อย หากอีกคนไม่ช่วยเขาก็ไม่ได้โกรธอะไร เพราะรู้ดีว่าเป็หน้าที่ของชายหนุ่ม
“ผมยังยืนยันคำเดิมครับ” คลินท์บอกด้วยเสียงจริงจัง ทำให้ใบหน้าหวานเศร้าขึ้นทันที แต่ก็พยายามยิ้มอ่อนออกมา
“ผมว่าคุณควรกลับไปประเทศคุณดีกว่านะครับ” เสียงเรียบเอ่ยบอก
“ผมจะกลับไปเมื่อถึงเวลาครับ” พระพายบอกกลับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาตั้งใจไว้แล้วและจะต้องทำให้ถึงที่สุด หากเวลานั้นมาถึงเขาจะเป็คนไปเอง
“ถึงคุณยังอยู่ที่นี่ มันก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ เพราะเ้านายของผมกำลังจะแต่งงานในเร็วๆ นี้แล้ว คุณคงจะรู้เื่นี้แล้ว” คลินท์เตือนด้วยความหวังดีพร้อมหันมามองอีกคนเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองเส้นทางด้านหน้าต่อ
“ผมรู้ครับ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ผมได้ทำตามความตั้งใจเถอะครับ ถ้าถึงวันนั้นแล้วเขายังจำผมไม่ได้ ผมก็จะไปจากเขาเอง” พระพายหันไปบอกกับชายหนุ่ม ก่อนจะหันกลับไม่มองเส้นทางผ่านกระจกข้างของรถ
“ผมคงช่วยเื่เ้านายไม่ได้ แต่ผมขอเป็เพื่อนกับคุณได้ไหมครับ” คลินท์ถาม ร่างสูงยอมรับโดยตรงเลยว่าถูกใจร่างบางั้แ่วันแรกที่พบแล้ว คลินท์จึงอยากจะทำความรู้จักกับร่างบางให้มากขึ้น
“ถ้าคุณไม่รังเกียจคนจนๆ อย่างผม ผมก็ยินดีจะเป็เพื่อนกับคุณครับ” พระพายบอกไป ก่อนที่มองเส้นทางอันคุ้นเคยก็รู้ทันทีว่าคนเองใกล้จะถึงที่พักแล้ว
“เลี้ยวขวาทางข้างหน้านี้ก็ถึงที่พักผมแล้วครับ” ร่างบางบอกเส้นทางเข้าที่พักกับชายหนุ่ม
คลินท์หักพวงมาลัยรถเลี้ยวขวาตามที่อีกคนบอก ขับเข้ามาอีกนิดก็จะเจอกับบ้านที่เรียงรายกันติดๆ ขับไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ชี้บ้านที่ตนเองพัก รถจึงมาหยุดจอดอยู่หน้าบ้านที่ที่หมาย
“ขอบคุณมากนะครับ สำหรับความช่วยเหลือและที่มาส่งผม” เสียงนุ่มของพระพายเอ่ยบอก
“ด้วยความยินดีครับ” เสียงทุ้มของคลินท์บอกกลับไป ร่างบางที่ลงจากรถกำลังจะปิดประตูก็หันมาพูดกับร่างสูงอีกครั้ง
“ลงไปดื่มกาแฟก่อนไหมครับ” พระพายเอ่ยชวน เพราะ้าตอบแทนร่างสูงที่ช่วยเหลือเขาไว้
“ไว้โอกาสหน้านะ ผมกลับก่อนนะครับ” คลินท์ปฏิเสธคำชวนอย่างสุภาพ เพราะเห็นว่านี้ก็ดึกแล้วคงจะไม่เหมาะเท่าไหร่
“บ๊ายครับ” พระพายบอกลาก่อนจะปิดประตูรถ เขามองรถจะขับออกไปจนลับสายตา ร่างบางจึงเดินเข้าไปในห้องพักก่อนจะมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
Tru Tru Tru
พะพายมองดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ก็พบว่าเป็ตรีภพเพื่อนรักของร่างบางที่ไม่ได้ติดต่อกันนานเลย นับั้แ่วันที่ตรีภพเดินทางกลับเมืองไทยจนถึงตอนนี้ ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้คุยกันเลย มือบางกดรับสาย
(หวัดดีพาย เป็ยังไงบ้าง สบายดีไหม อยู่ที่นั่นกินอิ่มนอนหลับหรือเปล่า....................)
“หยุดก่อนดิว พายฟังไม่ทันนะ” พระพายเอ่ยขัดขึ้นมาทันที เมื่อมีคำถามมากมายที่เพื่อนรักถาม โดยไม่มีช่องว่างให้เขาได้ตอบเลย
(ดิวขอโทษ ก็ดิวเป็ห่วงพายมากไปหน่อย)
“พายรู้ว่าดิวเป็ห่วง แต่พายอยู่ที่นี่.. สบายดี” พระพายเลือกที่จะไม่เล่าเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ตัวเองเจอ เพราะไม่้าให้เพื่อนห่วงมากไปกว่านี้
“ไม่ต้องเป็ห่วงพายหรอก อีกไม่กี่เดือนพายก็กลับเมืองไทยแล้ว” พระพายบอกไป เพราะระยะเวลามันชั่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน
(เฮ้ย.. รู้แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย แต่ก็ยังคงห่วงเหมือนเดิมนะ)
“พายดีใจนะ ที่ตัวเองมีเพื่อนดีๆ อย่างดิวนะ” พระพายเอ่ยออกมาจากใจจริงพลางยิ้มบางๆ อย่างขอบคุณ เพราะมีเพื่อนคนนี้ที่อยู่ข้างตัวเองมาตลอดเวลา ทั้งทุกข์ทั้งสุขที่มีร่วมกัน
(อย่ามาดราม่าครับ เพราะอย่างดิวนะเป็เพื่อนดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็เพื่อนที่หล่อด้วย)
“จ๊ะ พ่อคนหล่อ ฮ่าฮ่า...” พระพายเอ่ยบอกอย่างขำๆ ตรีภพเป็คนที่เรียกเสียงหัวเราะให้ร่างบางตลอด
(นั้นดิวไม่กวนแล้วล่ะ โชคดีนะพาย ทำให้เต็มที่นะ ดิวเป็กำลังใจให้)
“ขอบคุณมากนะดิว ดิวเองก็ฝันดีนะ” พระพายบอกลาด้วยความเศร้าปนความสุขที่มีกำลังใจจากเพื่อน
(ฝันดีพาย)
วันนี้พระพายมาทำงานด้วยร่างกายที่เต็มร้อย เมื่อมาถึงที่ร้านก็ต้องพบกับฝันร้าย เพราะผู้จัดการร้านนั้นได้ไล่เขาออกแล้ว พระพายพยายามถามเหตุผลกับผู้จัดการร้าน เพราะพระพายทำงานที่นี่ได้สองสัปดาห์แล้ว แถมเขาไม่เคยทำข้าวของในร้านเสียหายแล้วยังมาทำงานตรงเวลาไม่เคยอู้เลย
ผู้จัดการร้านให้เหตุผลว่ามีลูกค้ามาร้องเรียนว่า ร่างบางได้ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่ยินจากปากผู้จัดการนั้นทำให้ร่างบางถึงกลับอยากร้องไห้ พระพายที่ได้ฟังขอกล่าวหาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงก้มหน้ายอมรับกับชะตากรรม
พระพายจึงต้องเริ่มตระเวนสมัครงานใหม่ๆ แต่กลับไม่มีร้านไหนรับ ร่างบางเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงร้านอาหารที่เป็กึ่งผับ ซึ่งทางร้านได้ติดป้ายรับรับสมัครเด็กเสิร์ฟเอาไว้ ร่างบางไม่รีรอจึงตัดสินใจเข้าไปสมัคร
เมื่อเข้าไปภายในร้านก็เจอกับผู้จัดการร้านที่เป็คนเอเชียด้วยกันได้รับร่างบางเข้าทำงานเลย อีกคนได้ชี้แจงรายละเอียดของงานในหน้าที่ที่พระพายต้องรับผิดชอบ อีกทั้งร้านนี้ยังให้ค่าจ้างเยอะกว่าร้านก่อนหน้าอีก และพระพายก็ต้องเริ่มทำงานั้แ่สี่โมงเย็นจนถึงตีสองและหากวันไหนที่มีพนักงานไม่เพียงพอเวลาเริ่มงานอาจจะเร็วขึ้นก็ได้ ซึ่งร่างบางก็ไม่เกี่ยงเื่เวลาอยู่แล้ว
พระพายเดินออกมาจากที่ทำงานใหม่ด้วยรอยยิ้ม ซึ่งระหว่างทางกลับก็มีสวนสาธารณะ ร่างบางเข้าไปยังสวนสาธารณะเพื่อหาที่นั่งเงียบๆ ให้กลับตัวเอง ร่างบางมองหาที่นั่งก็เจอกับที่นั่งว่างอยู่จึงเดินตรงไปนั่ง ไม่นานก็มีเสียงเอ่ยทักทายดังขึ้น
“สวัสดีครับคุณพาย” เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่ออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะเอ่ยทักทายคนที่นั่งอยู่ก่อนขึ้น ระหว่างทางที่เดินเล่นเขาเจอกับแผ่นหลังบางที่คุ้นเคย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่คนเดียวดันหรือเปล่า จึงเดินเข้ามาใกล้ๆ และเมื่อแน่ใจเขาจึงเดินทางทักทาย
“สวัสดีครับคุณคลินท์” พระพายส่งยิ้มบางๆ ให้ วันนี้เขายังไม่ได้ไปรอเ้านายของร่างสูงเหมือนเช่นเคย เพราะต้องมาหางานใหม่จึงไม่มีเวลา
“มาเดินเล่นหรอครับ” พระพายถามขึ้น
“ครับ แล้วคุณพายมาทำอะไรครับ” หลังจากทำงานเสร็จ คลินท์มักจะมานั่งเล่นในสวนสาธารณะเหมือนเป็การคลายความเครียดทั้งวันของเขา ซึ่งเขาทำแบบนี้มาจนติดเป็นิสัย
“มานั่งพักรับลมเย็นๆ นะครับ” พระพายบอกกลับด้วยรอยยิ้ม
“คุณคลินท์ครับ คุณสามารถช่วยให้ผมเข้าพบเ้านายคุณสักครั้งไม่ได้หรอกครับ” ร่างบางถามขึ้น
“เื่นั้นเห็นทีจะไม่ได้จริงๆ ครับ เพราะเ้านายผมไม่อนุญาต” คลินท์บอกตามความจริง เพราะเขาไม่เอาเื่งานกับเื่ส่วนตัวมาปะปนกัน และที่สำคัญเ้านายของเขาก็คงไม่อนุญาต คลินท์ก็ไม่สามารถช่วยร่างบางตรงหน้าได้หรอก
“ไม่เป็ไรครับ วันหนึ่งผมคงจะได้คุยกับเขาเอง” พระพายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า เพื่อเป็การปลอบใจตัวเอง
“วันนี้คุณไม่ทำงานหรือครับ ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ” ร่างบางถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะการทำงานเป็เลขานั้นมักจะไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก ยิ่งคลินท์เป็ถึงเลขาคนสนิทคงจะทุ่มเวลาทั้งวันให้กับงานมากกว่าเวลาส่วนตัว
“วันนี้งานเสร็จแล้วจึงมีเวลาพักนะครับ ผมว่าเราไปดื่มกาแฟกันไหมครับ” คลินท์เอ่ยชวน
“ครับ” พระพายตอบรับคำชวน
ทั้งสองเดินออกมาจากสวนสาธารณะไปไม่ไกลนักก็เจอร้านกาแฟขนาดกลางที่ตกแต่งด้วยสีเขียวอ่อนผสมกับดอกไม้หลากหลายสีเน้นความสบาย ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟและขนมอบสดใหม่ พื้นที่นั่งก็มีที่ว่างให้เลือกได้ตามความสะดวก ทั้งสองเลือกนั่งริมกระจกที่มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาพอดี สามารถมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้
“คุณทำงานกับซัน... เอ่อ.. คุณเอริคมานานแล้วเหรอครับ” พระพายถามขึ้นหลังจากได้รับเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว
“ั้แ่นายเริ่มเข้ามาบริหารแทนท่านประธานน่ะครับ” คลินท์ตอบกลับไป
“แล้วคุณได้ติดตามเขาไปทุกที่เลยไหมครับ” พระพายถามต่อด้วยความสงสัย เพราะเวลาที่เขาเจอกับคนรักก้ผ่านมาสองปีแล้ว ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้รู้เื่ราวของคนรักนัก เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
“ไม่ครับ ผมติดตามนายไปเฉพาะงานสำคัญๆ เท่านั้น” คลินท์บอกไปด้วยความจริง
“เมื่อสามปีก่อน ตอนที่เ้านายคุณไม่เมืองไทย คุณได้ติดตามเขาไปไหม” พระพายถามขึ้นถึง่เวลาที่เจอคนรัก เพราะเขาเจอกับคนรักครั้งแรกเมื่อสามปีที่แล้ว แล้วคนรักก็หายไปโดยที่เขาไม่รู้ว่าตอนนั้นคนรักหายไปไหน
“นายไม่เคยไปเมืองไทยครับ ถ้าไปดูงานในประเทศเล็กๆ หรืองานไม่สำคัญมากนัก นายจะส่งคนอื่นไปแทนครับ” คลินท์ตอบออกไปโดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้ร่างบางแสดงสีหน้ายังไง
“จะ.. จริงเหรอครับ” พระพายเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะร่างบางจำได้ดีว่าเอริคคืนคนที่ตัวเองเจอที่เมืองไทย แล้วไม่นานร่างสูงของคนรักก็หายไป
“ครับ” คลินท์ตอบสั้นๆ อย่างมั่นใจ
ทั้งสองอยู่คุยกันได้ไม่นาน พระพายก็จำเป็ต้องกล่าวลา เพราะจะต้องไปทำงานที่ผับวันนี้เป็วันแรก คลินท์จึงได้แต่มองร่างบางที่ออกจากร้านไปด้วยความสงสาร แต่ร่างสูงก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย