ตอนที่ 10: ศึกสะบั้นแค้นกลางสายฝน
สายฝนโหมกระหน่ำไม่ขาดสายราวกับฟากฟ้าจะถล่มทลายลงมา เสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะท้อนผืนป่ารอบยอดเขากระบี่ฟ้าใส กลิ่นคาวเืผสมผสานกับกลิ่นไอดินชื้นคละคลุ้งไปทั่วลานศิลาขาว แสงสายฟ้าแปลบปลาบส่องกระทบใบหน้าเหี้ยมเกรียมของเหล่าสมุนพรรคมารนับร้อยที่กู่ร้องดาหน้าเข้ามาดุจฝูงตั๊กแตนกระหายเื อาวุธกระบี่ ดาบโค้ง และทวนเหล็กกล้าสะท้อนประกายสังหารเย็นเยียบ
"ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!" จ้าวเทียนหลงยืนเอามือไพล่หลังออกคำสั่งเสียงกึกก้อง ลมปราณมารสีม่วงคล้ำหมุนวนรอบกายดุจพายุหมุน พลังกดดันอันมหาศาลทำให้เม็ดฝนในรัศมีสิบจั้งแตกกระจายกลายเป็ละอองไอ
เฟิงชิงหยาง เ้าสำนักกระบี่ฟ้าใส สะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม แม้เส้นผมจะขาวโพลนและแบกรับตราบาปแห่งความผิดพลาดมาเนิ่นนาน แต่ในยามนี้แววตาของชายชรากลับแน่วแน่และสว่างไสวดุจประกายดาวเหนือ กระบี่ฟ้าใสในมือเปล่งรัศมีสีขาวพิสุทธิ์ พลังปราณกระบี่เก้าดาราถูกรีดเร้นออกมาถึงขีดสุด
"ซูเม่ย! หลี่เหวิน! ถอยไปอยู่ด้านหลังข้า!" เฟิงชิงหยางตวาดก้อง ร่างในชุดขาวทะยานวาดผ่านม่านฝนดุจัขาวเหินเวหา เพลงกระบี่ฟ้าใสกระบวนท่า ‘เก้าดาราเบิกนภาลัย’ สำแดงอานุภาพ ปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งกระจายออกจากศูนย์กลาง สังหารและตัดกำลังแนวหน้าของพรรคมารจนล้มระเนระนาด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องสะท้านฟ้า
หลี่เหวินที่เพิ่งตระหนักรู้ความจริงทั้งหมด หัวใจของเขาบีบรัดด้วยความละอายและความเคียดแค้นต่อจ้าวเทียนหลง ชายหนุ่มคำรามลั่นในลำคอ ดีดตัวลอยขึ้นจากพื้นหิน กระชับดาบสีนิลกาฬด้วยสองมือแน่น ลมปราณทมิฬที่เคยขับเคลื่อนด้วยความแค้น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็เพลิงโทสะเพื่อปกป้องและทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงิญญาคนในตระกูล
"จ้าวเทียนหลง! หนี้เืสิบปี วันนี้ต้องสะสาง!" หลี่เหวินตวัดดาบสีนิลฟาดฟันคลื่นพลังทำลายล้าง ตัดผ่านร่างของนักฆ่าพรรคมารสามคนขาดสะบั้นในกระบวนท่าเดียว ก่อนจะพุ่งทะยานตรงเข้าใส่ประมุขพรรคมารอย่างไม่กลัวตาย
"หลี่เหวิน ระวัง!" ซูเม่ยะโเตือนด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ
นางไม่รีรอ ชักกระบี่หงส์เหินประกายครามเข้าประสานเคียงข้างเขา เพลงกระบี่อันพลิ้วไหวของนางคอยปัดป้องอาวุธลับและเปิดช่องโหว่ของศัตรู ขณะที่เพลงดาบอันหนักหน่วงของหลี่เหวินทำลายล้างแนวป้องกัน ทุกย่างก้าวกลางสายฝนของทั้งสองสอดประสานกันอย่างลงตัวไร้ที่ติ ดุจเงาและแสงจันทร์ที่ไม่อาจพรากจากกัน
ทว่าพลังของจ้าวเทียนหลงเหนือล้ำเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ประมุขพรรคมารเพียงแค่นเสียงในลำคอ ยกฝ่ามือมารโลหิตขึ้นต้านรับคลื่นดาบของหลี่เหวินและประกายกระบี่ของซูเม่ยอย่างง่ายดาย ลมปราณชั่วร้ายสะท้อนกลับกระแทกทั้งสองคนจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เืสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปาก
"เพลงดาบและกระบี่ผสานงั้นรึ? ช่างไร้เดียงสานัก!" จ้าวเทียนหลงแสยะยิ้มเหี้ยม เขารวบรวมพลังมารไว้ที่ฝ่ามือขวาจนเกิดเป็ลูกแก้วพลังงานสีดำอมม่วงที่ส่งเสียงหวีดหวิวสยดสยอง ‘หัตถ์มารกลืนิญญา’ ท่าไม้ตายสูงสุดที่ใช้สังหารยอดฝีมือฝ่ายธรรมะมานับไม่ถ้วน ถูกซัดตรงเข้าใส่ศีรษะของหลี่เหวินอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง เงาร่างสีขาวของเฟิงชิงหยางพลันพุ่งเข้ามาแทรกกลาง ชายชรารู้ดีว่าพลังของตนเองในยามนี้ไม่อาจต้านทานหัตถ์มารได้ แต่เพื่อปกป้องทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลี่ และเพื่อปกป้องศิษย์เอกผู้เป็ดั่งดวงใจ เฟิงชิงหยางจึงตัดสินใจใช้วิชาต้องห้าม 'ะเิปราณดาราคืนชีพ' สละชีพจรทั้งหมดในกายเพื่อสร้างม่านพลังป้องกัน
ตูมมม!
เสียงะเิดังกึกก้องะเืเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา คลื่นกระแทกซัดร่างของหลี่เหวินและซูเม่ยลอยกระเด็นออกไปไกล ม่านฝนรอบบริเวณระเหยกลายเป็ไอในพริบตา เมื่อกลุ่มควันจางลง ร่างของเฟิงชิงหยางทรุดคุกเข่าลงบนพื้นหิน กระบี่ฟ้าใสในมือหักสะบั้นเป็สองท่อน แผ่นอกยุบลงไปจากแรงกระแทกของหัตถ์มาร โลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากปากและจมูกไม่หยุดหย่อน
"ท่านอาจารย์!" ซูเม่ยกรีดร้องสุดเสียง นางคลานเข้าไปประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของอาจารย์ไว้ในอ้อมแขน หยาดน้ำตาพรั่งพรูอาบสองแก้มปะปนกับสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก
เฟิงชิงหยางยกมือที่สั่นเทาและชุ่มเืขึ้นลูบศีรษะของซูเม่ยอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวมองไปยังหลี่เหวินที่คลานเข้ามาข้างๆ ด้วยความตื่นตะลึง
"หลี่เหวิน... ซูเม่ย..." ชายชราเอ่ยด้วยเสียงแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน "บาปที่ข้าสะเพร่า... จนตระกูลหลี่ต้องพินาศ... วันนี้ข้าได้ชดใช้ด้วยชีวิตแล้ว... จงพาซูเม่ยหนีไป... ไปตามหาคัมภีร์ดาราจรัสที่แท้จริง... มีเพียงพลังผสานของพวกเ้าทั้งสอง... จึงจะกำราบมารร้ายผู้นี้ได้..."
"ท่านอาจารย์! อย่าทิ้งข้าไป! ท่านอาจารย์!" ซูเม่ยสะอื้นไห้จนตัวโยน กอดร่างของอาจารย์ไว้แน่น แต่ลมหายใจของเฟิงชิงหยางค่อยๆ ขาดห้วงไป มือที่เปื้อนเืตกลงข้างกาย ดวงตาปิดสนิทลงอย่างสงบ ชดใช้หนี้แค้นและตราบาปในอดีตด้วยชีวิตตนเองอย่างสมศักดิ์ศรีเ้าสำนัก
"ฮ่าๆๆ! ตายไปเสียได้ก็ดี ตาเฒ่าดื้อดึง!" จ้าวเทียนหลงส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาซูเม่ยและหลี่เหวินที่กำลังโศกเศร้า
"ต่อไปก็ถึงตาพวกเ้าสองคน ส่งชิ้นส่วนแผนที่มา แล้วข้าจะเมตตาให้พวกเ้าได้ตายพร้อมกัน!"
หลี่เหวินมองร่างไร้ิญญาของเฟิงชิงหยาง ความรู้สึกผิด ความแค้น และความเ็ปในอดีตถูกสายฝนชะล้างจนสิ้น เหลือเพียงเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นที่จะต้องปกป้องซูเม่ยและสานต่อเจตนารมณ์ของอาจารย์ เขาหันไปสบตากับซูเม่ยที่กำลังร่ำไห้ ดึงร่างบางของนางขึ้นมาโอบไว้ข้างกาย
"ซูเม่ย... เราต้องมีชีวิตรอด เพื่อท่านอาจารย์ และเพื่อทุกคน" หลี่เหวินกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเด็ดเดี่ยวกว่าครั้งใดๆ เขากระชับดาบสีนิลกาฬในมือแน่น เตรียมพร้อมที่จะเปิดเส้นทางหลบหนีท่ามกลางสายฝนเืนี้ด้วยชีวิต!