ติ๊ง! ติ๊ง!
บนลานประลอง ศิษย์ใหม่มารวมตัวกันคับคั่งขึ้นเรื่อยๆ บนหอสูงมีเสียงดังกังวาน ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้น แลเห็นอาจารย์คุมสอบท่านหนึ่งยืนประจำอยู่้า
“การสอบคราวนี้จะเป็การจับฉลากหาคู่ต่อสู้ ทุกคนจงก้าวออกมาจับหมายเลข ผู้ที่มีหมายเลขเดียวกันจะกลายเป็คู่ต่อสู้” อาจารย์คุมสอบท่านนี้ส่งเสียงดังฟังชัดไปทั่วลานประลอง
พอสิ้นเสียงถ้อยคำของอาจารย์คุมสอบ ศิษย์ใหม่ทุกคนต่างเดินออกมาจับฉลาก ผู้คนจึงยิ่งสับสนวุ่นวายทั่วลาน
บนแท่นรับชมฝั่งทิศตะวันตกของลานประลอง ขุนนางระดับสูงของจวนต้าโจวต่างมารวมตัวกันที่แห่งนี้ ที่นั่งตรงกลางสุดเป็ของฉู่เทียนหยาง เ้าเมืองของจวนต้าโจว
เก้าอี้ด้านข้างเป็ชายกลางคนสวมชุดสีม่วงคนหนึ่ง ใบหน้าของชายผู้นี้ซูบผอม เบ้าตาลึก ดูเยือกเย็น เขาพิงเก้าอี้แล้วยกถ้วยชาขึ้นด้วยท่าทางนิ่งเฉย
คนผู้นี้ก็คือรองเ้าเมืองของจวนต้าโจวสวีหงนั่นเอง และเป็เ้าสำนักของสำนักอี่
“เ้าเมืองฉู่ ครานี้สำนักเจี่ยของพวกเ้า เกรงว่าคงจะได้เลือกหลังจากอันดับสิบลงไปแล้ว” สวีหงจับจ้องบนลานประลองพลางกล่าวด้วยความเย้ยหยัน
ฉู่เทียนหยางใบหน้าไร้ความรู้สึก เขาย่อมรู้ว่าคนที่โดดเด่นในหมู่ศิษย์ใหม่ครานี้ส่วนใหญ่ต่างโดนฉีเยวี่ยลากไปเป็พวก หลังจากพวกเขาผ่านการสอบก็จะเข้าสำนักอี่อย่างไม่ต้องสงสัย
“รองเ้าเมืองสวีหง การดีใจจนลืมตัวนับว่าไม่ใช่เื่ดีนัก” ฉู่เทียนหยางส่งเสียงเ็า
เผชิญหน้ากับถ้อยคำของฉู่เทียนหยางที่แฝงด้วยจิตขุ่นเคือง สวีหงก็ไม่สนใจ มุมปากกลับแยกออกด้วยรอยยิ้มหยัน สำนักอี่ของเขาได้อันดับหนึ่งจากการสอบวัดระดับสำนักมาสองปีติดแล้ว หากปีนี้ได้อันดับหนึ่งอีก ก็จะได้ชิงตำแหน่งเ้าเมืองตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้
เมื่อถึงตอนนั้น ตำแหน่งเ้าเมืองของจวนต้าโจวก็จะตกเป็ของสวีหง
เ้าสำนักอื่นรอบข้างเห็นสองคนขัดแย้งกันก็ได้แต่นิ่งเงียบ เพราะว่าพวกเขาเข้าใจดี การแย่งชิงตำแหน่งเ้าเมืองระหว่างฉู่เทียนหยางกับสวีหง เื้ัแล้วเป็การต่อสู้กันระหว่างจวนฉีอ๋องและราชวงศ์ต้าโจว
ฉู่เทียนหยางโกรธแค้นสวีหงจับใจ แต่ก็ต้องจำทน เพราะว่าข้อเสนอที่ฉีเยวี่ยเสนอให้เ่าั้มากมายถึงขั้นที่ว่ากระทั่งเขาก็หามาเสนอให้ไม่ได้
“ตอนนี้ได้แต่หวังว่าซูโย่วเวยจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ พร์ของนางนับว่าล้ำเลิศ หากเข้าสำนักเจี่ยได้แล้วฝึกฝนอย่างดี บางทีการสอบวัดระดับสำนักปลายปีอาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับฉีเยวี่ยได้”
พละกำลังนี้อย่าว่าแต่สิบอันดับแรก เกรงว่าวันนี้จะไม่มีใครเอาชนะได้
โจวหยวนองค์รัชทายาทแห่งต้าโจวมีแสงรอบตัวเป็ที่จับตามองของผู้คน ดังนั้นหากพ่ายแพ้จนอับอายเกินไปยังจะทำลายชื่อเสียงของราชวงศ์ต้าโจวอีกด้วย
“หวังว่าองค์ชายจะพอยืนหยัดไปได้บ้าง” ฉู่เทียนหยางสั่นหัวแล้วบ่นพึมพำในใจ
ขณะนั้นที่ลานประลอง โจวหยวนกับซูโย่วเวยก็ไปจับฉลาก โจวหยวนได้หมายเลขสิบแปด ส่วนซูโย่วเวยได้หมายเลขสี่สิบเจ็ด
“ยังดีที่เราไม่ได้จับเจอหมายเลขเดียวกัน” โจวหยวนอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้
ซูโย่วเวยหัวเราะเบาๆ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากองค์ชายเจอข้า ข้าก็ไม่ออมมือให้หรอก”
โจวหยวนได้แต่กลอกตาใส่
ระหว่างที่พวกเขาหัวเราะสนุกสนานก็มีผู้คุมการประลองมายืนอยู่้าเวทีประลองแล้ว จากนั้นเสียงแผดร้องก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
“หมายเลขหนึ่งฉินหยา หลิวอิ่ง!”
“หมายเลขสองเฉิงอวี่ เ้าชิงซาน!”
“...”
ตามด้วยร่างกระฉับกระเฉงวิ่งขึ้นบนลานประลอง ไม่นานทั่วทั้งลานประลองก็เดือดพล่าน รอบข้างลานเต็มไปด้วยหนุ่มสาว ส่งเสียงะโโห่ร้องให้กำลังใจดังขึ้น
โจวหยวนกับซูโย่วเวยไม่ได้ร่วมสนุกด้วย เพียงมองดูอยู่ห่างๆ
พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งบนลานประลองเ่าั้ก็ปรากฏผลขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ชนะโห่ร้องดีใจ ผู้แพ้หน้าเศร้าสลด
แต่การสอบจะยังไม่หยุดเพียงเพราะมีใครพ่ายแพ้ ดังนั้นการประลองอย่างดุเดือดจึงยังคงมีต่อไม่หยุด แต่ไม่นานลำดับการต่อสู้ก็วนมาถึงโจวหยวน
“อันดับที่สิบแปด โจวหยวน เผยอวิ๋น!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นในลานประลอง ทันใดนั้นหนุ่มสาวจำนวนมากใจเต้นระรัว ได้รับความสนในจากทุกสารทิศ เนื่องด้วยทุกๆ คนในจวนต้าโจวต่างทราบฐานะของโจวหยวนดี
ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือคู่ต่อสู้ของโจวหยวน เผยอวิ๋น
ชายผู้นี้เป็หนึ่งในศิษย์ใหม่ครานี้ นับว่ามีชื่อเสียงไม่น้อย ตอนนี้เปิดลมปราณได้สามเส้นแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังเป็ผู้ที่โดดเด่นภายในกลุ่มของผู้เปิดลมปราณเส้นที่สามอีกด้วย
“องค์ชายโจวหยวนลงสนามรอบแรกก็เจอกับเผยอวิ๋นเลยหรือ?!”
“อับโชคเสียจริง เผยอวิ๋นนั่นเป็ผู้โดดเด่นในผู้เปิดลมปราณเส้นที่สาม...”
“แม้องค์ชายโจวหยวนจะช่ำชองในอักขระหยวน แต่หากต้องเอาชนะผู้เปิดลมปราณเส้นที่สาม เกรงว่าคงยังเป็ไปไม่ได้”
“หรือองค์ชายโจวหยวนจะถูกคัดออกั้แ่รอบแรก?”
“...”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้น กระจายไปทั่วทั้งลานประลอง ชื่อเสียงของโจวหยวนในจวนต้าโจวนับว่าไม่เลว ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงรู้สึกสงสาร
“เจอเผยอวิ๋นจริงหรือ?” ซูโย่วเวยมีสีหน้าไม่ดี นางย่อมเคยได้ยินชื่อเผยอวิ๋นและทราบถึงพลังแข็งแกร่งของเขา
โจวหยวนหรี่ตาลง จู่ๆ ก็มีความรู้สึกบางอย่างจนต้องมองไปบนหอสูงที่ตั้งไม่ไกลออกไป แลเห็นรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้าของฉีเยวี่ยจ้องมองมาที่เขา จิตใจพลันสั่นไหวขึ้นทันที บ่นพึมพำว่า “รอบแรกก็พบคู่แข่งเช่นนี้ บังเอิญเกินไปจริงๆ”
แววตาของเขามีประกายวาบผ่าน เกรงว่าสิ่งนี้จะเป็สิ่งที่ฉีเยวี่ยสอดมือเข้ามา แต่เ้าหมอนี่ทำได้ถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าจวนฉีอ๋องมีอิทธิพลน่าเกรงขามต่อจวนต้าโจวมาก
“เพื่อสร้างปัญหาให้ข้า จึงไม่เสียดายเผยลูกไม้ของจวนฉีอ๋องออกมา...”
ความคิดฉายวาบขึ้นในใจโจวหยวน จากนั้นยิ้มให้ซูโย่วเวยที่มีแววตาเต็มไปด้วยความกังวล “วางใจเถอะ แค่ผู้มีลมปราณเส้นที่สามคนหนึ่งคิดอยากขวางข้า กลัวว่าจะยังไม่พอ”
“ข้าไปก่อนละ”
พูดจบ โจวหยวนก็โบกมือให้ซูโย่วเวยแล้วรีบเดินขึ้นลานประลอง
บนหอสูง ฉีเยวี่ยเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มให้หลิ่วซีและหลินเฟิง กล่าวว่า “การแสดงเริ่มแล้ว หวังว่าองค์ชายของพวกเราจะยืนหยัดได้นานหน่อย ให้พวกเราได้ดูเื่สนุก”
เมื่อหลินเฟิงและหลิ่วซีได้ยินแววตาก็เปี่ยมด้วยความยินดี มองไปยังลานประลองด้วยรอยยิ้ม
บนแท่นรับชมทางฝั่งทิศตะวันตก ฉู่เทียนหยางเห็นภาพนี้ก็คิ้วขมวดขึ้น ถอนหายใจอย่างจำนนขึ้นในใจ รอบแรกของโจวหยวนก็พบกับคู่ต่อสู้เช่นนี้ กลัวว่าจะเอาชนะได้ยาก
ท่ามกลางสายตาสงสารของผู้คน โจวหยวนกลับมีสีหน้านิ่งเฉยยืนอยู่บนลานประลอง เงยหน้ามองไปด้านหน้า แลเห็นเด็กหนุ่มสวมชุดสีฟ้ายืนประจำอยู่ สายตาเหยียดหยามจ้องมาที่เขา
“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่ารอบแรกนี้จะได้พบกับองค์ชาย หากลงมือหนักเกินไปหวังว่าองค์ชายจะไม่ถือโทษ” เผยอวิ๋นยกยิ้มบางๆ ราวยิ้มเยาะ
“ฉีเยวี่ยส่งเ้ามาหรือ?” โจวหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉยชา
เผยอวิ๋นแววตาสงบนิ่งแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่ทราบว่าองค์ชายกำลังพูดเื่อะไร”
โจวหยวนจัดระเบียบเสื้อผ้า กล่าวว่า “คิดส่งคนแรกออกมา เกรงว่าจะยังดีไม่พอ”
เผยอวิ๋นเริ่มขุ่นเคืองขึ้นมาบ้างแล้ว ส่งเสียงเ็าออกมา “องค์ชายดูแลตัวเองให้ดีเสียเถอะ วันนี้อย่าได้อับอายขายหน้า”
ระหว่างถ้อยคำของพวกเขาก็มีเสียงะโจากกรรมการดังขึ้น “เริ่มได้!”
เผยอวิ๋นแววตาเปล่งประกายเยือกเย็น ครั้นเมื่อสิ้นเสียงะโของกรรมการร่างของเขาก็คล้ายดั่งเสือชีตาห์ไล่ตะครุบเหยื่อ นิ้วทั้งห้ากำแน่น หมัดพุ่งใส่โจวหยวนอย่างรุนแรง
หมัดของเขาไม่ได้ออมแรงแม้แต่น้อย ใช้พลังทั้งหมดจากการเปิดลมปราณเส้นที่สาม บริเวณหมัดมีพลังหยวนพันรอบ พลังของหมัดนี้ส่งเสียงลมทลาย
แสดงให้เห็นว่าหมัดนี้ดุเดือดรุนแรง ต่อให้เป็คนที่เปิดลมปราณเส้นที่สามก็ยังไม่กล้าดูแคลน
ผู้คนรอบข้างลานประลองก็อดส่ายหน้าไม่ได้ เกรงว่าทันทีที่หมัดนี้ปะทะออกไป โจวหยวนก็คงพ่ายแพ้แล้ว
ภายใต้สายตาจับจ้องของผู้คนจำนวนมาก หมัดรุนแรงปะทะเข้ามา โจวหยวนมองเผยอวิ๋นที่มีใบหน้าดุร้าย ทันใดนั้นเขาก็ยื่นฝ่ามือออกมาเตรียมรับหมัดนั้น
“รนหาที่ตาย!” เผยอวิ๋นเห็นเช่นนี้ก็พลันโมโหจนแสยะยิ้ม โจวหยวนหาได้หวาดกลัวไม่ หมัดนี้ของเขาต่อให้เป็หินกล้าก็แตกทลายได้ แต่โจวหยวนกลับกล้ารับหมัดที่เหี้ยมโหดนี้ด้วยฝ่ามืออย่างนั้นหรือ? ไม่กลัวแขนหักหรืออย่างไร?
ปัง!
ในแววตาดุร้ายของเผยอวิ๋น หมัดที่แฝงด้วยความน่าเกรงขามกระแทกเข้าไส่ฝ่ามือของโจวหยวนอย่างรุนแรง มุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มกระหยิ่มใจออกมา
แต่ทว่ารอยยิ้มมุมปากของเขากลับต้องหายวับไปภายในชั่วพริบตา
เพราะเขาเห็นว่าโจวหยวนที่ยื่นฝ่ามือออกมารับกายนิ่งไม่ไหวติง พลังดุเดือดรุนแรงของเขาที่คำรามออกมาสายนั้นเสมือนกับพุ่งเข้าใส่หลุมดำ ไม่ก่อให้เกิดการสะทกสะท้านใดๆ ขึ้นแม้แต่น้อย
“เป็ไปได้อย่างไร?!” เผยอวิ๋นส่งเสียงร้องประหลาดใจ ตกตะลึงจนหน้าเปลี่ยนสี
โจวหยวนมองดูใบหน้าใของเผยอวิ๋น มุมปากก็แสยะยิ้ม ตอนนี้เขาเปิดลมปราณได้สองเส้น สภาพร่างกายแกร่งขึ้นอย่างมาก ต่อให้เป็ผู้เปิดลมปราณเส้นที่สามก็เทียบเขาไม่ติด
เขาค่อยๆ ออกแรงกุมหมัดของเผยอวิ๋น แข็งราวกับกรงเล็บอินทรี แล้วค่อยๆ เพิ่มแรงขึ้นจนเผยอวิ๋นรู้สึกว่าหมัดกำลังถูกบดขยี้
“เปิดลมปราณที่สาม!”
เผยอวิ๋นสีหน้าประหลาดใจ กัดฟันอย่างรุนแรงแล้วแผดร้องดังลั่น
ลมปราณเส้นที่สามในร่างกายของเขาเคลื่อนไหวทันที ดูดรับพลังหยวนจากฟ้าดิน ทันใดนั้นพลังรุนแรงก็ะเิออกจากร่างกายเขา
แต่พอเขากำลังจะหลุดออกจากโจวหยวน โจวหยวนก็ลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่สิ ควรบอกว่าลงเท้าเสียมากกว่า แลเห็นเพียงสายลมรุนแรงส่งออกมาจากฝ่าเท้าของเขา บนฝ่าเท้าที่มีเส้นพลังหยวนพัวพันตวัดใส่หน้าอกของเผยอวิ๋นอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
“ไสหัวไปซะ!”
ปัง!
เสียงอึกทึกดังขึ้น จู่ๆ เผยอวิ๋นก็รับรู้ได้ว่ามีพลังมหาศาลไร้รูปร่างพุ่งเข้ามา พลังเหล่านี้ต่อให้เขาเปิดลมปราณเส้นที่สามดูดรับพลังหยวนเข้ามาใช้ก็ยังเทียบไม่ติด
ดังนั้น ร่างกายของเขาจึงกระเด็นลอยออกจากลานประลองอย่างน่าอับอาย กระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง เืสดๆ พุ่งออกจากปาก
เสียงรอบข้างลานประลองก็เงียบลงทันที ทุกคนต่างมองภาพนี้ด้วยความตะลึง
โจวหยวนลงมือกับเผยอวิ๋นเร็วเกินไป พวกเขาก่อนหน้านี้ยังมองเห็นเพียงแค่เผยอวิ๋นกำลังพุ่งเข้าใส่โจวหยวน ยังไม่ทันให้พวกเขาได้ตอบสนองอะไร นาทีต่อมาแรงดุเดือดก็พุ่งใส่เผยอวิ๋น โดนโจวหยวนเตะร่วงลงจากลานประลองในฝ่าเท้าเดียว...
ฝ่าเท้านี้มีพลังน่ากลัวอะไรเช่นนี้?!
ทั่วทั้งรอบข้างลานประลอง แววตาของทุกคนที่มองไปยังโจวหยวนต่างเหมือนกับเห็นภูตผี เพราะพวกเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าครานี้โจวหยวนไม่ได้ใช้พลังอักขระหยวนใดๆ ออกมาเลย
ดังนั้น ฝ่าเท้านี้ล้วนเป็ความแข็งแกร่งจากร่างกายของโจวหยวน
สภาพร่างกายเช่นนี้ ต่อให้เป็คนที่เปิดลมปราณได้สามเส้นก็เทียบไม่ติดอย่างนั้นหรือ?!
พวกเขาบอกกันว่าองค์ชายเปิดเส้นลมปราณไม่ได้ แล้วเมื่อใดกันที่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้?
ซูโย่วเวยเองก็เอามือกุมปาก ใบหน้าตกตะลึง ก่อนหน้านี้นางไม่เข้าใจมาตลอดว่าเหตุใดโจวหยวนถึงมั่นใจ แต่เมื่อถึงตอนนี้นางจึงเข้าใจ...ที่แท้ โจวหยวนก็ปกปิดนางมาโดยตลอดนี่เอง!
บนหอสูง ฉีเยวี่ย หลินเฟิง และหลิ่วซีที่เฝ้ารอชมการแสดงฉากนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็นิ่งเรียบแข็งค้างลงจนกลายเป็สีหน้าโกรธขึ้ง
การเปลี่ยนแปลงนี้เกินความคาดหมายของพวกเขาอย่างมาก