่บ่าย.. บริเวณย่านร้านอาหารและคาเฟ่ในตัวเมืองกรุงเทพฯ
ตะวันวาดหยุดมองกระจกของร้านอาหารที่สะท้อนให้เห็นตัวเธอเองในชุดเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน รองเท้าผ้าใบขาวล้วนที่สวมอยู่ตัดกับกางเกงยีนสีดำขาสั้นเรียบง่าย ร่างเล็กถอนหายใจ เสื้อผ้าที่แสนจะดูธรรมดานี้ทำให้เธอเสียเวลาเลือกอยู่เกือบสองชั่วโมง ั์ตากลมตวัดมองป้ายร้านอาหารเด่นหราบนโค้งประตูทางเข้าที่สลักชื่อ “Jasmin & Gala จัสมินแอนด์กาล่า”
นอกจากเสียเวลาแล้ว.. ชุดของเธอจะไม่ค่อยเข้ากับธีมร้านอาหารหรูหรานี้สักเท่าไหร่อีกด้วย
แต่เปลี่ยนตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว.. ตะวันวาดคิด ก่อนกวาดสายตามองเข้าไปในร้านซึ่งไร้ร่องรอยของชายหนุ่มที่นัดเธอเอาไว้ แม้จะมองไม่เห็นเขา แต่ร่างบางก็ตัดสินใจเปิดประตูเดินเข้าไป
พนักงานของร้านเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง การบริการอย่างดีไร้ที่ติทำให้คนที่กินอาหารตามสั่งข้างทางเป็ประจำอย่างเธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อย ตะวันวาดเดินตามพนักงานไปยังโต๊ะสำหรับ 2 ที่นั่ง
ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงที่เธอมองหานั่งไขว่ห้างอยู่มุมปลายสุดของร้าน เขากำลังคุยกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวค่อนไปทางพนักงานออฟฟิค ท่าทางของทั้งคู่ทำให้ตะวันวาดพอจะเดาได้ว่าพวกเขาน่าจะกำลังคุยงานกันอยู่
ตะวันวาดชะงักเล็กน้อย เธอยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ ขณะเดียวกันพนักงานที่เดินนำเธอมาก็ถามถึงโต๊ะที่เธอ้าจะนั่ง
“เอ่อ..” เสียงหวานส่อเค้าสับสน เธอกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะชี้ไปยังโต๊ะที่ใกล้ที่สุด
“เดี๋ยวฉันนั่งนี่ก่อนก็ได้ค่ะ” เธอตอบพนักงาน
พอดีกันกับที่สายตาคมสบมองขึ้นปะทะกับร่างบางที่เพิ่งปรากฏตัว
“ตะวัน” เสียงทุ้มที่เรียกเธอ ทำให้ตะวันวาดหันไปทางเขา พนักงานที่ยืนอยู่ด้วยมีสีท่าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ตะวันวาดไม่ทันสังเกต เธอยิ้มให้กับอันธกานต์ด้วยท่าทางขัดเขิน พลางค่อย ๆ ขยับเดินเข้าไปหาร่างสูง
“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานเอ่ยทัก ใบหน้าคมเข้มเรียบนิ่งพยักหน้ารับ ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ด้วย
“เดี๋ยวแค่นี้ก่อนก็ได้ครับคุณพิม” น้ำเสียงของอันธกานต์กับท่าทางสุภาพกึ่งไปทางค่อนข้างเกร็งของ ‘คุณพิม’ ทำให้ตะวันวาดเดาว่าเธอน่าจะเป็เลขาไม่ก็ทีมงานของอันธกานต์
“เอ่อ..พี่โธนี่คุยงานก่อนก็ได้นะคะ ตะวันนั่งรอได้” เสียงเล็กรีบพูดขึ้น เมื่อคิดได้ว่าเธออาจจะเข้ามาขัดจังหวะทำงานของเขา
อันธกานต์สบตากับตะวันวาด เขากระตุกยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเมินเธอและหันไปหาพิมนาราอีกครั้ง
“หลังประชุมเสร็จ รบกวนนัด individual meeting (ประชุมรายบุคคล) กับทีม management (บริหาร) ให้ผมหน่อยนะครับ” เสียงทุ้มสั่งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ได้ค่ะ” พิมนาราตอบพร้อมพยักหน้า
“คนละชั่วโมงนะคะ” พิมนาราถามต่อด้วยประโยคบอกเล่าเพื่อให้มั่นใจ
“ตามนั้นครับ” เสียงทุ้มตอบ ผละสายตาจากเธอเป็เชิงบอกให้อีกฝ่ายกลับไปได้
ตะวันวาดสบตากับชายหนุ่ม ขณะที่รอพิมนาราจดสมุดขยุกขยิก ทันทีที่จดเสร็จเธอก้มศีรษะให้อันธกานต์เล็กน้อยและเดินกลับออกไปจากร้าน
อันธกานต์มองตามแผ่นหลังของพิมนาราที่หายลับไป ก่อนจะหันมาสบตากับตะวันวาด ความเงียบที่เกิดขึ้นในชั่วลมหายใจทำให้หญิงสาวยิ้มบางแก้เขิน
“ดูยุ่งมากเลยนะคะ” เธอพูดขึ้นกลบความเขินอาย ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองเลือกหัวข้อที่ไม่ได้เื่เอาซะเลย
“พอดีพี่เพิ่งย้ายกลับมาที่นี่ ่แรก ๆ เลยจะยุ่งหน่อย” ร่างสูงตอบ
“ย้ายกลับมา..” ตะวันวาดทวนประโยคที่ได้ยิน คิ้วเรียวโก่งตัวสูงขึ้นเป็เชิงตั้งคำถาม มือบางพลางรับแผ่นรายการอาหารที่อันธกานต์ยื่นมาให้เธอ
“พี่เพิ่งย้ายกลับมาจากเยอรมัน.. สั่งอาหารกันก่อนดีกว่า” เสียงทุ้มกล่าวต่อ ตะวันวาดพยักหน้ารับรู้ ก่อนั์ตากลมกวาดมองแผ่นรายการอาหารตรงหน้า
ภาพอาหารสีสันสดใสทำให้ทุกอย่างดูน่ากินไปหมด แตกต่างราคาที่ติดไว้ทำให้ร่างบางรู้สึกกระอักกระอ่วน อาหารบางอย่างจะแสนธรรมดาแต่ราคาทำให้เด็กเพิ่งจบมหาวิทยาลัยและยังตกงานอย่างเธอสั่งแทบไม่ลง เธอยกสายตาขึ้นลอบมองอีกฝ่ายผ่าน้าของแผ่นรายการอาหารและพบว่าเขากำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน ั์ตากลมหลุบมองลงแทบจะในเสี้ยววินาทีนั้น มือบางยกแผ่นรายการอาหารให้สูงขึ้นเพื่อบังใบหน้าเธอจากเขา
อันธกานต์ยิ้มขำมองท่าทางของอีกฝ่าย มือใหญ่ยกขึ้นกดแผ่นรายการอาหารลงทำให้เขามองเห็นเธอ
ั์ตาสีน้ำตาลเข้มมองเธอ ก่อนจะปราดสายตามองหาพนักงานในร้าน เขาใช้อีกมือกวักเรียกพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
“มีอะไรที่ไม่กินหรือเปล่า” เสียงทุ้มถาม
ตะวันวาดส่ายหน้าตอบเขา
พนักงานเด็กหนุ่มอายุไม่น่าเกิน 20 เดินมาที่โต๊ะพร้อมย่อตัวลงพูดคุยกับอันธกานต์ เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับสั่งสิ่งที่ตะวันวาดเดาได้ว่าเป็รายการอาหาร เด็กหนุ่มพยักหน้ารับสองสามครั้งก่อนทั้งคู่จะหันกลับมาหาตะวันวาด
“เราดื่มอะไรดี” อันธกานต์เอ่ยถาม
“น้ำเปล่าก็ได้ค่ะ” เสียงหวานตอบอย่างรวดเร็ว พนักงานหนุ่มพยักหน้ารับอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกไป
“พี่สั่งเมนูแนะนำไป 5 อย่างน่าจะพอนะ” เสียงทุ้มเอ่ยบอก
ตะวันวาดผงกศีรษะรับ พลางคิดในใจว่าเธอคงกินไม่หมด
ขณะที่สมองเริ่มประมวลผลหาหัวข้อเพื่อเริ่มต้นบทสนทนา เสียงทุ้มกลับเป็ฝ่ายตั้งคำถาม การพูดคุยเริ่มด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ที่ทำให้ตะวันวาดรู้สึกขัดเขินน้อยลง
ภายใต้บทเพลงป๊อปยุค 90’ ที่เปิดอยู่ทำให้บรรยากาศภายในร้านอาหารค่อนข้างครื้นเครง ตะวันวาดเล่าถึง่ชีวิตปัจจุบันให้ชายหนุ่มตรงหน้าของเธอฟัง อันธกานต์เผยรอยยิ้มเป็ระยะจนกระทั่งอาหารที่สั่งถูกจัดวางบนโต๊ะจนครบ
ความเงียบที่เริ่มปกคลุมเมื่อทั้งคู่เริ่มรับประทานอาหารทำให้ตะวันวาดตระหนักขึ้นได้ว่าเธอเป็คนพูดซะเสียส่วนใหญ่ และแทบจะไม่ได้ถามอะไรอีกฝ่ายเลย
คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย.. คำถามที่ค้างคาอยู่ในใจเกือบสิบปี แต่เธอกลับลืมมันไปเพราะมัวตื่นเต้นกับการพบเจอเขาอีกครั้ง
“พรุ่งนี้พี่จะมาเล่นกับตะวันอีกใช่ไหม”
“อื้ม มาสิ”
“สัญญานะ”
“สัญญา”
สิ่งที่ตะวันวาดจำได้คือ บทสนทนาสุดท้ายระหว่างเธอกับเขา วันสุดท้าย..ที่เธอได้พบเขา
“จะว่าไป..” เสียงหวานที่เอ่ยขึ้น ทำให้อันธกานต์ผงกศีรษะขึ้นมามองเธอ
“พี่โธนี่ล่ะคะ? เป็ยังไงบ้าง” ทำไมถึงหายไป.. เธอกลืนคำพูดประโยคสุดท้ายเพราะไม่กล้าเอ่ยมันออกไป
ั์ตาสีน้ำตาลเข้มวูบวาบเล็กน้อย มือใหญ่วางช้อนส้อมลงอย่างไร้เสียง ริมฝีปากกึ่งเม้มกึ่งยิ้มบ่งบอกว่าเข้าใจในสิ่งที่เธอ้าจะถาม
“นั่นสินะ I still own you an apology (ฉันยังติดค้างคำขอโทษกับเธอ)” เสียงทุ้มเอ่ย ร่างบางแปลกใจเล็กน้อยที่เขาใช้ภาษาอังกฤษ แต่เธอก็ไม่มีปัญหาเื่ภาษาเพราะได้ใช้ใน่เรียนมหาวิทยาลัยตลอดมา
มือบางยกขึ้นระดับหน้าอกส่ายไปมาพร้อมกับส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ”
อันธกานต์เลือกที่จะไม่สนใจท่าทางของเธอ และพูดในสิ่งที่เขา้าจะบอกทันที
“หลังจากวันนั้น มี emergency (เื่ฉุกเฉิน) นิดหน่อย ทำให้พี่ต้องบินไปยุโรปวันถัดมา ก็เลย..” เสียงทุ้มเว้นวรรคเล็กน้อย ปรับคำพูดเล็กน้อย
“และก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย..” เขาเอ่ยต่อ
ตะวันวาดเบิกตาโตเล็กน้อย เมื่อรู้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่เขากลับมาประเทศไทยในรอบสิบปี เธอพยักหน้าเบา ๆ
“อย่างนี้ก็คิดถึงอาหารไทยแย่เลยนะคะ” เธอเอ่ยยิ้มๆ
“นั่นสินะ..” อันธกานต์หัวเราะกับความคิดของเธอ ก่อนจะพยักหน้ารับเช่นกัน
“ก็เลยเปิดร้านอาหารไทยซะเลย”
ประโยคที่ได้ยินทำให้ตะวันวาดมีสีหน้าประหลาดใจขึ้นอีกครั้ง เธอประมวลเก็บข้อมูลของเขาไว้
ขณะที่ก้มหน้ารับประทานอาหาร สร้อยเส้นเล็กบนคอระหงสะท้อนแสงไฟ เรียกความสนใจอันธกานต์ไว้หลายวินาที ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมและจางหายไปอย่างรวดเร็ว ั์ตาสีน้ำตาลเข้มยังคงจับจ้องอยู่ที่สร้อยคอเส้นนั้นก่อนตวัดกลับลงมองแหวนที่เขาสวมไว้ที่นิ้วนางข้างขวา รูปพระจันทร์เสี้ยวบนหัวแหวนนั้นประกบลงอย่างเหมาะเจาะกับจี้รูปพระอาทิตย์เสี้ยวบนสร้อยของเธอ..
รูปพระจันทร์ด้านหลังสลักชื่อ “อัน”
รูปพระอาทิตย์ต่อชื่อ “ธกานต์”
“ยังใส่สร้อยคอเส้นนั้นอยู่อีกเหรอ” เสียงทุ้มถามราบเรียบ พยายามทำให้น้ำเสียงปกติที่สุด
ทว่าคำถามนั้นก็ยังคงสร้างความประหลาดใจให้ตะวันวาดไม่น้อย
หญิงสาวยกมือกุมสร้อยคอของตัวเอง ั์ตากลมกวาดมองจี้รูปพระอาทิตย์เสี้ยว ก่อนเงยหน้ามองอันธกานต์
“จำได้ด้วยเหรอคะ” เสียงหวานตอบ พร้อมรอยยิ้มเก้อเขิน คำตอบของเธอทำให้อันธกานต์เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตัวเองไม่เข้าใจ เขาเลือกที่จะไม่สนใจมันและต่อบทสนทนากับอีกฝ่าย
“จำได้สิ ตอนนั้นเธอยื่นให้พี่ดู แถมยังบอกว่าเป็ความลับระหว่างเธอกับผู้มีพระคุณในอนาคต..”
สิ่งที่เขาพูดขึ้นทำให้ตะวันวาดหลุดขำออกมา เธอไม่คิดว่าเขาจะจำรายละเอียดทุกอย่างได้มากขนาดนี้ เธอเองลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยเล่าเื่นี้ให้เขาฟัง
“ตอนนั้น พี่ก็เอาแต่ถามใหญ่เลยว่าความลับอะไร” เสียงหวานพูดยังไม่หยุดขำ ระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
หญิงสาวตรงหน้าทำให้อันธกานต์ยิ้มไปพร้อมกับเธออย่างไม่รู้ตัว
“แถมผ่านมาเป็สิบปี พี่ก็ยังไม่ได้คำตอบ” เสียงทุ้มแหย่ต่อ คิ้วคมโก่งสูงขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงตั้งคำถาม แม้จะรู้ดีว่า แท้ที่จริงแล้ว ‘ผู้มีพระคุณ’ ที่เธอกล่าวนั้น แท้จริงแล้วก็คือ ‘เ้าหนี้’ และเป็ใครไปไม่ได้นอกจากตัวเขาเอง..
ตะวันวาดยิ้มกริ่ม แต่ยังคงเงียบไม่ตอบเขาเช่นเดียวกับที่เธอทำเมื่อ 10 ปีก่อน..
“คิดอะไรอยู่”