สู่ขุยตื่นพร้อมอาการปวดหัวจนหัวจะะเิ
เมื่อลืมตานางพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวในห้องเล็ก
ห้องนี้เล็กมากๆ วางเตียงเก่าๆ ได้หนึ่งเตียง ฝ้าเพดานก็ต่ำมาก
สู่ขุยใกลัวแผ่นหลังมีเหงื่อเย็นซึม นางพยุงตัวเองนั่งขึ้นบนเตียงแล้วมองไปรอบๆ
ดูเหมือนว่าอยู่บนเรือ
ตอนนี้มีเด็กผู้หญิงตาโตคนหนึ่งมาแอบมองแล้วรีบวิ่งออกไป
สู่ขุยได้ยินเสียงฝีเท้าไกลออกไปและมีเสียงเด็กหญิงคนนั้นแว่วมา “เจินเมี่ยวรีบไปเรียกถงมามา เด็กผู้หญิงที่อยู่ในห้องนั้นตื่นแล้ว!”
สักพักมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ เด็กหญิงคนนั้นเดินยิ้มเข้ามา “ข้าเป็คนสกุลสวี ชื่อว่าชุ่ยจือ เ้าล่ะ”
สู่ขุยไม่พูดอะไร
สวีชุ่ยจือยืนพิงประตูมองสู่ขุยด้วยความอยากรู้ “พวกเราอยู่ที่แม่น้ำจินซุ่ย กำลังนั่งเรือของจวนไท่เว่ยเข้าเมืองหลวง”
แล้วพูดอีกว่า “จวนไท่เว่ยซื้อเด็กผู้หญิงมาสิบกว่าคน ทุกคนล้วนอยู่บนเรือลำนี้ เห็นพูดกันว่าจะส่งไปที่จวนไท่เว่ยแห่งเมืองตงจิง”
สู่ขุยคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงเข้าใจอย่างกระจ่างชัด
ผลสุดท้ายซุนเอ้อร์เหนียงก็ขายนางจนได้
ชามโจ๊กที่กินคงมียาสลบผสมอยู่
หลังจากนางสลบไปแล้ว ซุนเอ้อร์เหนียงคงให้เฉียนผอจื่อรีบขายนางให้คนของจวนไช่ไท่เว่ย
ไป๋สู่ขุยนั่งใจลอยอยู่ตรงนั้น ‘ซุนเอ้อร์เหนียง’ คือชื่อศัตรูของนาง ที่ต้องสลักไว้บนใจของสู่ขุย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สู่ขุยลอบถอนหายใจ ในที่สุดแม้แต่ความเป็ตัวเองของนางก็ยังเป็ไปไม่ได้ ได้แต่นั่งคิดถึงเหตุการณ์ในวันเก่าๆ
สู่ขุยดูพื้นใต้เท้าที่สะอาดสะอ้านแล้วนิ่งคิดเงียบๆ
นางไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นางต้องอยู่ดีมีสุข
สวีชุ่ยจือยังไม่ยอมไปไหน เมื่อเห็นว่าสู่ขุยไม่ยอมพูดยอมจาและนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากมีรอยแห้งจึงแสดงความเห็นใจถามว่า “เ้าดื่มน้ำไหม”
สู่ขุยมองสวีชุ่ยจือแล้วยิ้มให้ “มีน้ำอุ่นไหม” เพราะนางรู้สึกคอแห้งจนทรมานมาก
สวีชุ่ยจือพยักหน้า “ข้าจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้!”
ก่อนจะก้าวเท้าออกไป นางหันหน้ามายิ้ม พูดกับสู่ขุยว่า “เ้าเป็คนสวยจริงๆ”
พูดเสร็จสวีชุ่ยจือก็รีบเดินออกไป
สู่ขุยยังคงนิ่งเงียบ
อำเภอจงมู่ตั้งอยู่ระหว่างเจิ้งโจวกับเปี้ยนจิง แต่พวกนางมาทางเรือจึงต้องผ่านแม่น้ำจินซุ่ยก่อนจากนั้นค่อยเลี้ยวกลับไปแม่น้ำเปี้ยน แต่ใช้เวลาแค่หนึ่งวันเรือก็แล่นเทียบท่าแม่น้ำอวิ้นของเมืองตงจิง
ถงมามานำหญิงสูงวัยหลายคนพาพวกเด็กหญิงที่เพิ่งซื้อมาสิบแปดคนลงจากเรือ ทุกคนแบ่งกันไปนั่งในรถม้าสิบคัน และมีกลุ่มคนขี่ม้าคอยอารักขาไปส่งให้ถึงเรือนพักแรมของจวนไช่ไท่เว่ย ใกล้ๆ สระจินิในเขตตะวันตกของเมืองตงจิง
สู่ขุยและเด็กผู้หญิงอีกสิบเจ็ดคนต้องอยู่ในความดูแลของจวนไท่ไช่เว่ยสองปี
่เวลาสองปีนั้นถงมามาจะจ้างคนเข้ามาสอนศิลปะและมารยาทต่างๆ ให้พวกนาง
สองปีผ่านไปเด็กหญิงที่เข้ามาพร้อมกันสิบแปดคน มีคนที่ผ่านการคัดเลือกหกคน ซึ่งรวมไป๋สู่ขุย สวีชุ่ยจือ และคนอื่นๆ
ถงมามาไม่ได้ปิดบังอะไรสู่ขุย พวกนางเข้าใจดีที่ต้องส่งคนที่เหลืออีกสิบสองคนไปที่อื่น บางคนเป็ของกำนัลให้บ้านอื่น บางคนได้เป็สาวใช้อุ่นเตียงให้ไช่ไท่เว่ยกับลูกชายทั้งสี่ บางคนได้เป็ของกำนัลให้ลูกจ้างในบ้าน บางคนก็หายไปไม่รู้ชะตากรรม...
นับั้แ่วันที่เด็กหญิงคนแรกถูกไช่ไท่เว่ยมอบให้เ้าหน้าที่คนหนึ่ง สู่ขุยเข้าใจแล้วว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในเส้นทางนี้แล้ว ชะตาของนางต้องไม่ใช่ของที่เ้านายอยากมอบให้ใครก็มอบได้ นางต้องเป็เหมือนฟองน้ำที่ไม่หยุดเรียนรู้ฝึกฝนสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เป็ที่้าของจวนไช่ไท่เว่ย
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ถงมามาเริ่มจัดการสอนความรู้ใหม่ให้สู่ขุยและคนที่เหลือ ซึ่งผ่านการเรียนร้องรำเล่นดนตรีต่างๆ มาแล้ว
นอกจากคนสอนดนตรีศิลปะแล้ว ยังมีคนจากวังหลวงมาสอนวิธีปรนนิบัติผู้ชายให้พวกสู่ขุยด้วย...
ระยะเวลาหนึ่งปีผ่านไปไวเหลือเกิน
ทั้งหมดที่ยังอยู่ในจวนไช่ไท่เว่ย นอกจากสู่ขุยกับสวีชุ่ยจือแล้ว ยังมีอีกสี่คนคือ หลิวอวี้หนู เหลียงชีชี ฉินเจินเมี่ยว และเฟิงสี่เจิน
เด็กสาวทั้งหกคนนี้ยังแบ่งออกเป็สองกลุ่ม ไป๋สู่ขุย สวีชุ่ยจือ และฉินเจินเมี่ยว สามคนนี้มีความสัมพันธ์กันดี ชอบเล่นด้วยกันบ่อยๆ แต่หลิวอวี้หนู เหลียงชีชี และเฟิงสี่เจิน สามคนนี้ก็เป็อีกกลุ่มที่ชอบอยู่ด้วยกัน
่ที่พวกเด็กสาวใกล้จะจากจวนไท่เว่ยไปตรงกับเทศกาลซั่งซื่อวันที่สามเดือนสาม[1]พอดี ถงมามาแสดงความเมตตาอันหาได้ยากอนุญาตให้พวกสู่ขุยหยุดครึ่งวันและไปเล่นในสวนได้
หลิวอวี้หนู เหลียงชีชี และเฟิงสี่เจินพูดคุยและเล่นไพ่อยู่ที่ศาลาริมสระ
หลังจากที่จากกันไปคงไม่ได้เล่นแบบนี้อีก สวีชุ่ยจือ สู่ขุย และฉินเจินเมี่ยวนัดกันไปนั่งเรือชมทิวทัศน์ริมสระ
ต้นไม้และดอกไม้ในสวน่ฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ช่างสวยงาม ทั้งดอกท้อ ดอกสาลี่ ดอกติงเซียง[2] และดอกชงโคบานสะพรั่งเต็มสวนราวก้อนเมฆแผ่กระจาย ส่วนต้นไป๋หยาง[3]ก็ผลิใบสีเขียว ใบหลิวพัดพลิ้วไหวตามแรงลมอยู่ข้างสระ ช่างเป็ภาพที่สวยงามราวกับวาด
ไป๋สู่ขุย สวีชุ่ยจือ และฉินเจินเมี่ยวนั่งคุยเล่นเคียงกัน
สวีชุ่ยจือกวาดตามองเห็นว่าในที่นี้มีแค่พวกตนสามคน จึงพูดเบาๆ ว่า “สู่ขุย ข้าได้ยินมาว่าจวนไท่เว่ยจะส่งพวกเราออกไป ไม่แน่ใจว่าจะส่งไปที่วังหลวงหรือเปล่า”
ไป๋สู่ขุยมองทิวทัศน์ พูดยิ้มๆ ว่า “อาจเข้าวัง หรือไม่ก็...อาจไปที่อื่น หรืออาจเป็กานโจว...ใครจะไปรู้เล่า...”
ไช่กุ้ยเฟย ลูกสาวของไช่ไท่เวยกำลังเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ลูกชายของนางองค์ชายสามผิงอ๋องจ้าวซีซึ่งปีนี้อายุสิบเจ็ดปี ไปปกครองเมืองชายแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ชื่อว่ากานโจวได้สามปีแล้ว
จวนไท่เว่ยใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวพวกนางมา ไหนจะอบรมสั่งสอนอีกตั้งสองปี สิ้นเปลืองไปตั้งมาก จึงมีแค่สองทางที่เป็ไปได้ คือส่งพวกนางไปช่วยพระสนมกุ้ยเฟยรักษาความเป็ที่โปรดปราน หรือไปเป็นางกำนัลให้ผิงอ๋องจ้าวซีที่อายุสิบเจ็ดปี
หากเป็อย่างที่สู่ขุยคาดเดาไว้ นางยอมจากเมืองตงจิงที่เจริญรุ่งเรือง ไปกานโจวที่สถานการณ์ลำบาก
“กานโจวหรือ” ฉินเจินเมี่ยวกะพริบตาปริบๆ ถามว่า “ใช่กานโจวที่อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดแคว้นซีซย่าหรือไม่”
ปีนี้ฉินเจินเมี่ยวอายุสิบห้าปี มากกว่าสู่ขุยหนึ่งปี แม้ไม่สวยสะดุดตาเหมือนสู่ขุย ไม่สวยอ่อนหวานเหมือนชุ่ยจือ แต่นางกลับมีความสวยที่สงบอ่อนโยน
สู่ขุยตอบว่า “อืม ผิงอ๋องปกครองอยู่กานโจว เสด็จแม่ของผิงอ๋องคือพระสนมกุ้ยเฟยที่อยู่ในวังหลวง และจวนไช่ไท่เว่ยคือบ้านยายของผิงอ๋อง”
นางพูดเบาๆ ว่า “ได้ยินว่าหลายปีมานี้ ซีซย่าเข้ามารุกรานกานโจวบ่อยๆ มีาไม่หยุดหย่อน...แต่ข้าก็อยากไปจากเมือง์อย่างตงจิงไปกานโจวที่แผ่นดินกว้างเมฆลอยสูงตามคำเล่าขาน ไปดูโลกที่แตกต่าง”
ั้แ่สู่ขุยเข้ามาในจวนไท่เว่ย นางไม่มีโอกาสติดต่อโลกภายนอกเลย นอกจากพ่อแล้ว ความทรงจำถึงบ้านเกิดค่อยๆ เลือนราง
สำหรับนางแล้ว ตัวตนของแม่เลี้ยงทำให้บ้านเกิดเป็ดั่งวัยเยาว์ที่เ็ปและไม่อยากหวนนึกถึง โดยไม่รู้ตัวนางเลือกจะลืมและออกไปเผชิญโลกกว้าง
หลังฟังเสร็จ สวีชุ่ยจือจับเอวบางของสู่ขุย พูดว่า “องค์รัชทายาทได้รับการแต่งตั้งนานแล้ว ผิงอ๋องไม่มีสิทธิ์ได้เป็แล้วละ ฮ่องเต้ทรงปล่อยให้ไปอยู่กานโจวตั้งนาน คาดว่าชาตินี้คงไม่ได้ออกจากกานโจวหรอก พวกเราจะไปทำอะไรที่กานโจวเล่า”
นางยังคะยั้นคะยอสู่ขุยว่า “ท่านพี่คนดี ข้าไม่อยากไปกานโจวจริงๆ ท่านก็อย่าไปเลย”
ฉินเจินเมี่ยวหัวเราะแล้วพูดว่า “ตงจิงเจริญรุ่งเรือง ในวังมีทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าเองก็ไม่อยากไปอยู่กานโจว สู่ขุยเ้าก็อย่าไป เราสามคนต้องไม่แยกจากกัน”
สู่ขุยหัวเราะว่า “ข้าไม่สัญญากับเ้าสองคนหรอก” นางยังยืนยันที่จะไปอยู่กานโจวเพราะอยากไปดูโลกภายนอก
เมื่อเห็นสู่ขุยไม่พูดอะไร ชุ่ยจือร้อนรน “รีบสัญญากับข้าสิ ไป๋สู่ขุยเ้ากล้าปฏิเสธหรือ!”
เมื่อเห็นว่าไป๋สู่ขุยไม่ยอมพูด ฉินเจินเมี่ยวก็คะยั้นคะยอด้วยอีกคน
เด็กสาวสามคนหัวเราะหยอกล้อกันท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิ
และแล้ววันตัดสินว่าจะเดินบนเส้นทางไหนก็มาถึง
วันนี้ขณะที่ไป๋สู่ขุยฝึกเขียนอักษรจีนอยู่ มีเสียงจ้วนเอ๋อร์ เด็กรับใช้ของถงมามามาเรียก “แม่นางไป๋ ถงมามาเรียกหาท่าน!”
ถงมามานั่งอยู่บนตั่งในห้อง วางถ้วยชา หันหน้ามายิ้มให้สู่ขุย
ใบหน้าของสู่ขุยขาวราวหิมะ ั์ตาดำขลับ ราวกลับจะจำนรรจาได้ เมื่อดูทีละส่วนแล้วไม่ใช่หญิงงามล้ำ แต่เมื่อดูรวมๆ แล้วกลับสวยมีเสน่ห์อย่างประหลาด ทำให้ผู้คนใจเต้นและไม่อาจละสายตา
ถงมามากลัวกระทบการตัดสินใจ จึงไม่มองหน้าสู่ขุยอีก แต่มองรูปร่างของนางแทน
นางยังคงลังเลเพราะตามรสนิยมขณะนี้ ต้องสวยแบบบางจึงจะเรียกว่าสวย แม้ไป๋สู่ขุยเอวบางสมส่วนแต่รูปร่างกลับสูงโปร่ง จึงไม่ถือว่าแบบบาง
ไป๋สู่ขุยเห็นถงมามาจ้องตนอยู่เช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่านี่คือ่เวลาแห่งการตัดสินโชคชะตา
นางค่อยผ่อนลมหายใจให้ผ่อนคลาย แล้วคว้าโอกาสนี้เลือกที่ที่อยากไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/003a2929fa2dd28f0e5a0bbc981a208f
[1] เทศกาลที่ฉลองในวันที่สามเดือนสามตามปฏิทินจันทรคติ เชื่อกันว่าเป็วันเกิดของหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลือง
[2] ดอกไลแลก
[3] ต้นปอปลาร์