**ขอคั่นรายการด้วยการขายของแพพน้า**
ผลงานเื่อื่นของนักเขียน
แนวรักคอมเมดี้:
+รู้จักกับ 'หานอิงมี่' คุณหนูจอมแก่นที่ต้องถูกจับต่งงานกับคนที่เกลียดขี้หน้าอย่างท่านแม่ทัพ 'เซี่ยเฟยหง' ---> [สามพี่น้องตระกูลหาน] แต่งกับเ้าแล้วไง! ข้าก็ไม่ได้รักเ้าเสียหน่อย!
+รู้จักกับพี่ชายคนโตตระกูลหาน ผู้ที่มีศักดิ์เป็พนักงานที่ได้เงินเดือนเยอะที่สุดในวังหลวง 'หานิเทียน' และ 'จีลู่ฟาง' ฮูหยินตัวแสบ ---> [สามพี่น้องตระกูลหาน] สมรสพระราชทานบันดาลรัก
+รู้จักกับพี่ชายคนกลาง ผู้ที่สุดแสนจะเสเพลยิ่งกว่าน้องเขย 'หานิซาน' แต่กลับต้องมาเสียปณิธานที่ว่าจะไม่ยอมลงให้สตรีหน้าไหนให้แก่หัวหน้าโจรสาวอย่าง 'ซือซิง'
-----> [สามพี่น้องตระกูลหาน] หอบรักมาห่มใจแม่นางโจร
แนวรักดราม่า:
+้าเสพความหน่วงจาก 'เซียวหลินหลิง' สตรีที่เคยหลงรักในตัวของ 'ซือหยวนซา' คุณชายคนสุดท้องของสกุลและทนทำดีกับเขามาตลอดจนทนไม่ไหวเลยยื่นหนังสือหย่า ----> [สามบุพเพสกุลซือ] ทางใครทางมัน! เราหย่ากันแล้ว!
+ชอบแนวเต๊าะๆ เครียดๆ หวานเยอะสุดในซีรีส์สามบุพเพสกุลซือ ต้องคุณชายรอง 'ซือหยินซู' กับรัชทายาทมาร 'วั่งหลิวเหว่ย' เลยค่ะ
[สามบุพเพสกุลซือ] 18+แผนลับลวงใจ เสื้อแพรล่องหน (ของรัชทายาทมาร)
+้าอ่านแนวาสู้รบปรบมือ นางเอกเก่ง พบกับ 'จิวอวี้' และคุณชายใหญ่ 'ซือหยางซี' ได้ที่
---> [สามบุพเพสกุลซือ] บุปผาไร้งามกับกระบี่ไร้ใจ
+้าเสพความหน่วงระดับฮาร์ดคอร์ ขึ้นไปจุดสูงสุดแล้วปล่อยตัวตกลงมาดังตุบจากเกมส์กระดานแห่งความแค้น ของ 'ฉินซิ่นซื่อ' กับ 'ซู่ซู่'
----->หัวเราะทีหลังดังกว่า
้าเสพความหน่วงแบบจบง่ายไม่ต้องอ่านยาว
----->ห้วงมายา ปักษา ภารมย์
**ขอให้มีความสุขในการอ่านนิยายนะคะ
7
รชต เอ็งก็ข้ามภพมาเหมือนกันเรอะ!?
เมื่อผมมองไปยังต้นเสียงก็ไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้น แต่สาบานว่าไม่ได้หูฝาด
“ขออภัยที่กระหม่อมอาจจะก้าวก่ายเกินหน้าที่ แต่เห็นฝ่าาเป็เช่นนี้ กระหม่อมก็มิอาจอยู่เฉยได้” เสียงเดิมเอ่ยขึ้นมาอีก
ผ...ผีหลอก... ไม่สิ...นี่มันกลางวันแสกๆ นะเว้ย จะมีผีได้ไง
คิดพลางก็รีบห้ามตัวเองไว้ไม่ให้แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา แล้วพยายามทำตัวให้เป็ปกติ หันมาใช้ตะเกียบในมือสู้รบตบมือกับฮะเก๋าต่อ
ฝ่ายเ้าของเสียงเมื่อเห็นฮ่องเต้นิ่งไปก็ได้แต่งงว่าพระองค์ได้ยินที่ตนพูดหรือไม่ แต่เมื่อเห็นท่าทางทุลักทุเลของฝ่าา เขาจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
“ขอพระราชทานพระบรมาานุญาตพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นภาพที่ต้าเทียนฮ่องเต้เห็นก็คือตะเกียบในมือของตนถูกแย่งไปก่อนจะลอยไปคีบฮะเก๋าชิ้นนั้นขึ้นมาจ่ออยู่ที่ปาก ถึงเ้าตัวจะช็อคกับเื่ตรงหน้าเพียงใด แต่ด้วยความหิว จึงไม่สนอะไรทั้งนั้น กินอย่างเดียว
“ขออีก...”
“ได้ พ่ะย่ะค่ะ” แล้วมือปริศนาก็คีบนั่นคีบนี่ให้ฮ่องเต้เสวยจนอิ่ม
“พอละ ขอบใจเ้ามาก”
“ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายตอบ
“ว่าแต่เ้าคือใครรึ เ้าไม่ใช่ผีใช่หรือไม่?” ทว่าเมื่อได้ยินคำถามที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของฮ่องเต้ก็ทำให้เขาทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
นี่ฝ่าาทรงลืม 'มี่เยี่ยน' หัวหน้าองครักษ์เงา ผู้เป็พระสหายตอนเด็กๆ ของพระองค์แล้วหรือ จะว่าไปั้แ่ฝ่าาฟื้นขึ้นมาก็ดูแปลกๆ ขนาดที่ว่าลืมวิธีใช้ตะเกียบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงเพราะพระเศียรกระแทกพื้นกระมัง...
“กระหม่อมมี่เยี่ยนพ่ะย่ะค่ะ เป็หัวหน้าองครักษ์เงาของพระองค์” มี่เยี่ยนเอ่ยปากแนะนำตัว
มี่เยี่ยน โอ้วชื่อน่ารักดีนะ ตัวจริงจะน่ารักเหมือนชื่อมั้ยอะ
“มี่เยี่ยน...องครักษ์เงา...” ผมทวนคำแล้วพยายามเค้นความทรงจำของเ้าของร่างคนก่อนกลับมา
“อ้อ...ยินดีที่ได้รู้จักนะมี่เยี่ยน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าแต่...ขอถามหน่อยสิ ข้ามีองครักษ์เงาอยู่เท่าไรหรือ?”
“เื่นี้...” มี่เยี่ยนทำน้ำเสียงอ้อมแอ้มก่อนตอบว่า
“กระหม่อมว่าพวกเราควนไปคุยกันที่วังของพระองค์จะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“อืมๆ “ ผมรับคำ
“มี่เยี่ยน...ข้าอิ่มเสียจนลุกขึ้นเดินไม่ไหวแล้ว เมื่อยขาด้วย พาข้าไปที...”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เอ่อ...ปกติพระองค์เรียกข้าว่าองครักษ์มี่มิใช่หรือ
ทำให้ภาพต่อมาที่ทุกคนเห็นก็คือภาพของต้าเทียนฮ่องเต้ที่กำลังเคลื่อนที่ไปโดยไม่ต้องย่างเท้าเดิน ประดุจเทพเซียนผู้สูงส่ง (?) และเร็วๆ นี้ก็คงมีข่าวลือออกไปนอกวังว่าฝ่าามีบุญบารมีบลาๆๆ หรือไม่ก็ฝ่าาอาจไม่ใช่ฝ่าาที่เป็คน แต่เป็ิญญาที่กลับมาจากปรโลกก็เป็ได้ (?) แต่ก็ดีกว่าให้ใครต่อใครรับรู้ว่า...
ต้าเทียนฮ่องเต้เสวยพระกระยาหารจนอิ่มแปล้จนเสด็จกลับตำหนักไม่ไหว จนต้องให้องครักษ์เงาเข็นกลับวังล่ะนะ...
แน่นอนว่าคนที่รู้ก็มีแค่ตัวของฝ่าาและมี่เยี่ยนเท่านั้นแล...
--------------------------------------------------------------------
“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” มี่เยี่ยนพูดพลางปล่อยมือจากตัวของต้าเทียนฮ่องเต้ หลังจากเข็นมาส่งถึงหน้าตำหนัก
“ขอบใจมาก” ผมบอก แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองความอลังวังเว่อร์ของตำหนักฮ่องเต้ ที่บอกตรงๆ ว่าสู้คฤหาสน์สามชั้น ที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่ห้าสิบห้าเอเคอร์ของพ่อผมไม่ได้สักกระนิด
เฮ้อ...พูดถึงก็คิดถึงบ้านชะมัด
ผมสะบัดไล่ความคิดต่างๆ ออกจากหัว ก่อนผลักประตูเดินเข้าไป ตามด้วยร่างของหัวหน้าองครักษ์เงา ก่อนจะเดินสำรวจตรงนั้นทีตรงนี้ทีด้วยความสนใจ จากที่ยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าเดินตรงไปจะเป็ห้องนอนที่ผมฟื้นขึ้นมา ด้านขวาน่าจะเป็ห้องทำงาน ด้านซ้ายเป็ห้องนั่งเล่น อ่ะ คุยกับมี่เยี่ยนที่ห้องนั่งเล่นละกัน
“มี่เยี่ยน” ผมเรียกชื่อคนที่แฝงตัวอยู่ในอากาศก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้สักอย่างดี
“ไหนมาให้ข้าดูหน้าหน่อยซิ”
“พ่ะย่ะค่ะ” แล้วร่างของมี่เยี่ยนในชุดสีดำที่ปิดั้แ่หัวจรดเท้าก็ปรากฏตัวขึ้นมา
“เงยหน้าขึ้นมาสิ” จะก้มหน้าทำไมเล่า
เมื่อเห็นใบหน้าของมี่เยี่ยนก็ทำให้ผมใจนแทบหงายหลังตกเก้าอี้
“รชต!” โอ้ มายก๊อด อย่าบอกนะว่าผมไม่ได้ข้ามมิติมาคนเดียว ในที่สุด เซียนเทพก็ส่งเพื่อนมาให้ผมแล้ว~~
“....” มี่เยี่ยน
“เอ็งก็ข้ามภพมาเหมือนกันเรอะ?”
“....” จากนั้นมี่เยี่ยนก็เอ่ยพร้อมกับทำหน้างุนงง
“ระชะตะ อะไรฤาพ่ะย่ะค่ะ? “
“......นี่ไม่ได้อำกันใช่มั้ยเนี่ย” ผมพูดพลางพยายามมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อจับผิด แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
“ข้าเผลอเลอะเลือนไปหน่อยน่ะ ช่างเถิด...” ผมรีบพูดตัดบท เอาเถอะ ขนาดตัวเรายังมีต้าเทียนฮ่องเต้ที่หน้าเหมือนกันเพราะเป็คนๆ เดียวกัน แค่อยู่คนละมิติเวลา นับประสาอะไรที่คนอื่นจะไม่มี มี่เยี่ยนก็คงเป็อดีตของรชตละมั้งงง แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยนึง อย่างน้อยตรูก็ไม่ได้อยู่คนเดียว (?)
“สรุปข้ามีองครักษ์เงากี่คนหรือ”
“ฝ่าาทรงมีองครักษ์เงาทั้งหมดหนึ่งร้อยเศษพ่ะย่ะค่ะ แต่ที่อยู่กับพระองค์ตอนนี้มีกระหม่อมเพียงคนเดียว”
“แล้วคนที่เหลือล่ะ?”
“ที่อยู่รอบตำหนักของฝ่าาตอนนี้มี 5 คนพ่ะย่ะค่ะ ส่วนที่เหลือก็กระจายอยู่ตามวังหลวงไม่ก็เก็บตัวฝึกวรยุทธ์กันอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้โห”
อืมๆ องครักษ์เงานี่ก็เหมือนเป็ผู้คุ้มกันสินะ แต่มีความสามารถในการพรางตัว จะว่าไป... ต้องมาเรียกองครักษ์เงาแบบนี้มันรู้สึกยังไงๆ ก็ไม่รู้...
“ต่อไปข้าจะเรียกพวกเ้าว่าชาโดว์เรนเจอร์ละกัน” จะได้เรียกถนัดปากหน่อย คนอื่นจะได้ไม่รู้เวลาเราเรียกพวกเขามาหาด้วย แถมนี่ก็ไม่ได้ผิดเงื่อนไขที่ตกลงกับต้าเทียนฮ่องเต้ด้วย เข้าท่าแฮะ วัชรวีร์ นายนี่มันสุดยอดจริงๆ
“......” มี่เยี่ยนทำหน้างงกับคำพูดของต้าเทียนฮ่องเต้ เขาไม่ได้คิดไปเอง ฝ่าาเปลี๊ยนไป๋จริงๆ ด้วย ั้แ่การกระทำยันภาษาประหลาดๆ ที่ออกจากปากอีก
“อ้อ มันแปลว่าองครักษ์เงาน่ะ ต่อไปเวลาจะเรียกพวกเ้าข้าจะเรียกเช่นนี้ ได้หรือไม่?”
“ฝ่าาโปรดทวนให้ฟังใหม่อีกรอบได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ คำว่าชาโต...”
“ไปเอากระดาษกับปากกามา เดี๋ยวข้าเขียนให้” ได้ข่าวว่าจีนมีการใช้โรมานจิมาถอดเสียงอักษรจีนมิใช่รึ งั้นถ้าเขียนภาษาอังกฤษไป คงอ่านออกหรอกเนอะ
//โรมานจิใช้กับภาษาญี่ปุ่นเฟ้ย! ส่วนของจีนเขาเรียกพินอินเฟ้ย! แล้วพินอินกับตัวอักษรในภาษาอิ้งก็ไม่เหมือนกันด้วยย่ะ แด่วัชรวีร์//
“ทูลฝ่าา ที่นี่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าปากกาพ่ะย่ะค่ะ” แล้วคำว่าปากกานั่นคืออะไร ตัวข้ามี่เยี่ยนไม่เคยได้ยินมาก่อน
“มีอะไรที่เขียนได้ก็เอาๆ มาเถอะ” ผมก็อยากไปหยิบเองหรอกนะ แต่ไม่รู้ว่าแต่ละอย่างมันถูกเก็บไว้ที่ไหนน่ะสิ เดี๋ยวไปหยิบผิดที่ขึ้นมา ได้โป๊ะแตกกันพอดี เออ... เดี๋ยวนะไปเขียนให้มี่เยี่ยนดูที่ห้องทำงานก็จบไหม
“ไม่ต้องแล้วมี่เยี่ยน เอาเป็ว่าตามข้ามาที่ห้องทำงาน เดี๋ยวเขียนให้ดู” แล้วผมก็ลุกขึ้นเดินนำไป เมื่อถึงห้องทำงานที่มีทางเชื่อมไปห้องที่ดูเหมือน้องสมุด สิ่งแรกที่ผมเห็นคือ...โต๊ะหินยาวสามโต๊ะที่มีกองเอกสารและม้วนกระดาษวางอยู่เต็มไปหมด
โอ้มายก๊อด โต๊ะของพ่อผู้ที่เป็ถึงผู้บริหารบริษัทเขาก็ว่ารกแล้วนะ นี่มันอาร้ายยยย แล้วดูเหมือนส่วนมากที่วางอยู่ตรงนั้นยังไม่เสร็จด้วย
ต้าเทียน!! ไยเอ็งไม่สะสางงานให้เสร็จก่อนค่อยตกม้าเล่า
ไอ่ชิบหาย...แค่ปากกาลูกลื่นตรูยังเขียนออกมาได้ไก่เขี่ยเลย แล้วพู่กันจีนจะรอดเรอะ!
ผมหยิบพู่กันจีนไปจุ่มใส่หมึกแล้วพยายามประคองลายเส้นให้เขียนออกมาแล้วอ่านรู้เื่อย่างยากลำบาก
ต้าเทียน! ในเมื่อให้ร่างเ้ามาแล้ว ทำไมไม่ให้ความสามารถของเ้ามาด้วยเล่า! ั้แ่การใช้ตะเกียบละเห้อ...
และแล้ว...หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป ผมก็หากระดาษมาเขียนคำว่า SHADOW RANGER ได้สำเร็จ อูย...แค่เขียนตัวอักษรอังกฤษยังยากขนาดนี้ ตอนทำกิจบ้านเมืองไม่อยากจะคิดเลย
“ชาโต้ หรานเกอ...” มี่เยี่ยนอ่านออกเสียงเบาๆ
“...ชาโดว์ เรนเจอร์” มาหรงมาหรานอะๆ ไรเล่า
“...ชาโดว์ ...หราน...เกอ” แต่มี่เยี่ยนก็ยังคงอ่านแบบเดิม โธ่...มี่เยี่ยนที่รัก... แค่พูดตามมันยากนักรึไง
“เรนเจอร์...” ผมเน้นเสียง
“เรน...จอ” เมื่อเห็นมี่เยี่ยนที่พยายามออกเสียงตามอย่างลำบากแล้ว ผมก็อ่อนอกอ่อนใจ
“ชาโต้หรานเกอ ก็ชาโต้หรานเกอ...” พูดจบก็ถอนหายใจทีนึง
“สรุปต่อไปนี้ข้าจะเรียกพวกเ้าว่าชาโต้หรานเกอนะ ไปบอกคนอื่นๆ ด้วย”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นผมก็ปรายตามองไปยังกระดาษที่กองอยู่บนโต๊ะ
...ศึกษาไว้หน่อยก็ดี เผื่อได้ทำ (ไม่ต้องเผื่อหรอกได้ทำอยู่แล้ว)