Chapter 17
เปรี้ยง!!! เสียงของมีคมซึ่งเกิดจากการที่สิ่งนั้นเเทงโดนอะไรสักอย่างดังขึ้น
ต้นตอของเสียงเกิดจากวิถีที่มันพุ่งไปเเละเเทงทะลุผ่านร่างของชายที่เป็เป้าหมายในแนวดิ่ง ทว่าของมีคมชิ้นนั้นไม่ใช่หอกความมืดขนาดใหญ่ที่วอยด์นั้นเป็คนรวบรวมพลังเวทเเละสั่งให้มันพุ่งตรงไปยังข้างหน้าและคนที่ถูกของมีคนเเทงทะลุผ่านร่างก็ไม่ใช่ไมเคิลเช่นเดียวกัน...เเต่เป็วอยด์
“เลียม?!”
ชื่อของเลียมถูกเรียกทั้งออกจากปากเเละในใจโดยเพื่อนทั้งห้องอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
“เ้า…คิดจะลอบโจมตีอย่างนั้นน่ะรึ?”
วอยด์พูดอย่างเคียดเเค้นสายตาละจากไมเคิลหันไปมองคนข้างหลังตน
น่าเเปลกที่เเม้มีดสั้นของเลียมจะปักอยู่ตรงกลางอกของวอยด์ค่อนข้างลึกจนอีกฝ่ายไม่น่าจะลุกขึ้นยืนไหวเเต่กลับไม่มีเืสักหยดไหลซึมออกมาจากบริเวณบาดเเผลเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะเสื้อคลุมที่หนามากก็เพราะเป็หุ่นเเทนตัวจากเวทมนตร์ที่ไม่ได้สร้างเืปลอมไปด้วย ซึ่งเหตุผลที่ถูกต้องน่าจะอย่างหลัง
ในตอนนั้นเป็เพราะบรรยากาศที่ตึงเครียดทำให้ไมเคิลลืมไปชั่วขณะว่าตรงหน้าของตนนั้นไม่ใช่คนเเต่เป็หุ่นตัวเเทนของวอยด์ รอยบาดเเผลถูกเเทงเมื่อครู่กำลังฟื้นฟูให้กลับมาเป็ปกติ ในตอนนั้นไมเคิลได้ตั้งท่าเตรียมจะสู้อีกรอบหนึ่งเพราะถึงจะทำลายคอร์ไปเเล้ว เเต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่ลุกขึ้นมาอีกเเถมยังไม่รู้ด้วยว่าที่วอยด์ล้มลงไปเป็เพราะทำลายคอร์ได้หรือไม่
ไมเคิลตั้งท่าโดยมีอิกซ์คอยช่วยฟื้นฟูอยู่ด้านหลังเเต่หุ่นเเทนตัวของอีกฝ่ายกลับไม่ลุกขึ้นมาตอบโต้ต่อ
วอยด์นอนอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้า(ที่ให้ความรู้สึก)เจียนตายเลียมเองก็กำลังลุกเดินมาเก็บมีดที่ตนปาไปเมื่อครู่
เห็นดังนั้นไมเคิลก็ลดอาวุธลง
“ผมไม่ได้ลอบโจมตี ฉันก็เเค่ปามีดของตัวเองออกไปเเล้วมันไปโดนนายเฉยๆต่างหากล่ะ”
“เ้าโกหก…”
“ถึงจะโกหกจริง ผมก็ไม่มีเหตุผลจะต้องบอกความจริงกับคนอย่างนายหรอก”
เลียมตอบกลับอย่างไม่สนใจเสียงเเหบพร่าเหมือนคนกำลังจะตายจากวอยด์เเละไม่สนใจสีหน้าที่อัดเเน่นไปด้วยคำถามเรียงเป็ตับอันเกิดมาเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ของไมเคิลอีกด้วย
ทว่าก่อนที่ไมเคิลจะได้คำตอบจากปากเลียมทั้งคู่คงต้องตอบคำถามเพื่อนๆในห้องอีกหลายคนเสียก่อน
“ข้าจะกลับมาเเก้เเค้นพวกเ้าเ้าทั้งสองจะต้องถูกข้าบดขยี้ให้เละเป็...จุณ”
เสียงของวอยด์ดังขึ้นอย่างช้าๆจนในที่สุดก็เงียบลง ตามมาด้วยท่าทีของวอยด์ที่ดูเหมือนจะไม่ได้สติอีกแล้ว
เลียมเข้าไปใกล้ๆเเละลองััชีพจรดูก็ส่ายหน้าเป็การบอกกลายๆว่าอีกฝ่ายไม่หายใจเเล้ว เเต่นั้นคือในกรณีของร่างที่เลียมปามีดสั้นไปนั้นเป็ร่างจริงของวอยด์
“ทำไงดีล่ะ?”
“ถ้าเ้าหมายถึงร่างไร้ิญญาของวอยด์ก็คงไม่ต้องห่วงหรอก นั้นไม่ใช่ร่างของคน เป็เพียงหุ่นยนต์ที่ผสานกับเวทมนตร์จนเป็เหมือนกายเนื้อของคนจริงๆมากกว่าถึงจะจงใจไม่ทำให้เหมือนเป๊ะมีเืในร่างกายก็เถอะ คงคิดว่าไม่จำเป็ล่ะมั้งเ้าก็เห็นใช่ไหมว่ามันไม่มีเื ป่านนี้ดวงิญญาเ้านั้นคงกลับไปร่างหลักเรียบร้อยเเล้วล่ะส่วนเื่ศพ ไม่สิ ร่างไร้ิญญาของเ้านั้น กำลังมีคนมาจัดการให้เ้าเอาเวลาไปอธิบายเพื่อนเ้าที่กำลังมองตาถลนอยู่ตรงมุมนั้นจะดีกว่า เราไปล่ะ”
พูดจบอิกซ์ก็ชี้ไปทางฮามัวร์ฮาเวียร์เเละเพื่อนอีกหลายคนซึ่งเดินออกมาจากเเหล่งกบดานกำเเพงโต๊ะเเล้วพลีกายกลับไปเป็สร้อยเหมือนเดิมทุกคนเดินออกมาหลังจากเห็นว่าเหตุการณ์สงบลงเเล้วเเต่ก่อนที่ไมเคิลจะได้ถามเลียมเกี่ยวกับคำถามนับร้อยพันที่มีอยู่ ห้องเรียนซึ่งเมื่อครู่ถูกเปลี่ยนเป็ลานต่อสู้ขนาดย่อมนั้นก็ได้เปลี่ยนเป็ลานสัมภาษณ์ของนักข่าวร่วมยี่สิบกว่าคนไปโดยปริยาย
...
...
ทางฝั่งของผู้อำนวยการโฮบาร์เมื่อประมาณสามสิบนาทีที่เเล้วก่อนเกิดเื่
"เอกสารเเผนการเรียนเสริม่ปิดเทอมของนักเรียนชั้นมัธยมดิฉันส่งไปทางอีเมลเรียบร้อยเเล้วนะคะรบกวนตรวจสอบด้วยว่าเหมาะสมหรือเปล่าเเล้วดิฉันจะสั่งการลงต่อไป"
เสียงของเลขาหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็เลขาของโฮบาร์ดังขึ้นหลังากที่เธอส่งไฟล์บางอย่างด้วยไอเเพดในมือของเธอเสร็จหลังจากที่โฮบาร์ได้ประกาศเสียงออกไปทางวิทยุเขาก็กลับมานั่งทำงานต่อที่ห้องทำงานของตัวเองต่อตามปกติยังคงจัดการงานทั้งหมดเหมือนทุกวัน
ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เเต่ 'ลางสังหรณ์' กลับทำให้เขาไม่ยอมวางมือจากไม้เท้าค้ำยันข้างกาย
โฮบาร์เปิดไฟล์งานด้วยมืออีกข้างก่อนจะตอบรับ
"ขอบใจคุณมากตามนี้ได้เลยไม่ต้องเเก้ เเล้วเื่ประกาศระวังภัยมีใครที่ดูจะเป็ปัญหาหรือเเหกกฏไหม?"
"เท่าที่ดูก็ไม่มีค่ะถึงจะมีนักเรียนสองสามกลุ่มที่คิดอยากจะลองของออกมาเดินเล่นเเต่ก็เป็เเค่ส่วนน้อยส่วนใหญ่จะเป็เหตุสุดวิสัยเพราะไม่มีอาจารย์อยู่เเถวนั้นกันค่ะ"
"ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนบุคลากรสินะเเต่เเค่ชั่วคราวคงไม่มีปัญหาอะไร"
เลขาพยักหน้า
โฮบาร์หลับตาก่อนจะใช้ความคิดอาจจะดูค่อนข้างเกินความจำเป็ไปสักหน่อย เเต่เขาไม่รู้เลยว่าความรู้อึดอัดที่เกิดขึ้นเเละลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนี่จะหายไปเมื่อไหร่
บางทีอาจจะเป็การประกาศระวังภัยที่นานที่สุดเลยก็ได้เพราะสิ่งที่เขาเห็นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน
โฮบาร์ถอนหายใจก่อนจะบอกให้เลขาของตนออกไป
ดูท่าจะต้องคิดเหตุผลในการยืดเวลาประกาศออกไปอีกเเล้วกระมังเขาคิด เพราะดูเหมือนจะยังไม่มีวี่เเว่วของเหตุการณ์อะไรที่น่าเป็ห่วงเกิดขึ้นนอกจากความไม่สบายใจอันเกิดจาก ลางสังหรณ์ของเขา
หรือเป็ไปได้ไหมที่ลางสังหรณ์จะผิดเพี้ยน
เป็ไปไม่ได้หรอกเวลาร่วมสามสิบเกือบสี่สิบปีของเขามันฟ้องว่าลางสังหรณ์ที่มีมาตั้งเเต่ััได้ถึงพลังเวทนั้นไม่มีทางเเละไม่เคยที่จะผิดพลาด โฮบาร์เถียงกับตัวเองอยู่ในใจเเต่ไม่รู้ว่าด้วยความอึดอัดต่อลางสังหรณ์ที่มากกว่าทุกๆครั้งหรือด้วยความชราภาพที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาทำให้ความอดทนเเละความเชื่อมั่นต่อลางสังหรณ์ของตัวเองนั้นลดต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ
เเต่ก่อนที่ตัวของชายกลางคนจะเลือกล้มเลิกประกาศระวังภัยเเละพยายามที่จะคิดบวกคลื่นพลังอันน่าสะอิดสะเอียนชวนจะอ้วกก็พวยพุ่งเข้ามาเเละรวดเร็วราวกับสึนามิ
ความรุนเเรงของมันทำให้ชายกลางคนผู้อ่อนเเอลงตามกาลเวลาอย่างโฮบาร์เเทบจะสำรอกออกมาตรงนั้น
ความรู้สึกนั้นทำให้เขาเผลอจับไม้ค้ำยันของตนแน่นไปกว่าทุกครั้งดวงตาเบิกโพลงขึ้นและมองไปทางต้นตอของความรู้สึกน่าสะอิดสะเอียนนั่นอย่างไม่วางตา
ให้ตายสิ เกือบจะถอดใจอยู่เเล้วเชียว
เสียงเปิดประตูห้องดังปังตามด้วยเสียงฝีเท้าของโฮบาร์ที่วิ่งโดยไม่สนภาพลักษณ์ เเละไม่สนว่าจะมีใครมาเห็นว่าทั้งที่ขายังปกติดีเเล้วทำไมต้องใช้ไม้ค้ำยัน
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีใครคิดจะใส่ใจอยู่เเล้วน่ะนะสำหรับบางคนถ้ารู้จักกับเขามาตั้งเเต่โฮบาร์ยังหนุ่มๆจะรู้ว่าเขาถือมันอยู่ตลอดเวลาจนยิ่งเสียกว่าของคู่กาย
พลังเวทอึดอัดเเบบนั้นเขาจำได้ดีว่าเป็ของใคร
ชายที่หายหน้าหายตาไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเเม้ในตอนนั้นจะไม่ได้เเผ่ความน่าขนลุกออกมาขนาดนี้เเต่สิ่งที่ประสบพบเจอนั้นให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึง
โฮบาร์สาวเท้าตรงไปยังต้นตอของพลังเวทอันมืดมิดทันทียิ่งตรงไปยังต้นตอของพลังอันน่าขยะแขยงก็ยิ่งตอกย้ำสันนิษฐานเข้าไปอีกว่าทำไมในนิมิตเเละลางสังหรณ์ถึงมีวอยด์อยู่ด้วย เขาเดาได้ในทันทีว่าจุดประสงค์ที่วอยด์มาได้ทันที นั้นคือความปรารถนาที่จะเเย่งชิงอาร์ติเเฟคของเลียมเเละไมเคิล!!!
เขารู้ว่าจุดหมายปลายทางที่กำลังจะไปนั้นทีผู้พลังเวทเหมือนกับเขาถึงสองคน
หากถามว่าเขารู้ตั้งเเต่ตอนไหนก็ตอบได้อย่างไม่ลังเลใจเลยว่าตั้งเเต่เปิดภาคเรียนเเละได้เจอกันกับทั้งสองคนในครั้งเเรกตั้งเเต่พิธีปฐมนิเทศเมื่อประมาณสี่ถึงห้าปีที่เเล้วเขารอมาโดยตลอด รอที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ขัดเกลามาให้ใครสักคนเเต่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนที่ผ่านการปลุกพลังเวทมาเข้าเรียนยังไฮสคูลเเห่งนี้
จนกระทั่งมาถึงรุ่นของไมเคิล
โฮบาร์จับตาดูทั้งสองคนมาตลอดโดยที่คอยแอบมองอยู่ห่างๆส่วนหนึ่งคือเขาไม่เเน่ใจว่าควรที่จะสอนวิชาให้กับนักเรียนของเขาดีไหมเเต่เหตุผลนั้นคือเหตุผลรองโฮบาร์ไม่ใช่คนที่โลภถึงขั้นหวงเเหนวิชาที่เมื่อตายไปก็ไม่มีใครสืบทอดหากพูดตามตรงเขาก็ไม่เเน่ใจเหมือนกันว่าจะมีทายาทต่อไปได้อีกหรือเปล่าเเละคนที่ได้อาร์ติเเฟคชิ้นต่อไปจะปรากฏได้เร็วพอให้เขาสืบทอดความรู้ที่เรียนรู้มาหรือไม่
เพราะเหตุนั้นเหตุผลหลักของโฮบาร์ก็คือเื่เกี่ยวกับความลึกลับของเวทมนตร์เสียมากกว่าอย่างที่รู้กันดีว่าพลังเวทมนตร์ถือเป็เื่ที่คนส่วนน้อยจะรู้การคาดคะเนจากการััพลังเวทของตาเเก่อย่างเขาอาจจะผิดพลาดก็ได้เพราะอย่างนั้นจึงไม่เคยได้ถามอะไร
ยิ่งเเก่ยิ่งโลเล เป็ข้อเสียที่ไม่น่าอภิรมย์เลยจริงๆ
แต่เหตุผลข้อที่สำคัญที่สุดตัวเขาเองก็ไม่ได้สนิทสนมกับทั้งสองคนถึงขั้นที่ว่าจะสามารถเดินเข้าไปเเละถามไถ่เกี่ยวกับเวทมนตร์โต้งๆได้เเละในทางกลับกันเขาก็ไม่ได้สนิทกับเด็กทั้งสองมากพอที่จะเดินไปบอกทั้งสองว่าตัวเขาเองก็เป็ผู้วิเศษเหมือนกัน...ไม่เเน่เผลอๆอาจจะโดนตีหน้าซื่อกลับมาก็ได้ว่าคืออะไรผมไม่รู้จักสิ่งที่ผู้อำนวยการกำลังพูดอยู่
เเค่คิดก็รู้สึกอายขึ้นมาแล้ว
ฝ่าเท้าในรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มก้าวเร็วขึ้นเป็จังหวะเขาตรงออกมาจากเขตห้องพักครูตรงไปยังห้องๆนั้นทันทีโฮบาร์เคาะไม้เท้าของตนเปลี่ยนเป็คทาก่อนจะร่ายคทาพรางตาเอาไว้
สถาณการ์ณเเบบนี้คงไม่มีเวลาให้ร่ายคาถาหรือใช้เวลาเปลี่ยนไม้เท้าของตนให้กลับกลายเป็คทาใน่ฉุกเฉินกอปรกับร่างกายที่ชักช้าเเบบนี้ก็เกิดมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นอีกทั้งเขายังไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างหนักหน่วงมานาน โฮบาร์จึงไม่ค่อยชินเท่าไหร่
จนในที่สุดก็วิ่งมาถึงยังหน้าประตูของห้องโฮบาร์เปิดประตูเข้าไปทันที
"วอยด์!!!!เเกจะทำอะไร..อีก"
สิ่งที่ใอย่างที่หนึ่งคือประตูที่เปิดออกได้ทั้งที่เขาคิดไว้ว่าอย่างน้อยคงจะต้องร่ายคาถาปลดล็อกอย่างน้อยหนึ่งคาถาก่อนจะบุกเข้าไปเเต่สิ่งที่พบคือสามารถเปิดประตูเข้าไปได้ตามปกติ
ส่วนข้อที่สองเป็เหตุผลเดียวกับที่โฮบาร์เเผ่วเสียงลงในตอนท้าย
"อะไรกัน…!!??"
สภาพห้องเรียนยังคงอยู่ดีการตกเเต่งห้องเรียนเเละโทนสีสไตล์มินิมอล รวมไปถึงโต๊ะเรียนที่วางเป็ระเบียบโปรเจคเตอร์ ไวทบอร์ดเเละป้ายประชาสัมพันธ์ที่ยังคงเด่นหราท่ามกลางบอร์ดที่ถูกตกเเต่งอย่างดีด้วยการร่วมมือร่วมใจของนักเรียนทุกคน
ที่นี่ไม่มีวอยด์เเบบที่เขาเดาเอาไว้!!
เเต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะอยู่ในสภาวะที่ปกติ...
ปกติที่หมายถึงไม่ใช่สภาพของห้องสิ่งนั้นยังคงปกติดีทุกอย่างอยู่ เเต่เป็ผู้คนต่างหากประกาศระวังภัยที่ตัวเขาประกาศนั้นเเจ้งชัดเจนว่าห้ามออกนอกห้องโดยไม่จำเป็ทุกกรณีซึ่งเมื่อประกาศออกไปเเบบนั้นเเล้ว คงเป็ไปไม่ได้ที่นักเรียน 'ทุกคน' จะพร้อมใจกันเเหกกฏ
เเถมบรรยากาศอันน่าพิศวงเเละขนลุกก็ยังคอยกวนใจเขาอยู่ราวกับว่าอยู่ดีๆก็เปิดประตูเข้ามาที่ป่าช้าในเวลากลางคืนทั้งที่ข้างนอกยังคงเเดดเปรี้ยงปร้างต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง
ทันใดนั้นเองโฮบาร์ก็นึกอะไรได้ขึ้นมา
เขาจำได้ลางๆว่าวอยด์มีความสามารถในการสร้างมิติเเละจำได้ว่าเคยเข้าไปอยู่ในอาณาเขตมิติที่ไม่สามารถหนีได้อยู่ครั้งหนึ่ง
ครั้งนั้นสภาพของเขานั้นเเทบดูไม่ได้เลยทีเดียวเเม้จะสู้ต่อไปไม่ไหวก็ต้องตอบโต้เพื่อยื้อให้อีกฝ่ายพลังเวทพร่องลงจนไม่เหลือความสามารถเพียงพอที่จะสร้างมิติโดยสมบูรณ์ได้จึงค่อยะเิพลังทำลายมิติเพื่อหนีออกมา
โฮบาร์จำวันนั้นไม่เคยลืมขนาดเเพทย์ที่เขาไปทำการรักษา ยังถามเลยว่าไปโดนรถชนหรืออุบัติเหตุที่ไหนมาบาดเเผลระดับเคสฉุกเฉินเเต่กลับเดินมาเข้ารับการรักษาด้วยตัวเอง เป็เคสที่ค่อนข้างหายาก
ถึงจะค่อนข้างดึงดูดความสนใจจากเหล่าบรรดาบุคคลที่อยู่ในโรงพยาบาลเเต่ในตอนนั้นเเผลมันก็ค่อนข้างฉกรรจ์จนไม่สามารถใช้เวทฟื้นฟูทั้งหมดได้จริงๆเเต่จะไม่ใช้ก็ไม่ได้อีก เเม้จะรู้ดีว่าถ้าไปในสภาพที่อาจจะโดนสงสัยเเต่ถ้าไม่รักษาตัวเองด้วยเวทมนตร์ขั้นต้นก่อนคงไปไม่ถึงโรงพยาบาลเเน่ๆอย่างมากก็โดนวอยด์หามไปทันทีที่เขาสลบด้วยพิษจากบาดเเผล
เพราะด้วยพลังเวทเเละเวลาที่มีในตอนนั้นกับบาดเเผลระดับนี้ไม่สามารถทำให้หายขาดได้จริงๆจึงต้องพึ่งใบบุญของการเเพทย์เเผนปัจจุบัน
คิดได้ดังนั้นจึงกระทุ้งไม้คทากับพื้นทันที เเม้จะต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อทำลายโดมมิติที่ซ้อนทับก็จะต้องพาเหล่าเด็กนักเรียนออกมาอย่างปลอดภัยให้ได้ เพราะในตอนนี้เขาไม่ใช่คุณครูเเต่เป็ถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ระดับความรับผิดชอบเเละจิตสำนึกความเป็ครูก็มีเพิ่มขึ้นจากตอนที่เป็เเค่คุณครูธรรมดาอย่างไม่น่าเชื่อเเต่ก่อนที่จะได้ร่ายคาถาสิ่งที่เกิดขึ้นก็ขัดจังหวะความมุ่งมั่นของโฮบาร์!!!
วืด....
เสียงลม…
หรือควรที่จะเรียกว่าเป็บางสิ่งที่มองไม่เห็นผลักให้ตัวของโฮบาร์ลุกขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจก่อนจะดันตัวของเขาออกมันไม่เหมือนกับการดันไปเฉยๆ(เลยเรียกไม่ได้ว่าเป็เหมือนกับลมที่มาดันตัวเขา)เเต่เหมือนกับพลังจิตอะไรสักอย่างที่บังคับร่างให้เขาเดินออกไป
โฮบาร์โดน(บังคับ)พาออกมาอยู่ตรงหน้าห้องเรียนอีกครั้งด้วยความงุนงงเขาพยายามใช้เวทมนตร์ในการขัดขืนเเต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็ผล
จนเวลาผ่านไปสักพักบรรยากาศน่าขนลุกนั้นก็หายไปพร้อมกับความรู้สึกขุ่นมัวอันเกิดจากลางสังหรณ์ของตน
เสียงซุบซิบกับบรรยากาศที่ทำให้รู้ได้ทันทีว่าหลังบานประตูมีคนอยู่ก็ดังออกมา ในตอนนี้เขารู้สึกสับสนไปหมดเเต่ยังเก็บอาการเอาไว้ได้
โฮบาร์เปิดประตูบานนั้นออกทันทีอย่างร้อนรนเเละเป็ห่วง เเต่เพราะอะไรก็ไม่ทราบณ เวลานั้น ความรู้สึกกดดันเเละตึงเครียดที่โฮบาร์เคยมีได้หายไปอย่างน่าประหลาดเเละหายไปอย่างปลิดทิ้งโดยไม่มีเหตุผล
เเต่พอเปิดประตูเข้าไปเขาก็พบกับสาเหตุ
“อะ...สวัสดีครับผู้อำนวยการ”
“เอาล่ะนี่มันเื่อะไรกัน” โฮบาร์ถามเสียงเเข็งโดยที่สาเหตุไม่ได้มาจากความโกรธหรือหงุดหงิดเเต่เป็ความงุนงง ที่ตรงหน้าของเขามีร่างที่นอนสลบเหมือดของวอยด์รออยู่
ทว่าสำหรับนักเรียนในห้องนั่นคือน้ำเสียงที่เเสดงว่ากำลังโกรธมาก เพราะดังนั้นเมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่โฮบาร์ถามก็รีบบุ้ยใบ้ให้เลียมเเละไมเคิลรับหน้าที่เป็เล่าอย่างพร้อมเพรียง
เห็นดังนั้นอิกซ์ก็โทรจิตตอบ
“ดูท่าเื่นี้จะจบง่ายกว่าที่คิดล่ะนะ”
“นายดูยังไงของนายว่าง่ายน่ะเล่าให้ผู้อำนวยการจบไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเถมเื่ที่ฉันใช้เวทมนตร์ไปอีกเเค่นี้ฉันก็เครียดจะตายอยู่เเล้วเนี่ย”
“เเต่เ้าก็ไม่นึกเสียใจที่ทำลงไปใช่ไหมล่ะอีกอย่าง คงไม่ใช่เื่ยากหรอกถ้าคนที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้อย่างเ้าจะขอให้เก็บความลับเกี่ยวกับเื่นี้อย่างน้อยเท่าที่เราเห็น คนในห้องก็ยอมทำตามแต่โดยดี อีกอย่างชายที่เ้าเรียกว่าผู้อำนวยการก็เป็ผู้พลังวิเศษ เื่นี้คงจบเร็ว ตรงข้ามกับที่เ้าคิดเเน่นอน”
ได้ยินอย่างนั้นไมเคิลก็พยักหน้าเงียบๆเพราะเถียงอะไรที่อิกซ์พูดไม่ออก เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงเเค่หันกลับไปตอบคำถามของโฮบาร์โดยการเล่าเื่ตั้งเเต่ต้นโดยละเอียดให้ฟังเท่านั้นเเละดูจากท่าทีที่ดูนิ่งเฉยกว่าปกติเเล้วก็ทำให้เลียมกับไมเคิลเดากันได้ทันทีว่าคนตรงหน้าพวกตนก็มีเวทมนตร์ไม่ต่างกัน
นับตั้งเเต่ตอนนั้นไมเคิลก็ตัดสินใจอย่างเเน่วเเน่มากว่าจะเชื่อฟังอิกซ์ จะได้มานั่งเครียดให้เสียเวลา
“เื่เป็อย่างนี้เองสินะพวกคุณกลับบ้านไปกันก่อนดีกว่า ถึงจะใกล้จะเลิกเรียนเเล้วเเต่สภาพเเบบนี้คงไม่มีจิตใจจะเรียนสักเท่าไหร่หรอกผมรู้ดีเดี๋ยวผมจะทำเื่ให้พวกคุณไม่ต้องกังวลไปเเละเเน่นอนว่าที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงเเค่พวกคุณสองคน เเต่ทุกๆคนเลยส่วนเื่ร่างของใครไม่รู้ที่อยู่ตรงนี้”
โฮบาร์มองก่อนจะใช้ไม้เท้าเคาะใกล้ๆร่างนั้นเเล้วมันก็หายไปคล้ายกับถูกดูดเข้าไปในไม้คทา
“เดี๋ยวผมเป็คนจัดการเอง”
พูดจบ โฮบาร์ก็เดินออกไปข้างนอกทันทีที่เห็นว่าทุกคนรับทราบสิ่งที่เขาพูดหมด
เพราะในตอนนี้คงไม่มีเื่อะไรให้เขาจัดการอีกต่อไปเเล้วเเล้วก็อีกอย่างเขาไม่เชื่อเเน่ๆว่าร่างที่เขาใช้เวทเก็บมันมาจะเป็ร่างของวอยด์ตัวจริงคนที่สู้กับตัวเขาเมื่อก่อนเเทบเจียนตายไม่มีทางที่จะพ่ายเเพ้ให้กับเหล่าเด็กนักเรียนพวกนี้เเน่ๆ
เขาไม่ได้ดูถูกเเละก็ไม่ได้คิดเข้าข้างวอยด์เเต่มันเป็ความจริงที่ความสามารถของวอยด์เเละพวกเด็กๆนั้นเเตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
เมื่อคำพูดที่ว่ากลับก่อนของผู้อำนวยการซึ่งเป็ดั่งวาจาศักดิ์สิทธิ์ถูกเอ่ยออกมาเเถมในตอนนี้เหล่านักเรียนในห้องก็พึ่งผ่านเหตุการ์ณเฉียดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เหล่านักเรียนที่เหงื่อเเตกพลักทั้งหลายจึงรีบเก็บของก่อนจะโกยอ้าวออกไปจากห้องเรียนพร้อมกับกระเป๋านักเรียรของตนเองด้วยความชุลมุนทันที
เเต่คงไม่ต้องห่วงเื่ที่ว่าจะมีใครเเพร่งพรายเื่เวทมนตร์ที่เขามีออกไปเพราะก่อนหน้านี้ไมเคิลเเละเลียมได้ขอพวกเขาเอาไว้เเล้วเเละเหล่านักเรียนคนอื่นๆในห้องก็ตบปากรับคำตอบรับมาเป็อย่างดี
ถึงอิกซ์จะบอกว่าควรทำสัญญาเวทมนตร์เกี่ยวกับเื่แบบนี้เเต่พอได้รู้ถึงผลพวงจากการผิดสัญญา ไมเคิลก็รีบปฏิเสธในทันทีด้วยการปฏิเสธอันหนักเเน่นของไมเคิล ทำให้อิกซ์ยอมล้มเลิกความคิดตามได้ในที่สุด
จนเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่ถึงห้านาทีเศษห้องก็กลับสู่สภาวะอันเงียบเชียบอีกครั้ง เเต่ก่อนที่เลียมเเละไมเคิลสองคนสุดท้ายที่อยู่ในห้องจะเเยกย้าย ไมเคิลก็พูดขึ้นมา
"ฮ...เฮ้ เลียมนายพอจะมีเวลาว่างไหม หลังจากนี้น่ะ"
ไมเคิลพูดรั้งเลียมซึ่งกำลังหยิบกระเป๋าเดินออกไปจากห้องเอาไว้
เมื่อเลียมได้ยินอย่างนั้นชายผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนก็หันมาก่อนจะยิ้มให้จางๆ
"ว่างสิจะไปไหนล่ะ ดูท่าเราสองคนอาจจะมีเื่ให้ต้องคุยกันมากกว่าที่คิด"
ดูเหมือนเลียมก็รู้อยู่เเล้วว่าจะต้องถูกรั้งเอาไว้จึงตอบรับกลับโดยไม่ลังเล เขาสะพายกระเป๋ามาพาดบนบ่า ก่อนจะถามถึงสถานที่ที่ไมเคิลจะไป
ทั้งสองพูดคุยหารือถึงสถานที่กันอยู่สักพักจนสรุปสถานที่ในการพูดคุยคือสวนสาธารณะเเห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับตัวโรงเรียนเมื่อสรุปได้ดังนั้นไมเคิลเเละเลียมก็ไม่รอช้าจัดการเก็บโต๊ะที่ระเกะระกะเกินกว่าที่จิตใต้สำนึกของตนจะปล่อยไว้เฉยๆเเล้วเดินตรงออกไปพร้อมกันทันที
เหตุผลที่ไม่ได้ถามไถ่เื่นี้ในทันทีก็ไม่ใช่เหตุผลที่ซับซ้อนเพราะในตอนนี้ห้องไม่ค่อยเหมาะกับการเสวนากันสักเท่าไหร่เเถมพึ่งเกิดเื่อันตรายมา ก็คงไม่เเปลกที่จะอยากเลี่ยงสถานที่นั้นไป
เเสงอาทิตย์ทอเเสงสีส้มอัสดงลงมาจากท้องฟ้า
ลมหนาวที่พัดส่งท้ายฤดูหนาวช่วยให้รู้สึกเย็นสบายต้นไม้สีเขียวที่พัดตามลมเเละบรรยากาศอันสงบเงียบซึ่งเป็สิ่งที่พวกเขา้าเเละเหมาะสำหรับการพูดคุยที่ไม่ควรจะบอกให้ใครรู้เเต่ก็ไม่จำเป็ต้องรัดกุมขนาดนั้น
ที่นี่เป็สวนสาธารณะเก่าที่อยู่มานานตั้งเเต่ก่อนที่โรงเรียนจะก่อตั้งขึ้นมาในปัจจุบันมีสวนที่ใหญ่กว่า ดีกว่าเเละอุดมสมบูรณ์ทางพืชพันธุ์ธรรมชาติกว่ามากเเถมทั้งสองที่ยังห่างกันไม่ถึงหลักกิโลหลายคนเลยเเห่เเหนกันไปออกกำลังกายเเละทำกิจกรรมที่นั่นกัน ที่นี่จึงเหมาะมาก
ไมเคิลนั่งลงตรงม้านั่งใกล้ๆกับทะเลสาบเล็กๆเเล้ววางกระเป๋านักเรียนไว้ข้างกายโดยที่เลียมก็นั่งลงเเละวางกระเป๋าตามเช่นเดียวกัน
จนพอผ่านไปสักพักไมเคิลก็เริ่มต้นคำถามซึ่งผ่านการกลั่นกรองจากคำถามนับร้อยเหลือเพียงหลักสิบเเละเขาก็คิดว่าคำถามนี้คือสิ่งที่เขา้าการยืนยันข้อเท็จจริงมากที่สุด ณตอนนี้
"เลียม….นายเป็ผู้วิเศษใช่ไหม"
"ไม่คิดว่าคำถามเเรกของนายจะเป็คำถามที่ง่ายเเบบนี่นะ...ใช่ฉันก็เป็เหมือนกับนาย"
เลียมตอบ
"เเล้วทำไมนายไม่ช่วยกันตั้งเเต่เเรกล่ะตอนที่วอยด์มาเมื่อกี้ ฉันไม่ได้โกรธหรืออะไรหรอกนะที่นายไม่ช่วยเเค่อยากรู้ว่าทำไมถึงนั่งอยู่เฉยๆ"
ไมเคิลกล่าวโดยไร้ซึ่งอาการโกรธไม่ใช่เพราะเป็คนจิตใจดีไม่คิดเเค้น เเต่เพราะเลียมไม่เข้ามาช่วยเขาเขาก็คงไม่ได้รู้ว่าตนนั้นอ่อนเเอเพียงใด อีกอย่าง ถ้าเลียมเข้ามาช่วยอาจจะไม่มีโอกาสปลิดชีพโดยการปามีดเเบบนั้นอีกก็ได้
“เพราะฉันเชื่อยังไงล่ะเชื่อว่านายจะฆ่ามันได้โดยไม่ต้องให้ฉันเข้าไปยุ่ง ที่จริงก็เเอบคิดนะว่านายจะรอดไหมเเต่ก็รอดมาได้ ฮ่าๆ"
คำพูดอย่างไร้กังวลทำไมเคิลตากระตุก
"ล้อเล่นน่ะอย่างทำหน้าเเบบนั้นสิ หน้าเเบบนั้น ตลกชะมัดเลย"
"ก็ใครจะไปคิดว่าคนอย่างนายจะพูดเล่นเล่านี่ฉันจริงจังนะ ถ้าไม่ได้นายช่วยตอนสุดท้ายก็คงตายไปเเล้วจริงๆอย่างที่นายบอกนั่นเเหละไม่ตลกสักหน่อย"
" ฉันรู้น่าเเค่เห็นนายดูจริงจังเกินไปเท่านั่นเเหละ ผ่อนคลายหน่อยสิเราพึ่งผ่านเื่เครียดๆกันมานะ"
เลียมยิ้มออกมาเเละโบกมือเหมือน้าจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจเเละขอโทษเเต่ยิ่งไมเคิลทำหน้าจริงจังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจี้จุดให้เลียมปล่อยก๊ากออกมามากเท่านั้น
ปกติเขาไม่ใช่คนเส้นตื้นหัวเราะไม่รู้กาลเทศะ เเต่ไม่รู้ว่าเพราะพึ่งเจอเื่เครียดๆมาหรือเปล่าร่างกายเลยปรับตัวให้มองโลกได้เเง่ดีเเละหัวเราะออกมาง่ายกว่าปกติเพื่อรีเฟรชอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
จนสุดท้ายความตึงเครียดของไมเคิลก็ได้พ่ายเเพ้ให้กับเสียงหัวเราะของเลียม ทั้งคู่หัวเราะใส่กันอยู่สักพักเเบบไม่มีเหตุผลในการหัวเราะคล้ายกับเป็การระบายเื่เครียดๆออกมา คนที่มองอยู่คงคิดว่าบ้าเเต่ไม่มีใครเดินผ่านมาสักคนในตอนนั้น
ซึ่งในระหว่างที่ทั้งสองกำลังหัวเราะโต้ตอบกันอย่างขำขันนั้นโฮบาร์ก็กำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานซึ่งตรงกลางห้องนั้นมีร่างอันไร้วิญญานของวอยด์อยู่...