"ผมว่าจะไม่เล่าอยู่แล้วนะ..." สีหน้าของจันยิ่งดูแย่ลง "ไม่อยากจะเล่าเลย ไม่ว่าพี่กิตจะรู้อะไรหรือไม่รู้อะไรมาก่อน..."
ผมส่ายหน้า พลางมองกลับไปที่ตัวบ้านแฝดสองชั้นนั้น
"ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อเื่นี้เลยนะพี่กิต" จันเล่าต่อ "แล้วที่จริงผมก็ไม่ใช่คนกลัวผีอะไรนักหรอก แต่... แต่เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้มะลิกลับฝันแปลกๆและดูน่ากลัวขึ้นไปอีก แล้ว... แล้วเธอ ก็เห็นชัดด้วย..."
"ฝันแปลกๆ และดูน่ากลัวขึ้นไปอีก... แล้วอะไรล่ะ ที่เห็นชัดน่ะ หน้าของเขาเหรอจัน ?" ผมถาม
"ไม่ใช่พี่..." จันส่ายหน้า "มะลิเห็นหน้าเขาไม่ชัดหรอก เพราะหน้าเขาอยู่ในเงามืด แต่ที่เห็นชัด และน่ากลัวมากก็คือ... มะลิน่ะ ได้เห็นมือที่มาจับขาในความฝันนั้น มีขน มีขนขึ้นรกรุงรังน่ะพี่กิต และขนนั้นมันก็รกรุงรังขึ้นไปจนถึงแขนท่อนบนของเขาเลยนะพี่ !"
"อะไรนะจัน... ! " ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "มะลิฝันเห็นมือของผู้ชายที่มีขน... ขนที่รกรุงรังยังงั้นรึ ?!"
"ใช่ๆ พี่กิต... แล้วมะลิก็ใมากๆ จนหวีดร้องเสียงดังในความฝัน แล้วก็ใตื่นขึ้นมา เหงื่องี้แตกพลั่กๆเลยล่ะครับ "
ให้ตายเถอะ... ในห้วงหนึ่งของความทรงจำในความฝันอันลางเลือนของผม ครั้งหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดอยากจะจดจำหรือใส่ใจมาก่อนนั้น ผมเองก็พอจะจำได้คลับคล้ายคลับคราว่า มีมือของใครคนหนึ่งที่ได้มาจับมาดึงขาของผมในความฝัน และมือของใครคนนั้น ก็กลับมีขนรกรุงรังอยู่ที่หลังฝ่ามือและที่ท่อนแขนทั้งบนและล่างอยู่เต็มไปหมด ถ้าจันนั้นไม่เล่าให้ผมฟังว่ามะลิฝันแบบนี้ ผมก็คงลืมเลือนเื่ที่ผมฝันนี้จนแทบจำไม่ได้ไปแล้ว นี่ นี่มันหมายความว่า ทั้งผมกับมะลิก็ฝันเื่เดียวกันน่ะสิ ?
"แต่ว่าทำไมมะลิ..." พอดีผมหันไปเห็นมะลิกำลังกวาดบ้านอยู่ตรงระเบียงชั้นสอง "ทำไมมะลิเหมือนกับไม่ได้กลัวอะไรเลยล่ะจัน ?"
"โอ๊ย..." จันรีบร้องออกมา " ภายนอกดูเหมือนไม่กลัว แต่ภายในเธอกลัวไม่น้อยเลยล่ะพี่ นี่ถ้าไม่ติดว่ามีหนี้สินที่จะต้องไปเคลียร์กันอีกพักใหญ่แล้วล่ะก็ ผมกับมะลิก็คงเผ่นตามคนอื่นๆไปนานแล้วล่ะพี่กิต ผมเองก็ได้แต่คิดกับมะลิอยู่ว่า เราสองคนมาดี เขาคงจะไม่ทำอะไรเราหรอกล่ะมั้ง ?" จันว่า
แล้วลมเย็นๆก็พัดกรูเกรียวมาอีกระลอกหนึ่ง และคราวนี้ดูเหมือนจะเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม ในสายลมนั้นแว่วๆเหมือนมีเสียงใครหัวเราะเสียงต่ำๆปะปนมา
"พี่ได้ยินไรไม๊ ?" จันหรี่ตาถาม พลางหันไปหันมาล่อกแล่ก
"เสียงลมพัดใส่ต้นไม้น่ะ ดูสิใบไม้ร่วงกราวเลย " ผมบอกไปอย่างนั้นเพราะไม่อยากคิดถึงอย่างอื่น
"ลมพัดใส่ต้นไม้ เป็เสียงหัวเราะ... ได้เหรอพี่ ?" จันแย้งเบาๆด้วยใบหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้
"จัน..!" เสียงของผมดังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ผมไม่อยากจะบอกจัน ว่าผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะนั้นด้วยเหมือนกัน แต่นี่มันจะเป็ไปได้อย่างไรล่ะ มันอาจจะไม่ใช่เสียงหัวเราะ มันอาจจะเป็เสียงลมปะทะกับอะไรจนดูคล้ายเสียงหัวเราะก็เป็ได้ทั้งนั้น...
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินนะพี่กิต" จันเล่าต่อ "มะลิกับผมก็เคยได้ยินเสียงหัวเราะแบบนี้มาแล้ว ในตอนที่ ตอนที่เรากำลังนั่งคั้นน้ำเสาวรสกัน และก็กำลังคุยกันถึงเื่ที่มีคนตายที่นี่ "
"พี่กิต.." แล้วจันก็ลดเสียงจนเบาหวิว "ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจซะแล้วว่า ออกมาพูดกันอยู่นอกบ้านแบบนี้แล้วเขาจะไม่ได้ยิน... ?"
"เคยมีคนตายที่นี่ด้วยเหรอจัน ?" ผมถาม
"เื่นี้ผมก็ไม่แน่ใจนะพี่ ผมกับมะลิก็แค่สันนิษฐานกันเอาเอง"
"ไม่เคยลองไปถามคนข้างบ้านดูบ้างเหรอ เผื่อเขาจะรูู้อะไรกันบ้าง ?"
"โอ๊ย พวกผมมันก็แค่คนงานต่างด้าว ไม่กล้าออกไปคุยวุ่นวายกับคนข้างบ้าน หรือใครที่ไหนหรอกพี่"
"สรุปคือจันและมะลิคิดว่า ที่บ้านแฝดนี้ มีผีแน่นอน ?"
"ไม่ใช่แค่ผมกับมะลินะ แต่พวกคนงานทุกคนที่เคยมาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกได้กันทุกคน เห็นไม๊ล่ะพี่ คนงานกี่รุ่นๆทำงานกันแค่ไม่กี่วันก็เผ่นหนีกันหมด ก็อย่างที่พี่กิตสงสัยนั่นแหล่ะว่า ทำไมถึงอยู่กันไม่ทน"
ผมเหลึยวไปมองบ้านแฝดอีกครั้ง พลางขบคิดอยู่ในใจ
ถ้าหากเื่ที่จันเล่ามาเป็เื่จริงที่ไม่ได้อุปทานกันไปเองแล้วล่ะก็ นี่ก็สามารถตอบคำถามที่ผมสงสัยมาั้แ่แรกได้อีกอย่างหนึ่งว่า ทำไมบ้านแฝดคู่นี้ ถึงได้มีสภาพรกร้างทรุดโทรมขนาดนี้
แต่ผมก็ยังไม่ยินยอมที่จะเชื่อเื่ที่จันเล่าให้ฟังนี้ซะทีเดียว ผมไม่เคยจำได้เลยว่า ตัวเองเคยเจอผีหรือวิญญานอะไรที่ไหนมาก่อน เื่ที่นึกได้ว่าเหมือนฝันแปลกๆก็อาจจะแค่บังเอิญเหลือเกิน ที่ไปตรงกับที่มะลิฝันเท่านั้นเอง...
มันช่างเป็สิ่งที่ปลงใจเชื่อได้อย่างยากเย็นซะจริงๆ สำหรับผมที่เป็คนหัวสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันนี้
จนกระทั่งวันนั้น... วันที่ผมประจักษ์ได้ว่า... เขามีอยู่จริงๆ !