ไกลออกไป...ภายในเรือนที่ใหญ่โตของเสนาบดีฝ่ายซ้าย หญิงวัยกลางคนในชุดหรูหราเดินอย่างเร่งรีบพร้อมกับนางกำนัลผู้ติดตามอีกหลายคนมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังเล็กที่อยู่ห่างไกลจากเรือนใหญ่ เรือนหลังนี้มีไว้เพื่อกักขังหญิงสาวจากเผ่าเหวยอู๋เอ่อร์หรือชนเผ่าอุยกูร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยนับได้ว่าเป็อนุคนโปรดของเสนาบดีฝ่ายซ้าย...เซี่ยงกั๋วกง มาก่อน
หลังจากเสนาบดีเซี่ยงได้รับพระราชทานนางมาจากองค์จักรพรรดิ ก็หลงใหลรักใคร่ในตัวหญิงนางนี้ยิ่งนัก ด้วยรูปร่างหน้าตาของนางงดงาม ดวงตาใสกระจ่างราวกับตากวาง ใบหน้าเล็ก หน้าผากแคบ จมูกโด่งรั้นแบบชนเผ่านอกด่าน ริมฝีปากหยักบาง นางเพียงคนเดียวนายท่านใหญ่ของบ้านโปรดปรานจนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือน นางก็แสดงอาการผิดปกติออกมา
อาการนั้นเหมือนกับคนกำลังตั้งครรภ์ ยิ่งเมื่อหมอประจำตระกูลเข้ามาตรวจก็สามารถยืนยันได้ว่านางตั้งครรภ์มาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน เมื่อนายท่านใหญ่รู้ก็โมโหเป็อย่างยิ่ง ขับไล่นางออกจากเรือนใหญ่ไปอยู่เรือนเก่าๆ ของข้ารับใช้ใกล้เล้าหมู
นายท่านใหญ่เคยคิดฆ่านางกับมารหัวขนในท้องให้ตาย แต่ติดเพียงประการเดียวก็คือ...หลังจากฝ่าาพระราชทานนางให้กับเขาแล้ว ฝ่าายังแต่งตั้งนางเป็ ‘กั๋วฟูเหริน’ ตำแหน่งนี้นอกจากจะประทานให้เพียงภรรยาขุนนางระดับสูงแล้ว ยังถือเป็ยศสนมในทางลับของฝ่าาอีกด้วย
ทั้งที่ตอนนั้นเขาก็แต่งภรรยาเอกไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นฟูเหรินของเขาเป็ถึงคุณหนูสี่สกุลหลู่ เป็พระญาติของหลู่เสียนเฟย แม้นางจะรังเกียจที่สามีต้องรับหญิงเข้าบ้าน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรคนของฝ่าาได้ ยิ่งเมื่อนางตั้งครรภ์ และอาจไม่ใช่เืเนื้อเชื้อไขของเสนาบดีฝ่ายซ้าย เช่นนั้น ก็แปลว่านางอาจจะให้กำเนิดบุตรนอกสมรสของฝ่าา
เซี่ยงฮูหยินไม่้าทำดีกับอนุของสามี แต่ก็ไม่อาจละเลยนางได้ ข้ารับใช้คนสนิทข้างกายของนางเสนอให้นางแสร้งทำดีกับอนุ แล้วให้นางสูบฝิ่น เมื่อหญิงตั้งครรภ์สูบฝิ่นจนติดจะทำให้ทารกตายั้แ่ในครรภ์ เื่นี้ข้ารับใช้นางนั้นเคยเห็นหญิงตั้งครรภ์แถวบ้านแท้งด้วยเหตุนี้
ดังนั้นนางจึงซื้อกล้องสูบฝิ่นให้อนุ ทว่า...เด็กในท้องนั่นราวกับปีศาจ ยังสามารถเติบโตในครรภ์จนคลอดออกมาได้ ทว่าเด็กคนนั้นกลับปัญญาทึบ 3 ขวบแล้วก็ยังพูดแทบไม่ได้ จึงมักจะโดนคุณชายใหญ่และคุณหนูลูกๆ ของนางรังแกอยู่เป็ประจำ
เื่เ่าั้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว อยู่ดีๆ วันนี้เซี่ยงฮูหยินก็ได้ยินข่าวว่า ข้ารับใช้ที่คอยส่งข้าวส่งน้ำให้กับคนที่เรือนเล็กก็มารายงานว่าอนุชาวอุยกูร์ผู้นั้นสิ้นใจแล้ว เซี่ยงฮูหยินจึงรีบพาคนไปดู
เมื่อมาถึงหน้าเรือนเล็กที่เก่าซอมซ่อ นางก็ต้องรีบปิดจมูกทันทีเพราะกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากข้างใน
“ทำไมถึงเหม็นขนาดนี้เนี่ย! เ้าเข้าไปดูสิ!” เซี่ยงฮูหยินย่นคิ้วนิ่วหน้าแล้วใช้ให้ข้ารับใช้คนสนิทเข้าไปดู
หญิงร่างท้วมเดินเข้าไปด้านในได้ครู่เดียวก็รีบวิ่งหนีออกมาแล้วคกเข่าอาเจียนทันที
“ทำไม! มีอะไร!”
“ฮูหยินเ้าค่ะ! ศพอนุอุยกูร์ผู้นั้นเน่าจนขึ้นอืดหมดแล้วเ้าค่ะ น่าจะตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วันด้วยซ้ำ”
เซี่ยงฮูหยินได้ฟังก็ตะลึง นางรีบเรียกคนที่พบศพมาสอบถามอีกครั้งก็ได้ความว่า พวกข้ารับใช้ส่วนใหญ่ี้เีเดินไกลเพื่อมาส่งข้าวส่งน้ำให้อนุกับบุตรชายนอกสมรสของท่านเซี่ยง นานๆ ครั้งจึงจะเอาอาหารมาให้สักครั้ง แล้ววันนี้เมื่อมาส่งข้าวจึงพบว่าอนุนางนั้นกลายเป็ศพไปแล้ว
เซี่ยงฮูหยินคาดโทษข้ารับใช้ ก่อนจะให้คนรีบจัดการเอาศพใส่โลงให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมเอาออกไปฝัง ก่อนที่ตัวเองจะรีบกลับไปที่เรือนใหญ่เพื่อแจ้งสามีให้ทราบ
เมื่อเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ฟังก็ใ ทั้งยังดุด่าเซี่ยงฮูหยินว่าไม่รอบคอบปล่อยให้คนตายไปหลายวันแล้วไม่จัดการ ส่วนเขาก็รีบเขียนฎีกาแจ้งราชสำนักไปว่า ‘กั๋วฟูเหริน’ สิ้นใจตายเพราะโรคปัจจุบัน
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงโวยวายดังลั่นบ้าน เสนาบดีฝ่ายซ้ายใช้ให้คนออกไปดู ครู่หนึ่งก็มีคนเข้ามารายงานว่าไม่สามารถแยกศพของอนุออกมาใส่โลงได้ เพราะ ‘มัน’ กอดศพแม่เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใครเข้าใกล้ก็ะโกัดและข่วนราวกับสุนัขบ้า
เซี่ยงกั๋วได้ฟังก็โมโหยิ่งนัก อีกฝ่ายเป็แค่เด็กอายุ 4-5 ขวบ พวกบ่าวชายในบ้านมีกี่คนให้ไปรุมจับ แยกแม่ลูกออกมาให้ได้
ภาพที่คนในจวนเสนาบดีออกมายืนมองที่ลานด้านนอกคือ เด็กคนหนึ่งผมยาวรุงรังจนมองไม่เห็นหน้าตา สวมเสื้อป่านเก่าๆ ขาดๆ สีมอซอ มองแทบไม่ออกว่าเมื่อก่อนมันเป็สีอะไร ถูกจับอยู่ในตาข่ายเชือก ‘มัน’ ส่งเสียงขู่คำรามราวกับสัตว์ป่า ใครที่อยู่ใกล้ถูกกระโจนเข้าใส่ จนมีหลายคนต้องใช้ไม้ไผ่คอยตีไม่ให้มันก่อเหตุวุ่นวาย จนสามารถนำร่างของอนุเผ่าอุยกูร์นางนั้นบรรจุโลงได้
“เอาไปฝังนอกแคว้น! ถือหนังสือเบิกทางไปด้วย” เสนาบดีฝ่ายซ้ายะโของคนของเขาให้ช่วยกันเคลื่อนย้ายศพออกไป
“ทำอย่างนี้จะดีหรือท่านพี่? ฝ่าาคง....” เซี่ยงฮูหยินท่าทางกังวล
“หากฝ่าารักใคร่ชอบพอ หญิงอุยกูร์นางนั้นจริงจะพระราชทานนางมาให้ข้าทำไม? อีกอย่าง...ฝ่าาไม่เคยรู้เื่ของ ‘มัน’ มาก่อน คนในเรือนนี้ต่างรู้แค่ว่า ‘มัน’ เป็ลูกของข้าที่โง่ปัญญาทึบ ทั้งยังไม่เคยได้รับความรักใคร่โปรดปรานจากข้า ชื่อของมันก็ไม่เคยถูกบันทึกลงตระกูลเซี่ยง เ้าแค่ทำให้คนในเรือนหุบปากให้สนิทก็พอ เื่อื่นข้าจะจัดการเอง” เซี่ยงฮูหยินได้ยินสามีกล่าวก็พยักหน้ารับเท่านั้น
เมื่อศพถูกเคลื่อนย้าย ‘มัน’ ที่ยังอยู่ในตาข่ายก็ยิ่งดิ้น ยิ่งร้อง ถึงขนาดเหวี่ยงคนที่คอยดึงตาข่ายไว้จนกระเด็นไปอีกทาง แล้วมุดลอดตาข่ายออกมา วิ่งเข้าไปเกาะที่โลงไม้ แล้วเอาแต่ใช้เล็บข่วนพลางเดินตามโลง เสนาบดีฝ่ายซ้ายยืนมองก็โบกมือไล่ส่ง
“ถ้ามันอยากตามแม่มันไปก็ให้มันออกไปด้วย ไปฝังไกลๆ หน่อยแล้วไม่ต้องให้มันกลับมาอีก”
เสนาบดีเซี่ยงไม่้าจะเห็นสองแม่ลูกชาวอุยกูร์นั่นอีก การฝังศพนางนอกเมืองเฮ่าจิงแคว้นโจวเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เสนาบดีเซี่ยงลืมไปก็คือ สุดชายแดนแคว้นโจว....เป็แคว้นจิ้นของจิ้นอ๋อง
...................................
ตาแก่ต้องเป็บ้าไปแล้วแน่ๆ !! หรือกลายเป็เฒ่าตัณหากลับ! อยู่ดีๆ ก็คิดอยากจะไปท่องเที่ยวชื่นชมความงามของธรรมชาติตามประสาพ่อแม่ลูก กลางฤดูหนาวเนี่ยนะ!! ไม่!! ข้าจะนอน!
“เถียนเถียน...อย่างอแง” ตาแก่พยายามดึงเขาลงจากเตียงนอนที่ทั้งอุ่นทั้งนุ่ม ดังนั้นเขาจึงทำตัวอ่อนเหมือนแมว ไหลพวกเปียกเป็น้ำทุกครั้งที่ถูกจับให้ลุกจากที่นอน
“ขอเถอะตาแก่...ข้าง่วงนอนจริงๆ ...ถ้าท่านว่างมากนักทำไมท่านไม่เอาเวลาไปทำให้ท่านแม่ท้องน้องให้ข้าสักคนเล่า” เถียนซีจงใจพูดแทงใจดำอีกฝ่าย...แน่นอนท่านพ่อชะงักไปทันที
“พ่อก็กำลังทำอยู่นี่ไงเล่า!!” ตาแก่ก้มลงกระซิบข้างหูเขา จากนั้นก็ระดมจูบไปทั่วใบหน้าจนเถียนซีร้องจ๊าก! ดีดตัวขึ้นจากเตียงทันที
“โอ้! ในที่สุดก็ยอมตื่นแล้ว!!” เถียนซีจ้องหน้าอีกฝ่ายแล้วเช็ดคราบน้ำลายข้างแก้มที่ถูกจูบ
“ตาเฒ่าตัณหากลับ!” เถียนซีกระโจนเข้าใส่พ่อทันที
ภาพที่อาเหมยที่ตอนนี้เป็หวังเฟยเข้ามาในห้องแล้วพบก็คือ ภาพพ่อกับลูกชายตัวน้อยกำลังเล่นกันอยู่บนเตียง ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ เช่นเดียวกับสภาพชุดของจิ้นอ๋องที่เขาใช้ให้มาปลุกลูก แต่จิ้นอ๋องกลับเข้ามาเล่นกับลูกซะงั้น
“ท่านพี่!!” อาเหมยยืนเท้าเอวแล้วะโลั่น
“ท่านแม่!”
“อาเหมย!” พวกเขาสองพ่อลูกร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน
“ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลยนะ! ทั้งคู่เลย! ” พวกเขาสองคนรีบะโลงจากเตียงแล้วรีบไปอาบน้ำใหม่เหมือนกระต่ายตัวน้อยหวาดกลัวจิ้งจอก
นานพักใหญ่กว่าสองพ่อลูกจะถูกต้อนขึ้นรถม้า โดยมีท่านแม่นั่งอยู่ในรถม้าอยู่ก่อนแล้วกำลังกอดอกจ้องพวกเขาอยู่อีกฝั่ง
“ใส่ซะ!” ท่านน้าที่ตอนนี้กลายเป็ท่านแม่ของเถียนซีโยนชุดคลุมกันลมใส่หน้าตาแก่
“เถียนเถียนมาหาแม่” เถียนซีไม่กล้าเฉยเมยต่อแม่ เขารีบเข้านั่งตักออดอ้อนอีกฝ่าย ยอมให้ท่านแม่จับใส่ชุดฟูกหนาๆ กันหนาวจนกลมดิ๊ก
“ท่านแม่อย่าโกรธข้าเลยนะ ท่านพ่อชวนข้าเล่นเอง” เขารีบโบ้ยให้ตาแก่ที่นั่งอยู่อีกฝั่งทันที
“อาเหมยข้าไม่ได้เล่นสักหน่อย เสี่ยวเถียนเถียนไม่ยอมลุกเอง” พ่อของเขารีบแก้ตัวแล้วรีบย้ายมานั่งรวมกับพวกเขา ทำเอารถม้าเอียงวูบไปด้านเพราะน้ำหนักเทไปด้านหนึ่ง จนพวกเขาร้องลั่นด้วยความใ
ทันใดนั้นทั้งสามคนก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะ ท่านพ่อจูบหน้าผากท่านแม่แล้วดึงเขาเข้าไปกอดอีกคน แม้ตอนนี้จะเข้าหน้าหนาวเต็มตัวแล้ว แต่ในรถม้ากลับอบอุ่นยิ่ง เถียนซีก้มหน้าลงซุกไออุ่นจากท่านแม่และท่านพ่อ น้ำตารื้นขึ้นที่หัวตา ก่อนหน้านี้ในชาติก่อนเขาไม่เคยซึมซับบรรยากาศอบอุ่นของการมีพ่อแม่พร้อมหน้ากันมาก่อน
รถม้าของจวนจิ้นอ๋องเดินทางออกจากเมืองหลวงของแคว้น มุ่งหน้าไปยังเมืองชู่โอตามคำขอร้องของเถียนซี
ก่อนหน้านี้เมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากที่ท่านพ่อกับน้าเหมยแต่งงานกัน เถียนซีคอยไปเป่าหูทั้งสองให้ไปท่องเที่ยวที่เมืองชู่โอเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศสำหรับคู่แต่งงานใหม่ แต่่นั้นท่านพ่อมีงานมากจึงได้ปล่อยเื่ท่องเที่ยวไปพักใหญ่
เมื่อเข้าฤดูหนาวงานน้อยลง ท่านพ่อจึงคิดจะไปพักผ่อนแถบตีนเขาเมืองชู่โออีกครั้ง เพราะเมืองชู่โอมีบ่อน้ำร้อนลือชื่อ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่เถียนซีอยากเดินทางมาชู่โอเพื่อจะรับตัวจื่อรั่วมาไว้เป็คนรักษาโม่โฉวด้วย
เถียนซีกับนอนหลับแล้วตื่นบนตักของท่านแม่เหมยไปสองรอบ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโรงเตี้ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองชู่โอ เสียดายที่ท่านพ่อไม่มีเรือนพักตากอากาศอยู่ที่นี่ แต่อย่างน้อยที่โรงเตี้ยมนี้ก็มีห้องรับรองส่วนตัว แถมยังมีบ่อน้ำร้อนส่วนตัวด้วย
ท่านพ่ออุ้มเขาและท่านแม่ลงจากรถม้า ขณะที่นางกำนัลรับใช้กำลังเข้าจองห้องพักที่ดีที่สุดให้พวกเขา
“ไม่นึกว่าเมืองชู่โอจะมีโรงเตี๊ยมใหญ่โตขนาดนี้ด้วย”
“เมืองชู่โอมีชื่อเื่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ยิ่งฤดูหนาวจะยิ่งมีคนเข้ามาพักเป็จำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับชาวเมืองเป็กอบเป็กำ” ท่านพ่อหันไปอธิบายให้ท่านแม่ที่เป็คนต่างแคว้นฟัง บ้านเดิมของท่านแม่เหมยและท่านแม่อยู่เมืองเฮ่าจิงของแคว้นโจว จึงไม่ค่อยทราบเื่ในแคว้นจิ้น
ขณะที่ท่านพ่อกำลังเดินนำเขาและท่านแม่เข้าไปด้านใน อยู่ๆ ก็มีร้องเสียงดังมาจากด้านใน
“ปล่อยข้านะ! อาจารย์!” เด็กหญิงคนหนึ่งถูกชายร่างใหญ่ล็อกแขนไว้แล้วพยายามแยกออกมาจากชายชราเคราขาว
“อารั่ว! นี่พวกท่านจะทำอะไรนาง!” ชายชราพยายามจะเข้าไปช่วยเด็กสาว แต่กลับถูกชายอีกคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ผลักออกไปจนชนขอบโต๊ะ
“เ้าเป็คนบอกเองไม่ใช่หรอว่าโรคฝีของคุณชายน้อยชางจะหายภายใน 2-3 วัน นี่ก็ผ่านไป 5 วันแล้วแต่คุณชายยังอาการไม่ดีขึ้น หากคุณชายตายเพราะการรักษาของเ้า ศิษย์ของเ้าก็ต้องตายตกไปตามกัน!” ชายที่กล่าวท่าทางเหมือนเป็หัวหน้าโบกมือให้คนอื่นๆ ถอย คนในโรงเตี๊ยมไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งกับคนกลุ่มนั้น แต่ยังพอมีบางคนกล้าเข้าไปช่วยพยุงชายชราเคราขาวขึ้นมา
เถียนซีขมวดคิ้วมองกลุ่มคนตรงหน้ามาได้พักใหญ่ ในที่สุดก็มองเค้าใบหน้าของเด็กผู้หญิงออก อารั่วคนนั้นก็คือจื่อรั่วที่เขากำลังตามหาอยู่
“ไม่เคยมีใครสอนหรือว่าเป็ผู้ชายห้ามลงมือกับผู้หญิง ทั้งยังเป็เด็กด้วย” ไวเท่าความคิด เถียนซีเข้าไปยืนขวางชายร่างใหญ่ที่จับเด็กหญิงล็อกแขนตรงหน้าพอดี
“ไอ้เด็กนี่เป็ใครฮะ! ” คนที่ท่าทางจะเป็หัวหน้าเดินเข้ามายืนชิดปลายจมูกเขาแล้วทำท่าเงื้อมือขึ้น ท่านแม่เห็นก็รีบดึงเขาไปซ่อนไว้ด้านหลังทันที
“จุ๊ๆ ถ้าเป็ข้าจะไม่ลงมือกับเด็กและิที่อ่อนแอไม่มีทางสู้หรอกนะ” ท่านพ่อตัวใหญ่กว่าชายผู้นั้น ถึงกับกล้าเท้าแขนลงบนไหล่ของอีกฝ่าย ไม่สิ...ที่ตาแก่กล้าวางท่าเสียใหญ่โตเป็เพราะองครักษ์ 5 คนโผล่พรวดออกมาจ่อปลายดาบไปที่คอคนพวกนั้นหมดแล้ว ชิ! อาศัยว่าตัวเองมีกำลังคนมากกว่านี่นา...ตาแก่ของเขานี่ขี้โกงชะมัด!
“ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ด็กที่ชื่อชางอะไรนั่นมีค่ามากแค่ไหน แต่ลูกหลานคนอื่นก็มีค่าและสำคัญเหมือนกัน ถ้าพ่อแม่ของเด็กนั่นมีปัญหาก็ให้มาหาข้าที่โรงเตี๊ยมนี่!” เถียนซีมองท่านพ่อด้วยสายตาชื่นชม จากนั้นท่านพ่อก็ให้คนของตัวเองจับชายกลุ่มนั้นโยนออกไปนอกโรงเตี้ยมทันที
“ขอบคุณนายท่านที่ช่วยเหลือ” ชายชราเคราขาวพาเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาขอบคุณท่านพ่อของเขา
“อ้อ! ไม่เป็ไร..ท่านไม่ต้องขอบคุณอะไรหรอก” ขณะที่ท่านพ่อกำลังคุยกับชายชรา เถียนซีก็หันไปมองจื่อรั่วตาวาว
“เ้าชื่อจื่อรั่วเหรอ? หมอเทวดาแห่งเขาชู่โอที่เขาลือกัน?” จื่อรั่วมองเขาด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
“แต่....ทำไมอยู่ๆ ถึงได้โดนคนพวกนั้นจะจับตัวกันล่ะ? พวกเ้ารักษาอาการให้เด็กบ้านโน้นไม่ได้หรอ?”
“ไม่ใช่นะ!” จื่อรั่วแย้งทันทีที่เถียนซีพูดจบ
“ก่อนหน้านี้ข้ากับอาจารย์เคยตรวจให้คุณชายชางแล้ว ว่าเขาเป็ฝี ต้องรีบบ่งให้แตกแล้วใส่ยารักษาถึงจะหาย แต่คนพวกนั้นไม่เชื่อคำพูดของอาจารย์ข้า รอจนฝีแตกเองไข้ก็เริ่มลุกลาม ซ้ำยังทำให้เกิดฝีขึ้นเต็มตัว ต่อให้รักษาหาย แต่ก็ไม่มีทางหายได้ภายใน 3 วัน 5 วันหรอก! อาจารย์ข้าก็เคยบอกไปแล้วแต่พวกเขาไม่เชื่อ...ฮึก...ทั้งยัง..จะให้คนมาจับตัวข้า...ฮือๆ” จื่อรั่วโผเข้าไปกอดเอาชายชราเคราขาวแล้วร้องไห้ออกมา
เถียนซีไม่รู้ว่าในชาติก่อนเกิดอะไรขึ้นกับจื่อรั่วและอาจารย์ของเขา แต่ในวันนั้นเขาพบเพียงแค่นางคนเดียวอยู่บนเขาที่ไม่มีอะไรเลย นางทั้งเ็าทั้งเฉยเมยต่อทุกสิ่งในโลก ท่าทางแบบนั้นแสดงว่านางจะต้องเคยถูกคนทำร้ายจนไม่เชื่อใจใครอีก นี่อาจจะเป็สาเหตุที่ในตอนนั้นนางก้าวเข้าสู่การเป็ ‘เ้าแห่งพิษ’ วางยาคนทุกคนบนโลกที่เคยทำร้ายนางและอาจารย์
เถียนซีชั่งใจก่อนจะงัดมารยามาใช้อีกครั้ง ด้วยการบีบน้ำตา
“ท่านพ่อ...ข้าสงสารนางจังเลย” เถียนซีเข้าไปร่วมวงกอดจื่อรั่วอีกทอดจนนางหันกลับมามองด้วยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา
ภาพเด็กน้อยผิวขาวจ้ำม่ำกอดเด็กหญิงที่โตกว่า 2 -3 ปีทำให้ใครต่อใครที่มองพากันปวดใจในความใสซื่อของเด็กน้อยที่ทนเห็นความ อยุติธรรมไม่ได้
ในที่สุดท่านพ่อเขาก็เชิญชายชราเคราขาวไปนั่งหารือจนทราบว่าจื่อลู่กับจื่อรั่วสองศิษย์อาจารย์ลงเขามาตามคำขอร้องของนายอำเภอเมืองชู่โอเพื่อช่วยดูอาการของลูกชายที่เป็ฝีให้ แต่ในตอนนั้นคุณชายชางกลัวและไม่ยอมให้บ่งฝีให้แตก จื่อลู่ได้เตือนแล้วว่าถ้ารอให้ฝีแตกจะทำให้แผลลุกลาม และอาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ได้อีก
ทว่าคนพวกนั้นกลับไม่เชื่อ ปล่อยให้ฝีลามไปทั่วตัวเด็ก กว่าจะมาถึงมือสองศิษย์อาจารย์อาการคุณชายชางก็อาการหนักมากแล้ว พอรักษาไม่หาย คนของเ้าเมืองจึงมาหาเื่พวกเขาสองคน ชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่กล้าเข้าไปมีเื่กับเ้าเมือง ทุกอย่างจึงเป็อย่างที่เห็น
“ท่านพ่อ...เหตุใดเ้าเมืองจึงรักแกชาวเมือง? ข้าราชการมิใช่ต้องปกป้องราษฎร์หรือ?” เถียนซีแสร้งทำถามเสียงใส
“ท่านหมอจื่อลู่ เื่นี้ท่านวางใจ ไว้เป็หน้าที่ข้าเอง” พ่อของเขาหันไปบอกอีกฝ่าย
“ใช่ท่านหมอจื่อลู่วางใจได้ ท่านพ่อข้ามีอำนาจมาก ท่านมาทำงานให้คนตระกูลจิ้นเราสิรับรองไม่มีใครกล้ามารังแกท่านกับพี่สาวได้อีก แค่ช่วยดูอาการท่านพ่อให้หน่อย เราเพิ่งแต่งท่านแม่เข้ามาท่านพ่อทำยังไงท่านแม่ก็ไม่ท้องเสียที สงสัยว่าน้ำยา...” เถียนซีไม่ทันพูดจบประโยคก็ถูกท่านพ่อปิดปากทันที
“ท่านหมออย่าได้ฟังเ้าเด็กหน้าเหม็นนี่พูดเลย ข้าสั่งสอนลูกไม่ดีมีปากก็พล่ามไปเรื่อย” จื่อรั่วมองพวกเขาพ่อลูกแล้วก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
ขณะที่บรรยากาศกำลังดีขึ้น อยู่ๆ ชาย 5-6 คนก็โผล่เข้ามาที่โรงเตี๊ยม พร้อมด้วยดาบโค้ง ออกมายืนจังก้าพร้อมกับนายอำเภออ้วนฉุคนหนึ่งสวมชุดข้าราชการเดินวางท่าเข้ามา
“จับตัวหมอลวงโลกกับศิษย์มันออกมา ใครหน้าไหนกล้าขัดคำสั่งข้าจับตัวไปที่ว่าการให้หมด!” สิ้นเสียงคำสั่งของทางนั้น องครักษ์ของท่านพ่อก็ชักดาบยืมล้อมพวกเขาเตรียมป้องกันเต็มที่ ท่าทางนั้นฮึกเหิมและองอาจกว่าอีกฝ่ายมากจนทำให้คนใ ท่านพ่อวางถ้วยชาลงช้าๆ แล้วลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน แต่สง่างามยิ่ง
“ได้ยินว่านายอำเภอคนใหม่ของชู่โอเพิ่งสอบจอหงวนผ่านก็ตอนอายุมากแล้ว เป็ขุนนางขั้นเจ็ดที่ได้รับแต่งตั้งให้มาประจำเมืองชู่โอได้ไม่ถึงปี ทว่าส่วยจากเมืองชู่โอที่ปกติจะมากกว่าเมืองอื่น 2-3 เท่า เพราะเป็เมืองท่องเที่ยวกลับลดลงอย่างน่าใ ชาวเมืองส่วนใหญ่ทำอาชีพค้าขายถูกขูดรีดภาษีอย่างไม่เป็ธรรม วันนี้ข้ายังพบหมอที่รักษาคนโดยไม่เรียกเก็บเงินถูกรังแกอีกด้วย นายอำเภอซ่งมีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?” ท่านพ่อเขาร่ายยาวออกมาในประโยคดี ทำเอานายอำเภออ้วนถึงกับหน้าถอดสี
“ทะ...ท่าน...” นายอำเภอเห็นท่านพ่อของเขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเต็มตาก็ทรุดลงคุกเข่า รีบโขกศีรษะ
“จิ้นอ๋องไว้ชีวิตด้วย! จิ้นอ๋องไว้ชีวิตด้วย! ” พวกลูกน้องคนอื่นๆ เห็นนายอำเภอโขกศีรษะเสียงดังก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะเช่นกัน ทำเอาคนอื่นๆ ในที่นั้นที่ได้ยินว่า ‘จิ้นอ๋อง’ ก็พอกันหมอบลงกับพื้น เช่นเดียวกับหมอจื่อลู่และจื่อรั่ว
“คุมตัวนายอำเภอซ่งส่งเข้าคุกกรมอาญา! พรุ่งนี้ข้าจะไปฟังคำตัดสินด้วยตัวเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ!” หลังจากรับคำ คนของท่านพ่อก็คุมตัวนายอำเภอและคนอื่นๆ จากไป
“ทุกคนลุกขึ้นเถอะ” ท่านพ่อหันไปสั่งชาวบ้านในโรงเตี๊ยม
“ผู้น้อยมีตาแต่ไร้แวว ขอจิ้นอ๋องโปรดอภัยที่ล่วงเกิน” หมอชราจื่อลู่เข้ามาคำนับท่านพ่อพร้อมจื่อรั่วอีกครั้ง
หากมองจากสายตาคนนอก มักจะรู้สึกว่าครอบครัวพวกเขาเป็เพียงพวกเศรษฐีใหม่เท่านั้น เพราะท่านพ่อเขาไม่เคยถือยศถือศักดิ์อย่างอ๋องคนอื่นๆ ผู้ติดตามเองก็มีไม่มาก พวกนางกำนัลส่วนตัวของท่านแม่และของเขารวมกันก็แค่ 4 คนเท่านั้น รถม้าที่ใช้ออกเดินทางก็ไม่ใช่รถม้าปกติที่ใช้เข้าออกวัง คนส่วนใหญ่ยิ่งไม่ค่อยได้พบเห็นท่านพ่อ จึงไม่ค่อยมีใครทราบว่าท่านพ่อของเขาเป็ถึงจิ้นอ๋อง อนุชาร่วมมารดาเดียวกับฝ่าา
“เื่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้าแค่เข้ามาตรวจสอบตามที่มีคนร้องเรียนเท่านั้นว่านายอำเภอเก็บภาษีชาวบ้านไปเป็จำนวนมาก แต่กลับส่งส่วยเข้าท้องพระคลังน้อยกว่าปีก่อนๆ จึงตั้งใจมาตรวจสอบ ทำให้พ่อแม่พี่น้องต้องรอนานขออภัยด้วยจริงๆ” ประโยคหลังท่านพ่อหันไปกล่าวกับคนอื่นๆ ในโรงเตี้ยมอย่างสุภาพ
ชาวบ้านเห็นท่าทางเป็กันเองของท่านพ่อและการถูกจับตัวไปของนายอำเภอก็ดีใจกล่าวขอบคุณท่านพ่อเป็การใหญ่ ทั้งยังมีงานฉลองเล็กๆ เรียกผู้คนมาอีกจำนวนมาก
“ชิ! ที่แท้ก็มาทำงาน! ข้านึกว่าท่านพ่อจะพาเรามาเที่ยวเสียอีก” เถียนซีหันไปบ่นกับท่านแม่เสียงเบา
“เถียนซี” ท่านแม่เอ็ดเขาเสียงเบา เรียกความสนใจจากจื่อรั่วได้
“พี่สาว...เราออกไปเล่นกันเถอะ” เถียนซีฉวยข้อมือของจื่อรั่วได้ก็ลากนางออกไปวิ่งเล่นข้างนอก หวังเป่าหูให้นางยอมติดตามครอบครัวเขาไปในฐานะหมอ และแน่นอนว่าคืนนั้นเถียนซีไม่ลืมเข้าไปกวนท่านพ่อหน้ามึนให้รับปากชวนหมอจื่อลู่เข้าเรือนมาเป็หมอในตระกูลจิ้น เพื่อความสะดวกในการรักษาอาการทางสมองของสามีในอนาคตของเขาด้วย
---------------------------------------
To Be Con
ส่วนพาสนี้ยิ่งเขียนยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของโม่โฉวทำไมน่าสงสารนัก
อีกเดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วและโม่น้อย สู้ๆ
นามิ