ผมใช้แอเรียลบินมาจนถึงสนามสอบ และในทันทีที่มาถึงก็พบว่าคู่แข่งของตัวเองมายืนรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับกรรมการประจำสนาม
“ช้าจริงๆเลยนะเว้ยย..แกน่ะ จะปล่อยให้ข้ารอนานถึงไหนฟะ" ผู้ชายที่หน้าตาเหมือนกุ้ยอันธพาลสบถด่าผมพร้อมกับมองด้วยหน้าตาหาเื่
“เอ่อ..ขอโทษครับ”
“เธอที่เพิ่งลงสนามแจ้งชื่อพร้อมหมายเลขด้วย” กรรมการคุมสอบหันหน้าถามผม
“เรเวล หมายเลข 1024 ครับ”
“โอเค ..งั้นถ้าฉันให้สัญญาณเมื่อไรก็เริ่มได้เลยนะ เงื่อนไขการชนะคือ ทำให้คู่ต่อสู้ออกจากสนาม หรือหมดสภาพจนไม่สามารถแข่งต่อได้ แค่นั้นพวกเธอก็ชนะแล้ว..แต่ว่าห้ามฆ่ากันตายล่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
“คริคริ” คู่แข่งเลียลิ้นลงบนฟ้ามือตัวเอง พร้อมจ้องมาที่ผมราวกับมองว่าผมเป็กระต่ายที่จะขึ้นไปบนเขียงในเวลาไม่นาน
“เอาล่ะ..เริ่มได้” กรรมการยกธงให้สัญญาณ
‘อาร์ติเฟกซ์-ดาบสัตว์ป่า’ ปรากฎดาบใหญ่ยาว2เมตรบนฝ่ามือของศัตรู
“ไม่ต้องห่วงถ้าแพ้เมื่อไรเดี๋ยวฉันจะออกเงินค่าเดินทางกลับบ้านให้” ศัตรูพุ่งมาโจมตีผมในทันที ทำให้ผมรีบเรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองขึ้นมาป้องกัน
“อึก..” หอกศักดิ์สิทธิ์บนมือผมป้องกันการโจมตีของดาบใหญ่เอาไว้ได้..แต่ด้วยพละกำลังอันมหาศาลทำให้ผมถูกดีดจนปลิวกระเด็น
“เวทย์โลหะ-ดาบผ่าเนื้อ” ดาบของศัตรูเปล่งแสงสีน้ำเงิน แล้วผ่าลงมาที่ผมทันที
ตัวผมที่เพิ่งตั้งหลักได้จึงรีบหลบอย่างฉิวเฉียด…
เวทย์โลหะงั้นหรอ..จัดเป็เวทย์มนต์สายหนึ่งของเวทย์มนต์ธาตุดิน ซึ่งผมเองก็เพิ่งจะเคยเห็นครั้งแรก
พอเห็นผมหลบได้..ศัตรูจึงสาดสกิลใส่ผมรัวๆ ทำให้เกิดรอยตัดบนสนามเป็จำนวนมาก..ส่วนตัวผมเองก็รีบหลบการโจมตีนั้นแบบรัวๆเหมือนกัน พร้อมกับเหงื่อหยด
“ฮึ..ฮ่าๆๆๆ เป็อะไรไป..ไม่มีกะจิตกะใจจะสู้เลยรึไง..”
‘เวทย์โลหะ-ดาบกระเทาะเปลือก’
‘เวทย์โลหะ-เสาแห่งเหล็กกล้า’
‘เวทย์โลหะ-ดาบเดี่ยวจู่โจม’
ศัตรูรัวการโจมตีใส่ผมแบบไม่ปราณี..จนกระทั่งการหลบของผมมาถึงขีดจำกัด
“มีช่องโหว่!!..ร่วงไปซะเถอะ” ศัตรูเหวี่ยงสันดาบที่มีแสงสกิลปกคลุมอยู่กระแทกเข้าที่คางผมจนตัวลอยกระเด็นในทันที
“อึก…อั๊ก..” เืสดๆกระเด็นออกจากปาก ตัวผมกระเด็นกลิ้งมาหลายตลบจนมาอยู่ที่ขอบสนาม..
“ห๊า!!..ถึกจริงๆนะแก” ศัตรูสบถด่าผมพร้อมกับถุยน้ำหลาย แล้วเดินเข้ามาใกล้..เพื่อเตรียมตัวเผด็จศึก
“..”
“อะ..เอลิเซ่.."
“หะ?…อะไรของแกวะ ข้าชื่อ'เสี่ยวหลง'เฟ้ย ไม่ใช่ 'เอลิเซ่' อะไรสักหน่อย”
ตัวผมน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง..ไม่ไหว..แรงไม่มีเลย นี่ถ้าไม่ได้สเตตัสความทนทานระดับเลเวล15ช่วยไว้ การโจมตีเมื่อกี้คอผมคงจะขาดกระเด็นแน่ๆ แต่ว่ามันจบแล้วล่ะ…เอลิเซ่ ตัวผมคงไม่คู่ควรกับเธอจริงๆ เพราะผมคือชนชั้นล่างที่แสนอ่อนแอและน่ารังเกียจ..แบบนี้สินะถึงได้ถูกปฎิเสธเมื่อตอนนั้น..นี่คงจะเป็วาระสุดท้ายจริงๆ ยอมรับชะตากรรมซะเถอะ
“เห้อ..ไม่ไหวจริงๆแหะ ไอหมอนี่ ถ้าไม่มีกะใจสู้ั้แ่แรกจะมาลงสอบทำไมวะ ”
‘เวทย์โลหะ…’ เสียงอ่านชื่อสกิลครั้งสุดท้ายเพื่อเตรียมเผด็จศึก..ราวกับเสียงคำตัดสินของยมฑูตที่มุ่งตัดสินไปยังเด็กหนุ่มผมขาวเบื้องหน้า ..ตัวดาบเริ่มเปล่งแสงสีน้ำเงินอีกครั้ง
“มันจบแล้วล่ะ.. ลาก่อนนะ เ้ากระต่ายผมขาว”
ในตอนนั้นเอง
“เรเวลลลลลล!!” มีเสียงเรียกของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลตัวเล็กคนนึง
เสียงเรียกของเด็กหนุ่มผู้นั้นทำให้การโจมตีสุดท้ายของศัตรูถูกหยุดลงชั่วคราว
“หาาา..อะไรอีกวะ..คู่แข่งคนถัดไปของข้าหรอ? ใจเย็นรอหน่อยสิฟะ..รอให้ข้าจัดการเ้ากระต่ายนี่ก่อนไม่ได้รึไง!!??”
“นี่เธอ..เธออยู่ฝ่ายเ้าหน้าที่รักษา ถ้าฉันไม่ได้เรียกก็ไม่ควรมานะ..กลับไปประจำที่ของเธอซะ” กรรมการคุมสอบพยายามลากตัวรูอันออกไป
“ปล่อยผมนะ..” รูอันขัดขืนแล้วพยายามวิ่งมาใกล้ขอบสนาม แต่ก็ถูกกรรมการจับไว้
“เรเวล..ความฝันของนายคืออะไร..”
“..”
“ต่อให้นายเจอความสิ้นหวังแค่ไหน นายก็จะก้าวข้ามมันให้ได้ไม่ใช่หรอ นายจะมาถอดใจตรงนี้ไม่ได้นะ”
“..”
“นายอาจจะคิดว่าตัวเองอ่อนแอ ..แต่ว่าความจริงแล้วตัวนายน่ะแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยวและกล้าหาญกว่ายิ่งกว่าใครๆ สำหรับผมแล้วตัวนายที่มาช่วยผมเอาไว้ในตอนนั้นน่ะ..เท่มากๆเลยล่ะ.....สำหรับผมแล้วนายน่ะ.. ”
“นายน่ะ คือเพื่อนคนสำคัญที่สุดของผมเลยนะ เพื่อนคนสำคัญที่มิอาจหาสิ่งใดมาแทนได้..”
“..”
“นายน่ะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ เรเวล..นอกจากผมแล้วก็ยังมีอาจารย์ลิซ่าอีก นอกจากนี้ ถึงผมจะไม่รู้ว่านายมีครอบครัวมั้ย แต่ว่าผมเชื่อว่านอกจากผมกับอาจารย์..นายเองก็ต้องมีบุคคลสำคัญที่ดีกับนาย,คาดหวังในตัวนายและเชื่อมั่นในตัวนาย..อยู่อีกแน่ เพราะตัวตนของนายน่ะ..มันน่าหลงไหลแล้วก็เท่สุดๆไปเลยไม่ใช่หรอ…” รูอันน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย
“ฉะนั้น…ฉะนั้น นายจะมายอมแพ้เอาตรงนี้ไม่ได้นะ..ลุกขึ้นสู้สิ..เรเวลลลลลลลลลลลล”
ตัวผมลืมตาขึ้นในทันที…ใช่แล้วล่ะ รูอันพูดถูก.. ตัวผมในตอนนี้ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว เพราะในตอนนี้น่ะ ผมมีทั้งรูอัน อาจารย์ พี่อันนา และคุณลุงคุณป้าที่ช่วยดูแลผมมาตลอด ผมจะมายอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้ ไม่งั้นผมคงรู้สึกผิดต่อตัวพวกเขาแน่ …นอกจากนี้..ใช่แล้วล่ะความฝันของผมคือผมอยากแข็งแกร่งขึ้นจนทำให้เอลิเซ่ยอมรับในตัวผมให้ได้
การที่เอลิเซ่จะเป็อัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือไม่นั้น ไม่ใช่เื่สำคัญเลย ไม่ว่าเธอจะแข็งแกร่งแค่ไหน หรือเธอจะปฎิเสธผมอีกสักกี่ครั้ง ไม่ว่ายังไงสักวันผมต้องก้าวข้ามเธอไปให้ได้ จะต้องทำให้ดอกไม้อันสูงส่งและงดงามนั่นยอมรับในตัวผมให้ได้เลย ฉะนั้นผมต้องแข็งแกร่งขึ้น.. เพราะการแข่งในรอบสุดท้ายน่ะ จะมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้ง3คนเข้ามาชมด้วย ฉันต้องไปเจอเธอที่นั่นให้ได้เลย รอก่อนนะเอลิเซ่..
“อึก..” ผมพยายามดันตัวเองขึ้น
“หา…ยังไหวอีกหรอ เ้าหมอนี่น่ะ”
“ขอบใจนะ..รูอัน.. ใช่แล้วล่ะ..นายพูดถูก ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เพราะฉันยังมีพวกพ้องอย่างนายอยู่ไงล่ะ” ผมหันไปยิ้มให้รูอัน ในสภาพสะบักสะบอมเล็กน้อย
“กับอีแค่คู่ต้องสู้แค่นี้น่ะ ฉันจะเอาชนะในพริบตาให้ดูเลย!!”
“อืม..พยายามเข้านะ” รูอันยิ้มตอบ
“เหอะ..ทำเป็ปากดี อย่างนายถึงกับขนาดต้องให้เพื่อนมาให้กำลังใจเลยหรอ”
“อย่าดูถูกพลังมิตรภาพละกัน เพราะพลังนี้น่ะ คือพลังอันยิ่งใหญ่ถึงขนาดเปลี่ยนสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ ให้เป็ไปได้เลยเชียวล่ะ”
“งั้นฉันจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็ไปได้นั่น …ให้กลายเป็ความสิ้นหวังให้ดู รับไปซะ..นี่คือการโจมตีที่แรงที่สุดของฉัน”
‘เวทย์โลหะ-ความพิโรธแห่งาาสัตว์ป่า’ ดาบใหญ่ของศัตรูเปล่งแสงสีน้ำเงินแล้วเปลี่ยนเป็คมเลื่อยหมายจะเข้ามาฟันผมในทันที ในตอนนั้นเองได้ปรากฎความทรงจำในอดีต ณ ที่แห่งหนึ่งขึ้นมาในหัวผม
‘ฟังนะ..เวลจัง บางครั้งพลังโจมตีอันแข็งแกร่ง..ก็ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดเสมอไป’
‘หมายความว่ายังไงหรอครับอาจารย์?’
‘หมายความว่า่เวลาที่ศัตรูใช้การโจมตีเผด็จศึก จะเป็่ที่เขาประมาทที่สุดยังไงล่ะ'
อาจารย์ลิซ่ายิ้มให้เล็กน้อย
หลังจากภาพนั้นในหัวได้หายไป…ผมอาศัยจังหวะนี้เอี้ยวตัวหลบเข้าไปในมุมอับอย่างแรง รวบรวมพลังเวทย์ทั้งหมดไว้ที่หมัดขวาเพื่อใช้เวทย์มนต์เอนชานต์เสริมกำลังอย่างสุดแรงไปที่หมัด จากนั้นอาศัยแรงเหวี่ยงจากการหลบเมื่อกี้พุ่งเข้าไปชกที่แก้มศัตรูทันที
“ดะ…เดี๋ยว” ศัตรูใอย่างรุนแรงต่อปฎิกิริยาการหลบอย่างคาดไม่ถึงของผมที่ไม่พึ่งสกิลจากอาร์ติเฟกซ์แม้แต่น้อย แต่ว่าไม่ทันแล้ว หมัดผมที่เสริมด้วยพลังเวทย์ชกไปที่แก้มศัตรูอย่างรุนแรง
“อั๊กกก…” ศัตรูหน้าเบี้ยวแล้วลอยกระเด็นจนพุ่งเลยขอบสนาม..จนไปติดกำแพงทันที
เกิดลอยร้าวบนกำแพงเล็กน้อย..หลังจากนั้นไม่นานศัตรูก็ร่วงตกลงมาจนหมดสภาพ ขากระตุกอยู่นอกสนาม
“คู่แข่งหมายเลข 3056 ออกนอกสนาม ฉะนั้น หมายเลข 1024 ชนะ” กรรมยกธงขึ้นแล้วชี้มาทางฝั่งผม
“ทำได้แล้วนะเรเวล” รูอันวิ่งเข้ามากล่าวชมผม
“ขอบใจมากนะรูอัน” ผมยื่นมือไปแตะบ่ารูอันแล้วยิ้มให้
“หมายเลข 1024 ไปยังสนามแข่งถัดไปได้เลย…ส่วนเธอเ้าหน้าที่รักษา ช่วยมารักษาคนเจ็บที่แพ้ด้วย”
“ครับ/ครับ”
“ดูท่าทางนายจะไม่เป็อะไรแล้ว ..งั้นผมไปทำหน้าที่ของตัวเองก่อนนะเรเวล ”
“อืม..ขอบใจนะรูอัน”
หลังบอกลากับรูอันแล้ว ผมจึงใช้แอเรียลบินไปยังสนามแข่งถัดไป
ที่จริงการต่อสู้เมื่อกี้นั้นผมประหลาดใจอย่างนึง…การโจมตีของผมในตอนสุดท้ายเดิมทีผมจงใจให้หมอนั่นกระเด็นออกนอกสนามเฉยๆ ฉะนั้นความเสียหายไม่น่าหนักถึงขั้นทำให้หมดสติได้เลยนะ เพราะเดิมทีเป็แค่การประยุกต์ใช้เวทย์มนต์ธรรมดาเอง ซึ่งความรุนแรงไม่น่าจะเท่าเวทย์มนต์ที่เกิดจากสกิลของอาร์ติเฟกซ์อยู่แล้ว…แต่ว่าทำไมล่ะ??
ตอนที่คิดถึงแค่ตรงนั้นผมก็มาถึงสนามแข่งถัดไปทันที พร้อมกับคู่แข่งอีกคน หลังจากนั้นผมกับคู่แข่งจึงแจ้งหมายเลขพร้อมชื่อตัวเองกับกรรมการ แล้วจึงเริ่มแข่ง
“เอาล่ะการแข่งรอบที่2เริ่มได้”
‘อาร์ติเฟกซ์-ขวานทอรัส’ ปรากฎขวานสองคมพร้อมกับด้ามจับแบบสั้นขึ้นที่มือศัตรู พร้อมกับเปล่งแสงพลังเวทย์สีดำ
‘อาร์ติเฟกซ์-หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวีรบุรุษ’ ปรากฎหอกสีขาวเงินบริสุทธิ์ขึ้นที่มือผม พร้อมกับเปล่งแสงพลังเวทย์สีขาว
“เปิดก่อนได้เปรียบเฟ้ยย”
‘เวทย์ความมืด-คมขวานสะบั้น’
ผมหลบการโจมตีนั้นได้แบบสบายๆ พร้อมกับคิดว่าในใจว่า ตั้งท่าอะไรของมันฟะเนี่ย..ช่องโหว่แมร่งเต็มไปหมด
ถ้าเงื่อนไขการชนะคือแค่ทำให้ศัตรูหมดสภาพ หรือ ออกนอกสนาม ก็หมายความว่าไม่จำเป็ต้องสู้กันจนาเ็หนักก็ได้ แค่ทำให้หมดสติก็พอ
ผมพุ่งเข้าประชิดตัวจากด้านหลัง รวมรวมพลังเวทย์ไว้ที่สันมือแล้วกระแทกที่ท้ายทอยของศัตรูเบาๆ ทำให้ศัตรูหมดสติทันที หลังจากนั้นแค่รอให้กรรมการนับ1ถึง10 ถ้าศัตรูไม่ลุกขึ้น ผมก็ชนะละ แต่ว่าี้เีรอแหะ จับแมร่งโยนออกนอกสนามเลยละกัน
ผมจับหลังเสื้อของคู่แข่งแล้วโยนออกนอกสนามทันที
“หมายเลข 978 ออกนอกสนาม…ฉะนั้นหมายเลข1024ชนะ ”
หลังจากนั้นกรรมการรีบวิ่งไปตรวจดูอาการของคู่แข่ง พอพบว่ายังมีลมหายใจอยู่ก็ให้ผมไปต่อได้ พร้อมกับมองส่งผมด้วยสีหน้าแบบงงๆ ว่าแมร่งทำได้ยังไง
ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมากหรอก..กระบวนท่าเมื่อกี้นี้ผมได้มาตอนผมฝึกกับอาจารย์ใน่แรกๆเนี่ยแหละ เพราะผมกับรูอันโดนท่านี้ของอาจารย์โจมตีใส่บ่อยมาก จนผมซึมซับมันเข้ากระดูกล่ะ ทั้งเทคนิคการใช้ กระบวนท่า การกะปริมาณพลังเวทย์ และการหาช่องโหว่ของศัตรูเพื่อใช้มัน แต่ถึงอย่างงั้นกลยุทธ์ง่ายๆแบบนี้ก็ใช้ได้กับศัตรูที่สเตตัสต่ำกว่าเราอะนะ เพราะถ้าสเตตัสสูงกว่าคงจะหมดสติยาก แถมถ้าศัตรูมีประสบการณ์ต่อสู้สูงกว่านี้ คงไม่เสร็จท่านี้ได้ง่ายๆหรอก
งั้นก็แสดงว่าสเตตัสพวกที่สู้กับเราเมื่อกี้อยู่ที่ประมาณเลเวล10 ถึง 14น่ะสิ …ไม่สิอาจจะเลเวลแค่10 ด้วยซ้ำมั้ง เพราะพวกนั้นหมดสติทันทีเลยนี่นา บางที่เลเวล11 ถึง15 มันอาจจะขึ้นอยากเกินไปจนคนี้เีเก็บก็ได้มั้ง
เนื่องจากไม่รู้ว่าหลังจากนี้ผมจะเจอศัตรูที่เก่งแค่ไหน ฉะนั้นต้องออมพลังเวทย์ไว้ให้ได้มากที่สุดสำหรับเผื่อใช้สกิล ผมเลยจะเน้นใช้กลยุทธ์แบบเมื่อกี้นี้ใน่แรกๆเลยละกันเพราะมันประหยัดพลังเวทย์ดี แต่ทว่า….
“หมายเลข4320แพ้…หมายเลข1024ชนะ”
“หมายเลข573แพ้…หมายเลข1024ชนะ”
“ ……………………… หมายเลข1024ชนะ"
“………………………หมายเลข1024ชนะ”
“……………………..หมายเลข1024ชนะ”
ชนะ
ชนะ
ชนะ
.
.
เห้ยๆๆๆๆ…นี่มันอะไรกันฟะนิ…ตอนแรกๆผมกะว่าจะใช้แค่ท่านี้เพราะ้าประหยัดพลังเวทย์เฉยๆ แต่ไหงมันถึงชนะได้รัวๆจนเข้ามาถึง250คนได้เฉยเลยฟะเนี่ยยยย เมื่อสังเกตดีๆศัตรูที่โจมตีเข้ามาแต่ละคนก็บุ่มบ่ามกันโคตรๆ ช่องโหว่แมร่งเต็มไปหมดเลย นี่มันคือการสอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์จริงๆงั้นหรอ
ไม่สิบางทีเทคนิคนี้มันอาจจะโกงเกินไปก็ได้มั้ง…เล่นเอาผมอยากจะนั่งเค้นถามอาจารย์เกี่ยวกับเื่นี้สักพันรอบเลยมั้งเนี่ย ในหัวผมตอนนี้ปรากฎภาพอาจารย์กำลังใส่หมวกแม่มดแล้วนั่งยิ้มอยู่พร้อมโบกมือมาทางผม
ผมและคนอื่นๆทั้งหมด250คนที่ชนะเลิศในรอบสุดท้ายมายืนรวมกันในโคลอสเซี่ยมใหญ่ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็ทั้งเพื่อนทั้งเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนร่วมโรงเรียนผมในอนาคตนั่นเอง…ชักตื่นเต้นแล้วแหะ
“ให้ทุกคนมารวมตัวกันลงชื่อตรงนี้ แล้วแยกย้ายกันกลับได้..อย่าลืมนะว่ายังไม่จบ เพราะพรุ่งนี้จะมีการสอบคัดห้องต่อ”
ผมไปต่อคิวเพื่อลงชื่อ และในตอนนั้นเอง
“หืม !?” อะไรกันเนี่ยรู้สึกเหมือนมีใครมองมาเลยแหะ..ช่างเหอะ ลงชื่อเสร็จแล้วกลับดีกว่า
****************************************
หลังผมกลับมาถึงที่พักผมก็ได้มาพบกับรูอัน พร้อมกับเล่าเื่ทั้งหมดในวันนี้ให้ฟังหลังแยกจากรูอันในตอนนั้น..ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากการแข่งรอบแรก
“หาาาา….จริงหรอใช้แค่เทคนิคนั้นก็ชนะได้รัวๆเลยเนี่ยนะ”
“อืมจริง แล้วฉันจะไปโกหกนายทำไมล่ะ”
“เอ่อ..มันก็แบบ ถ้าแบบนั้นมันก็ดูง่ายเกินไปน่ะสิ”
“เื่นั้นฉันลองมาคิดๆดูตอนขากลับแล้วนะ..บางทีจะพูดว่าง่ายก็ไม่ถูก ยังจำตอนที่เราฝึกฝนกับอาจารย์กันใหม่ๆได้มะ”
“อืมจำได้”
“ใน่แรกๆนั้นพวกเราเจอท่านี้เล่นงานจนหมดสติกันหลายรอบตลอดระยะเวลา1เดือนเลยนะ กว่าจะหลบท่านี้หรือมองการเคลื่อนไหวเพื่อหลบได้ทัน ก็นานเอาเื่เหมือนกัน ฉะนั้นสำหรับคนที่ประสบการณ์การต่อสู้ต่ำน่าจะเจอท่านี้จัดการกันได้ง่ายๆน่ะ ”
“งั้นหรอกหรอ”
“พรุ่งนี้ก็มีสอบคัดห้องสำหรับผู้ใช้เวทย์รักษาเหมือนกัน..นายน่าจะลองเอาเทคนิคนี้ไปใช้ดูนะ เผลอๆอาจจะได้อยู่ห้องS แบบสบายๆเลยมั้ง”
“อืม..งั้นหรอ เดี๋ยวผมจะลองดูละกัน” รูอันทำสีหน้างงๆเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อที่ผมพูดเท่าไร
*************************
การสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์วันที่2 (วันสอบคัดห้อง)
‘เวทย์น้ำ-หอกเ้าสมุทร’
“แอ๊ก… ”
“หมายเลข1024ชนะ”
--------------------------------
‘เวทย์ดิน-ดาบปัฐพี’
“แอ๊ก…”
“หมายเลข1024ชนะ”
--------------------------------
“หมายเลข1024ชนะ”
“หมายเลข1024ชนะ”
.
.
.
.
โห..ชนะรัวๆเลยแหะ ถึงแม้ว่ายิ่งเข้าใกล้รอบสูงๆก็ยิ่งเจอศัตรูที่เก่งขึ้นจริง จนอาจทำให้ผมต้องใช้สกิลบ้าง แต่ว่าใช้ไม่นานก็มีจังหวะที่ศัตรูเปิดช่องโหว่จนสุดท้ายก็เสร็จท่าสุดโกงของผมในที่สุด
บางทีที่อาจารย์การันตีว่าระดับความแข็งแกร่งของพวกผมตอนนี้สามารถเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ได้สบายๆนี่ท่าจะจริงแหะ ผมใช้แอเรียลบินไปแล้วลงไปเดินบนสนามแข่งถัดไปอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับคิดในใจอย่างมีความสุขว่าบางทีรอบชิงชนะเลิศอาจง่ายกว่าที่คิดก็ได้ แบบนี้ผมขอเอลิเซ่แต่งงานเลยดีมั้ยนะ ฮุฮุ
ใช่แล้วล่ะตอนนี้ผมเอาชนะจนผ่านเข้ารอบจนมาถึงห้องSได้แล้ว และการแข่งต่อไปนี้จะเป็การแข่งก่อนเข้ารอบชิง ซึ่งก็คือรอบรองชนะเลิศนั่นเอง ผมค่อยๆเดินขึ้นบันไดสนามแข่งอย่างอารมณ์ดีสุดๆ
“หืม!?”
“ฉันชื่อ ลูน่า เทราเรส” ปรากฎผู้หญิงผมสีน้ำตาลไว้ผมทรงทวินเทลแบบยาว รูปร่างหุ่นดีผอมเพรียว หน้าตาดีเหมาะที่จะเป็นางแบบหรือนักร้องไอดอล
ผมใมากในทันที..ที่ใไม่ใช่ความสวยของเธอหรอกนะ แต่คือพลังเวทย์ของเธอต่างๆหาก
“ฉันชื่อ เรเวล ” ผมแนะนำตัวตามมารยาทต่อเธอคนนั้น พร้อมบอกหมายเลขตัวเองกับกรรมการ พร้อมกับคิดในใจว่า เห้ยๆๆ..พลังเวทย์มหาศาลมาก ดูท่าทางว่าศึกนี้จะหินของจริงแล้วล่ะ.. เล่นเอาความฝันขอเอลิเซ่แต่งงานพังลงในพริบตาเลยนิหว่า…โถ่เอ้ยยยทำไมพระเ้าถึงได้ชอบแกล้งผมจังเลย ผมเหงื่อตกเล็กน้อยพร้อมกับคิดว่ากลยุทธ์โง่ๆแบบที่ผ่านมาคงใช้กับเธอคนนี้ไม่ได้ผลแน่ๆ เกิดความหวั่นไหวขึ้นในใจเล็กน้อย
ผมกับเธอตั้งท่ารอกรรมการให้สัญญาณ
---------------------------------
#ทางด้านฝั่งของรูอัน#
เทคนิคที่เรเวลพูดให้ฟังเมื่อวานผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรเลยแหะว่ามันจะใช้จัดการศัตรูได้จริง ที่จริงเหตุผลที่พวกเราสลบในตอนนั้นเพราะพวกเราอ่อนแอเกินไปต่างหาก แต่นี่คือการสอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์เชียวนะ แถมวันนี้ก็เป็การสอบคัดห้องด้วย มันจึงเป็ไม่ได้ที่จะเอาชนะง่ายขนาดนั้น
“รูอัน เอิร์สเปล หมายเลข2 เข้าไปจำสนามได้แล้ว”
“คะครับบ” เดิมทีหมายเลขของผมคือ 1023 (ก่อนเรเวล1หมายเลข) แต่พอเป็ผู้ใช้อาร์ติเฟกซ์สายรักษาเลยไม่ต้องร่วมสอบเข้ากับคนอื่น ฉะนั้นจึงมีแค่สอบคัดห้องร่วมกับผู้ใช้เวทย์รักษาอย่างเดียว เลข1023 จึงถูกเปลี่ยนเป็หมายเลข2 แทน
“โห..นายเป็ขุนนางเหมือนกันนิ แต่ท่าทางจะมาจากบ้านนอกสินะ ”
“ครับ”
“แค่โชคดีได้อาร์ติเฟกซ์สายรักษาอย่าทำเป็ได้ใจล่ะ เพราะคนที่จะอยู่ห้องS คือฉันคนนี้เนี่ยแหละ”
“เอ่อ..ครับ”
“การแข่งเริ่มได้” หลังกรรมการยกมือให้สัญญาณ ต่างคนก็เรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมาทันที
‘อาร์ติเฟกซ์-คฑาแสงแห่งไดอาเซ้นต์’ ปรากฎคฑาแบบสั้น พร้อมอัญมณีแสงตรงปลายออกมาบนฝ่ามือของฝ่ายตรงข้ามทันที
“อาร์ติเฟกซ์สายรักษาธาตุแสงงั้นหรอ?”
“ใช่แล้ว..ขุนนางยาจกแบบนายไม่เคยเห็นล่ะสิ”
“ก็คงประมาณนั้นแหละครับ”
‘อาร์ติเฟกซ์-คฑาเทพีแห่งการรักษา’ รูอันเรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมาทันที
‘เวทย์ลม-สายลมประทานพร-Attack’ รูอันใช้สกิลบัพเสริมสมรรถภาพจากอาร์ติเฟกซ์ทันทีโดยเลือกผลลัพธ์เพิ่มพลังโจมตี +20%
“โห..ไอนั่นฉันก็มีนะ”
‘เวทย์แสง-ไดอาเซ้นต์ประทานพร-Attack’ คู่ต่อสู้ของรูอันก็เลือกใช้ความสามารถบัพเพิ่มพลังโจมตี 20%เช่นกัน
“เอาล่ะนะ”
‘ไลท์ช็อต' ปรากฎลูกบอลแสงพุ่งใส่รูอันอันมากมาย..แต่ว่าทั้งความรุนแรง อานุภาพและปริมาณน้อยกว่า 'อควอช็อต' ของอาจารย์แบบเทียบไม่ติด
ศัตรูยิงการโจมตีใส่รูอันเรื่อยๆ แต่รูอันหลบได้สบายมากๆ
“วินทอร์นาโดแลนด์” เกิดสายลมพัดที่ปลายขาของศัตรูจนลอยขึ้นไป
“วะ…เหวออออ” ตอนที่ศัตรูลอยขึ้นแล้วตกลงมานั่นเอง รูอันได้พุ่งเข้าประชิดตัว รวบรวมพลังเวทย์ที่สันมือเล็กน้อยแล้วกระแทกไปที่ท้ายทอยของศัตรูเบาๆ จนศัตรูสลบไปในทันที..หลังจากนั้นรูอันก็จับที่หลังเสื้อของศัตรูแล้วโยนออกนอกสนามตามสูตรที่เรเวลบอก
“หมายเลข7 คีร่า เนมาน ออกนอกสนาม ฉะนั้นรูอัน เอิร์สเปล หมายเลข2 เป็ฝ่ายชนะ”
“เอาจริงดิ..” ท่าทางที่เรเวลพูดจะเป็เื่จริงแหะ
“…” กรรมการมองรูอันด้วยสีหน้าเรียบเฉยๆ แต่ในใจก็ใไม่น้อย ที่การต่อสู้มันจบเร็วขนาดนี้
หลังจากนั้น
“…รูอัน เอิร์สเปล หมายเลข2 เป็ฝ่ายชนะ”
“…รูอัน เอิร์สเปล หมายเลข2 เป็ฝ่ายชนะ”
“…รูอัน เอิร์สเปล หมายเลข2 เป็ฝ่ายชนะ ”
ชนะ
ชนะ
ชนะ
ชนะ
รูอันชนะเรื่อยมาด้วยเทคนิคกลยุทธ์เดิมๆ จนตัวเองเริ่มััได้ถึงความรู้สึกตกตะลึงแบบที่เรเวลเคยััแล้ว…จนบางทีเขาอาจคิดว่านี้เป็กลยุทธ์โกงข้อสอบประเภทหนึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นรูอันก็ใช้เทคนิคนี้จนมาถึงรอบสุดท้าย ซึ่งสำหรับสายการแข่งของรูอันแล้วนี่ถือเป็รอบชิงชนะเลิศที่จะตัดสินว่าเขาจะได้อยู่ห้องS ซึ่งเป็ห้องเดียวกับเพื่อนของเขา(เรเวล)รึป่าวนั่นเอง??
รูอันก้าวขึ้นมาบนสนาม และตัวเขาก็ได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งตัวเตี้ยพอๆกับเขา แต่เด็กสาวคนนี้ไว้ผมทรงทวินเทลแบบสั้นโดยมัดเป็จุกไว้สองข้างซึ่งต่างทรงผมของลูน่าที่เป็ทวินเทลแบบยาว ซึ่งเป็คู่แข่งของเรเวลในตอนนี้
“ฉันชื่อ ชีน่า เทราเรส”
“ผมชื่อ รูอัน เอิร์สเปล ครับ” รูอันกล่าวทักทายด้วยความสุภาพ
“ฉันไม่อยากรู้จักเ้าเตี้ยอย่างนาย”
“เเเเเอ๋!?..แต่เธอเองก็เตี้ยพอๆกับผมไม่ใช่หรอ?”
“หนอยยย..บังอาจมาว่าชีน่าว่าเตี้ยได้นะ” เด็กผู้หญิงคนนั้นโมโหจนควันออกหูทันที ราวกับเด็กถูกแย่งขนม
“เอ่ออ..ขอโทษครับ” รูอันขอโทษด้วยความร้อนรน
“ฉันจะจัดการนาย..แล้วไปฟ้องป๊ะป๋าแน่คอยดูเถอะ”
‘อาร์ติเฟกซ์-ทไวซ์ฮิลลิ่งริง’ ปรากฎอาร์ติเฟกซ์ประเภทแหวน ขึ้นที่นิ้วมือทั้งสองข้างของเด็กหญิงคนนั้น พร้อมกับแสงสีฟ้าซึ่งเป็สีสัญลักษณ์ของเวทย์มนต์ธาตุน้ำ โดยที่แหวนนั้นมีอัญมณีสีฟ้างดงามสถิตอยู่ตรงกลาง
‘อาร์ติเฟกซ์-คฑาเทพีแห่งการรักษา’ รูอันก็เรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมาเช่นกัน โดยที่ยังใชนิดอาร์ติเฟกซ์ของศัตรูเล็กน้อย เพราะเป็ลักษณะประเภทแหวนซึ่งตนเองไม่เคยเจอมาก่อน
----------------------------
#ตัดกลับมาที่ฝั่งของเรเวล#
‘อาร์ติเฟกซ์-หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวีรบุรุษ’ หลังกรรมการให้สัญญาณ ผมเรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมาทันที
‘อาร์ติเฟกซ์-ทไวซ์ไพเรทกัน’ ปรากฎปืนสั้นคล้ายปืนโจรสลัดขึ้นที่มือขวาของศัตรูทันที 1 กระบอก
“หืม!?” นิ่งมาก..ไม่โจมตีมาเลย..ทำไมกันล่ะ?? และที่สำคัญแม้ศัตรูจะยืนอยู่นิ่งๆแต่กริยาท่าทางนั้นไม่ยอมเผยช่องโหว่เลยแม้แต่น้อย แถมยังเปล่งออร่าความกดดันมหาศาลออกมาอีก
ช่วยไม่ได้แหะ..ถ้าไม่ยอมเผยช่องโหว่ให้เห็น งั้นฉันจะบังคับให้เผยมันเอง
‘ไฟเยอร์โบลต์’ ผมยิงะุสายฟ้าเพลิงใส่ศัตรูทันที ซึ่งศัตรูเอียงตัวหลบแบบสบายๆโดยที่ขายังยืนอยู่กับที่ ….ตอนนี้แหละ
‘เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดร์ฟ’ เกิดแสงสีน้ำเงินคลุมที่ตัวผมและหอกทันทีเข้าสู่สถานะไลน์นิ่งโหมด ที่จะเร่งความเร็วและพลังโจมตีเพิ่มสูงขึ้นในชั่วพริบตาตราบใดที่แสงสีน้ำเงินอยู่ หลังจากนั้นผมใช้เวทย์มนต์ธรรมดาเสริมสมรรถภาพที่ขาเพื่อเร่งความเร็วในการเคลื่อนไหวของไลน์นิ่งไดร์ฟขึ้นไปอีกขึ้นนึง
ผมถีบพื้นจนแหลกละเอียดเร่งความเร็วเข้าสู่โลกสีขาว จนปฎิกิริยาของศัตรูเชื่องช้าลง..ในขณะที่ศัตรูเอี้ยวตัวหลบ ผมพุ่งไปในด้านหลังทันที ตอนนี้แหละ คราวนี้ผมไม่ได้ใช้สันมือแต่จงใจใช้ปลายหอกกระแทกที่ท้ายทอยตรงๆเนื่องจากััได้ถึงภัยคุกคามที่ไม่ธรรมดาของศัตรู แต่ทว่าจังหวะที่ปลายหอกจะัันั้นเอง
ศัตรูก้มตัวลงหลบท่าพิฆาตนั่นทันที และตอนนี้เองตัวผมเป็ฝ่ายเผยช่องโหว่
“อึก..แย่แล้ว!!” เราเสร็จมันแน่
ศัตรูขยับปืนมาด้านหลังตัวเอง
‘เวทย์น้ำ-บูลเล็ทช็อต’ เกิดะุน้ำพุ่งใส่หน้าผมอย่างรุนแรงในพริบตา แต่ว่า
‘สเปียร์โพรเท็คชั่น’ เกิดโล่แห่งเปลวเพลิงคุ้มกันผมจากะุน้ำนั่นทันที เนื่องจากอยู่สถานะไลน์นิ่งโหมด ทำให้ลดจำนวนคำร่ายสกิล จึงสามารถใช้เกราะแห่งเปลวเพลิงป้องกันการโจมตีนั้นได้ทันแบบฉิวเฉียด
แต่ทว่าเวทย์ไฟนั้นแพ้ทางเวทย์น้ำอยู่แล้ว จึงทำให้เกราะที่คลุมตัวผมนั้นเกิดรอยร้าวในทันทีผมจึงรีบคลายโพรเท็คชั่นออกเพื่อไม่ให้กินพลังเวทย์ไปมากกว่านี้
‘เวทย์โลหะ-บูลเล็ทช็อต’ ศัตรูโจมตีใส่ผมทันทีตอนที่ผมคลายโพรเท็คชั่นออก
“อะไรกัน!!” ผมรีบใช้หอกของตัวเองปัดการโจมตีนั้นได้ทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด พร้อมใในความสามารถอันน่าตื่นตะลึงชนิดขัดกฎธรรมชาติของศัตรู
นี่มันไม่ใช่อาร์ติเฟกซ์สายเวทย์มนต์ธรรมดา โดยปกติคนที่ใช้เวทย์มนต์ได้มากกว่า1ธาตุจะมีแต่คนที่ได้รับอาร์ติเฟกซ์สายเวทย์มิติแบบอาจารย์เท่านั้น ที่ใช้ได้ทั้งเวทย์มิติและเวทย์มนต์ธาตุน้ำ แต่นี่ศัตรูไม่ได้ใช้เวทย์มนต์มิติ แต่กลับใช้เวทย์มนต์ธาตุอื่นได้2ธาตุงั้นหรอ
“ฮึ..” ศัตรูยิ้มตอบต่อการคาดเดาในใจของผม แต่ทว่า
“เวทย์แสง-ะุสายฟ้า” ปรากฎะุสายฟ้าพุ่งเข้ามาที่ตัวผมทันที ผมจึงใช้หอกตัวเองปัดการโจมตีนั่น แต่ว่าตอนที่หอกัักับะุสายฟ้านั้นเอง
“อ๊าากกกก” เกิดฝ่าผ่าลงมาที่ตัวผมทันที..จนทำให้ตัวผมชาจนขยับไม่ได้ แม้แต่ปากยังขยับเพื่อร่ายชื่อสกิลไม่ได้เลยเพราะชาไปหมด
“จบแล้วล่ะ.."
‘เวทย์โลหะ-บูลเล็ทช็อต’ เกิดะุโลหะพุ่งเข้ามาที่ขาผม แต่ว่าผมใช้เวทย์มนต์บาเรียธรรมดาเสริมความแข็งแกร่งที่ขา ซึ่งเป็ประเภทที่ไม่ต้องร่ายด้วยปาก
‘เพล้งง’ บาเรียถูกทำลายทันที เพราะเดิมทีเวทย์มนต์ธรรมดามีอนุภาพสู้สกิลจากอาร์ติเฟกซ์ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างงั้นก็ลดความรุนแรงจากความเสียหายลงได้บ้าง ะุจึงไม่ทะลุขาผมแต่ฝังลงไปเล็กน้อยแทน
นี่มันไม่ใช่ผู้ใช้เวทย์มิติ หรือเวทย์ธาตุธรรมดาแล้วแต่คนๆนี้คือ
“ผู้ใช้เวทย์ขั้นลี้ลับ!”